แต่ละคนล้างชามและตะเกียบของตนในน้ำใสสะอาดของแม่น้ำจนเกลี้ยง หม้อก็ขัดจนเรียบร้อย
ทิงเสวี่ยมองไปที่ไฟที่ยังลุกอยู่ในเตา รู้สึกเสียดายเล็กน้อยแล้วพูดว่า “ถ้า เอาหัวมันเทศมาด้วยก็คงจะดี จะได้เอามันมาย่างในกองไฟกิน”
หวังหย่าจิ้งยื่นมือไปกดท้องกลมๆ ของทิงเสวี่ย “เธอยังไม่อิ่มอีกเหรอ? ทำไมยังคิดเรื่องกินอยู่อีกล่ะ?”
ทิงเสวี่ยกล่าว “นิสัยชอบกินของฉันมันแก้ยาก ถึงจะอิ่มจนจุก ฉันก็ยังคิดถึงเรื่องกิน คิดถึงของอร่อยที่ชอบ”
หลินฉางจื้อหาหินก้อนใหญ่เรียบๆ แล้วนอนตากแดดตรงนั้น กินอิ่มแล้วก็ง่วงง่าย พอโดนแดดอุ่นๆ ก็ยิ่งง่วงหนัก หวังกังกับฉินหยวนเฟิงก็หาโขดหินคนละก้อนนอนตากแดด หลับตาพักผ่อน
ทิงเสวี่ย ซูซานซาน และหวังหย่าจิ้งพากันไปเล่นบนภูเขาใกล้ๆ ส่วนซูชิงชิงยังคงนั่งอ่านนิยายรักของฉงเหยาอย่างเงียบๆ
ประมาณบ่ายสองโมงกว่า พวกเขาถึงได้เตรียมตัวกลับบ้าน
ระหว่างทางกลับบ้าน ทิงเสวี่ยเสนอว่า “เราร้องเพลงพลางเดินพลางกันเถอะ”
ซูซานซานตอบรับ “ดีเลย แล้วเราร้องเพลงอะไรกันดีล่ะ?”
หวังหย่าจิ้งบอกว่า “ก็ต้องร้องเพลงที่พวกเราทุกคนร้องเป็นสิ”
หวังกังเสนอ “งั้นร้องเพลง ‘ ยุวชนแนวหน้า’ เพลงนี้เราร้องเป็นกันทุกคน”
ทิงเสวี่ยเสริม “นอกจาก ‘เพลงยุวชนแนวหน้า’ แล้ว เรายังต้องร้อง ‘เพลงชาติ’ ‘เรียนรู้จากเหลยเฟิงผู้เป็นแบบอย่างที่ดี’ และ ‘กลับจากการฝึกยิงเป้า’”
เพลงที่คุ้นหูเหล่านี้ ทุกคนร้องเป็นกันหมด การร้องเพลงเป็นข้อเสนอของทิงเสวี่ย ดังนั้นเธอจึงเริ่มก่อน ทิงเสวี่ยเดินนำหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ “งั้นฉันเริ่มนะ เราร้องพร้อมกัน”
“พวกเราคือผู้สืบทอดลัทธิคอมมิวนิสต์...”
ทั้งแปดคนเดินเรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบ ร้องเพลงไปด้วยกัน หลินฉางจื้อกับหวังกังยังใช้ช้อนเคาะชามให้จังหวะ หวังหย่าจิ้งกับซูซานซานเห็นว่าสนุกก็เลยเคาะตามบ้าง เมื่อร้องมาถึงเพลง ‘กลับจากการฝึกยิงเป้า’ ก็เข้าสู่เขตหมู่บ้านต้าเหอ พอร้องเพลงจบก็แยกย้ายกันกลับบ้าน
ซูเจียหนิง ซูชิงชิง และซูซานซานขี่จักรยานกลับบ้านจากบ้านของทิงเสวี่ย เมื่อหวังหย่าจิ้งกลับถึงบ้านคุณปู่คุณย่า หวังอ้ายหมินก็กลับมาจากอำเภอเพื่อรับเธอกลับแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะใกล้เปิดเทอม หวังหย่าจิ้งคงอยากจะอยู่ที่นี่เล่นต่ออีกหลายวัน
วันหยุดที่มีความสุขมักผ่านไปเร็วเสมอ พริบตาเดียวก็ถึงวันเปิดเทอม
วันแรกของการเปิดเทอม ต่งน่าก็ประกาศท้าทายทิงเสวี่ยทันที “หลินทิงเสวี่ย เทอมนี้ฉันจะต้องสอบให้ได้ที่หนึ่งของระดับชั้นให้ได้”
ทิงเสวี่ยเช็ดโต๊ะอย่างใจเย็นด้วยผ้าขี้ริ้ว พลางตอบต่งน่า “เธอจะสอบได้ที่หนึ่งหรือไม่ มันเกี่ยวอะไรกับฉัน? ยังไงซะฉันก็ไม่มีทางออมมือให้เธออยู่แล้ว”
ต่งน่าตอบกลับ “ฉันไม่ได้หวังให้เธอออมมือให้อยู่แล้ว หลินทิงเสวี่ย ฉันต้องการแข่งขันกับเธออย่างยุติธรรมเสมอ”
ต่งน่ายังคงมีท่าทีหยิ่งยโสเช่นเคย เมื่อเผชิญกับความท้าทายของต่งน่า ทิงเสวี่ยตอบกลับอย่างสงบ “อยากแข่งก็แข่งไป ฉันไม่เคยคิดจะแข่งกับเธอ ผลสอบมันขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละคน”
ต่งน่ามองท่าทีไม่แยแสของทิงเสวี่ยแล้วรู้สึกขัดใจ เธอคิดว่าทิงเสวี่ยแกล้งทำเป็นไม่สนใจ แต่จริงๆ แล้วก็ให้ความสำคัญกับที่หนึ่งมากไม่ต่างจากตนเอง
เทอมใหม่มีการจัดที่นั่งใหม่
ทิงเสวี่ยนั่งแถวแรกตรงกลางมาสามเทอมแล้ว เดิมทีคิดว่าเทอมนี้จะได้ย้าย แต่ไม่คิดว่า ครูหวัง ยังให้เธอนั่งที่เดิม เพียงแค่เปลี่ยนเพื่อนร่วมโต๊ะเท่านั้น
ที่นั่งนั้นเป็นที่ที่ต่งน่าอยากนั่งมาตลอด แต่เมื่อเห็นว่าทิงเสวี่ยยังคงนั่งอยู่แถวแรกอย่างมั่นคง ส่วนตัวเองถูกย้ายจากแถวสามตรงกลางไปอยู่แถวสามฝั่งตะวันตก เธอก็รู้สึกไม่พอใจ
ต่งน่าคิดว่า ครูหวังลำเอียงเกินไป ทำไมถึงให้หลินทิงเสวี่ยนั่งแถวแรกตรงกลางตลอด เพียงเพราะเธอสอบได้ที่หนึ่งทุกครั้งงั้นหรือ?
หรือว่าเป็นเพราะ...?
แม้ต่งน่าจะไม่พอใจ แต่เธอก็ยังคงนั่งที่ใหม่และตั้งใจเรียนเหมือนเดิม เป็นนักเรียนดีในสายตาคุณครู แต่พอหมดคาบเรียน ต่งน่าก็ไม่ได้เงียบเช่นนี้
วันหนึ่งตอนที่ทิงเสวี่ยซื้อขนมกลับมาจากร้านค้าในโรงเรียน สวี่หัวลี่ก็รีบลากเธอไปคุยเงียบๆ ถึงแม่สวี่จะห้ามไม่ให้เธอคบกับทิงเสวี่ย แต่ถ้าสวี่หัวหลงไม่ฟ้อง แม่ก็ไม่มีทางรู้ สวี่หัวลี่เลยตกลงว่าจะช่วยสวี่หัวหลงทำการบ้าน แถมสัญญาว่าถ้าทิงเสวี่ยให้ขนมมาก็จะแบ่งให้เขาด้วย จะได้เลิกยุ่งเรื่องที่เธอคบเพื่อนคนนี้เสียที
ทิงเสวี่ยถูกสวี่หัวลี่ดึงไปหลังพุ่มไม้ “ต่งน่าแอบพูดลับหลังว่าบ้านเธอให้ของขวัญ ครูหวัง ครูหวังถึงได้ลำเอียง เข้าข้างเธอ ให้เธอนั่งแถวแรกตลอด ทิงเสวี่ย ฉันเชื่อว่านี่ไม่ใช่เรื่องจริงแน่ๆ”
ทิงเสวี่ยยิ้มหยัน “ฉัน อยากให้ ครูหวังย้ายฉันไปที่อื่นจะตาย เธอก็เคยนั่งแถวแรก น่าจะรู้รสชาติของการอยู่ใต้จมูกครูดีนี่นา แต่ต่งน่าอยากพูดอะไรก็พูดไปเถอะ ฉันไม่เดือดร้อนอยู่แล้ว”
สวี่หัวลี่ตอบ “ฉันนึกว่าเธอได้ยินแล้วจะโกรธซะอีก ต่งน่านี่เกินไปจริงๆ คอยหาเรื่องเธอตลอด เธอกลับไม่โกรธเลย ถ้าเป็นฉันคงโกรธตายไปแล้ว”
ทิงเสวี่ยพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “พูดง่ายๆ ก็คือต่งน่าอิจฉาฉันนั่นแหละ ความรู้สึกที่ถูกคนอิจฉามันก็ดีเหมือนกันนะ”
สวี่หัวลี่ “…”
หลังจากเปิดเทอม ทิงเสวี่ยก็นำกิ๊บติดผมและสมุดแบบฝึกหัดที่ซื้อมาจากในเมืองมาอวดที่ห้องเรียน พอใครเห็นว่าสวยก็จะเข้ามาถามว่าซื้อมาจากไหน อยากซื้อบ้าง ไม่นานทิงเสวี่ยก็ขายของที่ตุนไว้จนหมด แม้จะได้กำไรแค่ไม่กี่เฟินต่อชิ้น แต่เก็บเล็กผสมน้อย กระปุกออมสินหมูน้อยของทิงเสวี่ยก็เริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ทันไรก็ถึงต้นเดือนสองตามปฏิทินจันทรคติ
ทิงเสวี่ยกลับจากโรงเรียน เห็นใบรับพัสดุจากไปรษณีย์วางอยู่บนโต๊ะ ก็รีบถามพ่อว่า “ใครส่งพัสดุมาบ้านเราเหรอคะ?”
หลินกั๋วผิงบอกว่า “เดี๋ยวไปรับมาก็รู้เอง”
วันรุ่งขึ้น หลินกั๋วผิงถือโอกาสตอนไปขายซาลาเปาที่ตลาด นำใบรับพัสดุไปรับของที่ไปรษณีย์ พัสดุส่งถึงทิงเสวี่ย
เมื่อเห็นที่อยู่ผู้ส่งบนพัสดุ ทิงเสวี่ยก็เข้าใจทันที
คนที่ส่งพัสดุมาให้เธอคือลู่ตันชิง ป้าคนสวยที่เคยเจอกันเพียงครั้งเดียวบนรถไฟ ทิงเสวี่ยไม่คาดคิดว่าลู่ตันชิงจะส่งพัสดุมาให้ ตอนนั้นแม้จะแลกเปลี่ยนข้อมูลติดต่อกันไว้ แต่หลังจากนั้นเธอก็แทบจะลืมเลือนการพบกันโดยบังเอิญครั้งนั้นไปแล้ว เธอมองออกว่าลู่ตันชิงต้องมาจากตระกูลที่ไม่ธรรมดา ทั้งฐานะและอายุแตกต่างกันมาก ทำไมลู่ตันชิงถึงยังจำเธอได้นะ แม้จะให้สูตรยารักษาอาการไอไป แต่ก็ไม่รู้ว่าเธอจะใช้จริงหรือไม่
ทิงเสวี่ยค่อยๆ เปิดพัสดุออก ในพัสดุมีจดหมายฉบับหนึ่งและเสื้อผ้าชุดหนึ่ง
ทิงเสวี่ยรีบหยิบจดหมายออกมาแล้วแกะอย่างรวดเร็ว เมื่อคลี่กระดาษจดหมายที่พับอย่างเรียบร้อยออก ลายมือปากกาที่งดงามก็ปรากฏแก่สายตา ทิงเสวี่ยจำได้ว่าเป็นอักษรไข่ซู หรืออักษรบรรจง อักษรไข่ซูพัฒนามาจากอักษรลี่ซู เกิดขึ้นในปลายราชวงศ์ฮั่น อักษรชนิดนี้มีลักษณะเหลี่ยม ลายเส้นไม่ยกปลายเหมือนอักษรลี่ซู อักษรเป็นระเบียบและอ่านง่าย จึงกลายเป็นอักษรจีนมาตรฐานที่ใช้กันอย่างแพร่หลายตั้งแต่สมัยราชวงศ์เว่ยและจิ้น จวบจนปัจจุบัน
เนื้อหาในจดหมายเรียบง่าย นอกจากคำทักทายทั่วไปแล้ว ลู่ตันชิงยังเล่าถึงผลลัพธ์หลังจากกลับไปลองใช้สูตรยาที่ทิงเสวี่ยให้ สูตรยาได้ผลจริงๆ ลู่ตันชิงรู้สึกขอบคุณทิงเสวี่ยมาก ดังนั้นนอกจากจดหมายฉบับนี้แล้ว เธอยังซื้อเสื้อผ้าชุดหนึ่งให้เป็นพิเศษเพื่อแสดงความขอบคุณ เธอไม่รู้ขนาดตัวของทิงเสวี่ย จึงกะเอาจากส่วนสูง ถ้าเสื้อผ้าใหญ่ไปก็รอให้โตกว่านี้แล้วค่อยใส่ ถ้าเล็กไปก็ให้ส่งต่อให้คนที่ต้องการ
ท้ายจดหมาย ลู่ตันชิงให้กำลังใจทิงเสวี่ยให้ตั้งใจเรียน และบอกว่ารอคอยจดหมายตอบกลับจากเธอ จดหมายฉบับนี้ทำให้หัวใจของทิงเสวี่ยรู้สึกอบอุ่น เธอสัมผัสได้จากถ้อยคำว่าลู่ตันชิงเป็นผู้ใหญ่ที่อบอุ่น ใจดี และมีเมตตา
ทิงเสวี่ยเอาจดหมายให้หลินกั๋วผิงดู แล้วเธอก็เข้าไปข้างในเพื่อลองเสื้อผ้า
แม้ลู่ตันชิงจะไม่รู้ขนาดตัวของเธอ แต่ไม่น่าเชื่อว่าเสื้อผ้าที่ซื้อมาจะพอดีตัวมาก เสื้อผ้าไม่เพียงแต่พอดีตัว แต่ยังมี รูปแบบที่ทันสมัยและคุณภาพดี ทิงเสวี่ยประเมินว่าราคาน่าจะเกินร้อยหยวน นี่คงเป็นเสื้อผ้าที่ดีที่สุดที่เธอเคยใส่มาในชาตินี้
หลินกั๋วผิงอ่านจดหมายจบก็อุทานว่า “ไม่คิดเลยว่าสูตรยานั้นจะใช้ได้ผลจริงๆ!”
ทิงเสวี่ยตอบอย่างมั่นใจ “ ก็แน่อยู่แล้วสิคะ ถ้าไม่มั่นใจ หนูคงไม่พูดส่งเดชหรอก”
คืนนั้น ทิงเสวี่ยก็นั่งเขียนจดหมายตอบกลับลู่ตันชิงใต้แสงไฟ หลังจากเขียนเสร็จ เธอก็ตรวจทานอย่างละเอียดเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีคำผิด ก่อนจะพับใส่ซอง
ไม่กี่วันหลังจากส่งจดหมายตอบกลับ ทิงเสวี่ยก็ได้รับจดหมายฉบับที่สามจากลู่เชียนสวิน ไปๆ มาๆ เธอกับนักเขียนลู่เชียนสวินก็กลายเป็นเพื่อนทางจดหมาย จดหมายที่เขียนถึงกันก็เริ่มยาวขึ้นเรื่อยๆ
การสื่อสารผ่านตัวอักษร การส่งผ่านความรู้สึกผ่านลายลักษณ์อักษร เป็นวิธีการสื่อสารที่ทิงเสวี่ยชอบมาตลอด นี่คงเป็นการสื่อสารทางจิตวิญญาณอย่างแท้จริงกระมัง ทิงเสวี่ยชอบการสื่อสารระดับจิตวิญญาณมาตลอด แม้ในยุคหลังที่การสื่อสารผ่านวิดีโอและเสียงเป็นที่แพร่หลาย เธอก็ยังคงชอบสื่อสารผ่านตัวอักษร ตอนที่ค่าส่งข้อความสั้นครั้งละหนึ่งเหมา เธอก็ยังชอบส่งข้อความมากกว่ารับสายหรือโทรศัพท์ เธอรู้สึกเสมอว่าตัวอักษรสามารถเข้าถึงหัวใจคนได้โดยตรง
ปลายเดือนสองตามปฏิทินจันทรคติ หลินกั๋วผิงก็เตรียมวัสดุก่อสร้างสำหรับร้านซาลาเปาครบแล้ว หิน ไม้ และทราย หาได้ในท้องถิ่น มีเพียงปูนซีเมนต์ ปูนขาว กระเบื้อง และเหล็กเส้นเท่านั้นที่ต้องซื้อ
เมื่อของครบแล้ว ก็เริ่มลงมือก่อสร้างอย่างเป็นทางการ
หลินกั๋วผิงเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ดี ใครมีเรื่องอะไรเขาก็มักจะไปช่วยเสมอ ดังนั้นครั้งนี้ที่เขาสร้างบ้าน เพื่อนบ้านที่เคยได้รับความช่วยเหลือต่างก็พากันมาช่วย ทำให้ประหยัดค่าแรงไปได้มาก เมื่อวัสดุครบ การสร้างบ้านก็ง่ายขึ้น แถมยังมีคนเยอะ ทุกคนต่างช่วยกันเต็มที่ ไม่กี่วันบ้านก็สร้างเสร็จ
วุ่นวายอยู่ประมาณหนึ่งเดือน พอถึงปลายฤดูใบไม้ผลิย่างเข้าฤดูร้อน ร้านซาลาเปาของบ้านหลินกั๋วผิงก็พร้อมใช้งานอย่างเป็นทางการ ในระหว่างนี้ หลินกั๋วผิงก็ได้ไปจดทะเบียนการค้าที่กรมการค้าและอุตสาหกรรมแล้ว
ช่วงเวลานี้ทิงเสวี่ยก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ ตามแผนแล้ว ต่อไปซาลาเปาจะไม่ใช่แค่หลินกั๋วผิงนำไปขายที่ตลาดเท่านั้น แต่จะเปิดร้านขายให้คนในหมู่บ้าน คนเดินทาง และนักเรียนที่ต้องนำข้าวกลางวันไปโรงเรียนด้วย
ทิงเสวี่ยเขียนใบปลิวรวดเดียวหลายสิบใบ แล้วนำไปแจกที่โรงเรียน เนื้อหาในใบปลิวเรียบง่าย คือแจ้งว่าร้านซาลาเปากั๋วผิงจะเปิดในเดือน ไหน ขอเชิญทุกท่านมาอุดหนุน ซาลาเปาไส้ผักราคาเท่าไหร่ ซาลาเปาไส้เนื้อราคาเท่าไหร่ ซื้อครบเท่าไหร่มีของแถม
นอกจากจะใช้เงินซื้อได้แล้ว ยังสามารถใช้ข้าวสาลีมาแลกได้ด้วย ข้าวสาลีห้าร้อยกรัมแลกซาลาเปาไส้ผักได้ห้าลูก ไส้เนื้อสี่ลูก
เมื่อร้านซาลาเปากำลังจะเปิด หลินกั๋วผิงจึงซื้อแป้ง เนื้อ และผักเพิ่ม ของทั้งหมดถูกขนมาไว้ที่ร้าน
มองดูกองแป้งจำนวนมากในห้อง ทิงเสวี่ยรู้สึกพึงพอใจอย่างบอกไม่ถูก อาจเพราะไม่ค่อยได้รับความรักจากแม่ เธอมักจะรู้สึกไม่ปลอดภัยอยู่เสมอ ซึ่งแสดงออกมาชัดเจนคือการชอบกักตุนสิ่งของ โดยทั่วไป คนที่ชอบกักตุนสิ่งของคือคนที่รู้สึกไม่ปลอดภัย เพราะขาดความมั่นคง จึงอยากกักตุนของไว้เยอะๆ เพื่อให้รู้สึกปลอดภัยชั่วคราว
ทิงเสวี่ยเป็นคนที่ชอบกักตุนเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นของกินหรือของใช้ ต้องเห็นว่าที่บ้านมีของสำรองไว้เยอะๆ เธอถึงจะรู้สึกปลอดภัย
ตอนทานข้าวเย็น หลินกั๋วอันวางตะเกียบลง มองหลินกั๋วผิงอย่างจริงจังแล้วพูดว่า “พี่ครับ ต่อไปต้องนึ่งซาลาเปาเยอะขึ้น พี่คนเดียวคงทำไม่ไหว ให้ผมช่วยนะ”
หลินกั๋วผิงตอบรับ “ ต้องให้แกช่วยอยู่แล้วล่ะกั๋วอัน แค่ต้องตื่นเช้าหน่อย ถึงปกติแกจะไม่ได้ตื่นสาย แต่ต่อไปต้องตื่นเช้ากว่าเดิมนะ”
หลินกั๋วอันรีบพยักหน้า เพื่อบอกว่าตนเองก็ไม่มีปัญหา
“พ่อคะ ถ้าต่อไปกิจการของเราดีมากๆ พ่อกับอาสามสองคนคงทำไม่ไหว เราต้องหาคนมาช่วยเพิ่ม ไม่ใช่ให้เขาทำงานฟรีนะ ต้องให้ค่าแรงด้วย ถึงอาสามจะมาช่วยเรา เราก็ต้องให้ค่าแรงเขาเหมือนกัน”
พอทิงเสวี่ยพูดเรื่องค่าแรง หลินกั๋วอันก็รีบส่ายหน้า “อาไม่เอาค่าแรง ไม่เอาเด็ดขาด”
หลินกั๋วผิงอธิบาย “อาสามของลูกก็ไม่ใช่คนอื่น รอให้อาสามแต่งงานมีครอบครัว เราก็ต้องให้ค่าแรงอยู่แล้ว ตอนนี้ยังไม่ให้ แต่จะเก็บไว้ให้เขาใช้แต่งงาน ถ้าต่อไปกิจการดีจริงๆ แล้วเราทำไม่ไหว ก็ต้องหาคนมาช่วยเพิ่มแน่ๆ แต่พ่อ แค่กลัวว่าสูตรลับจะรั่วไหล”
หลินกั๋วผิงรู้ดีว่าสาเหตุที่ซาลาเปาของเขาขายดีคือสูตรลับ ทั้งไส้และการนวดแป้งมีเอกลักษณ์ เขาลองชิมซาลาเปาเจ้าดังๆ ในอำเภอ รสชาติก็ดี แต่ก็สู้ของบ้านตัวเองไม่ได้ หลินกั๋วผิง กลัวว่าถ้าจ้างคนนอกมาช่วย สูตรลับจะรั่วไหล ถึงตอนนั้นคงจะยุ่งยาก
หลินกั๋วอันก็กังวลเช่นเดียวกัน เขาจึงไม่เห็นด้วยกับการจ้างคนนอก
ทิงเสวี่ยเข้าใจความกังวลของพ่อและอาสาม หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็พูดขึ้น “เราก็จ้างคนมาช่วยห่อซาลาเปาสิคะ ก่อนที่เขาจะมา เราก็ผสมไส้กับนวดแป้งไว้ให้เรียบร้อย ไม่ให้คนนอกแตะต้องส่วนที่เป็นหัวใจสำคัญก็พอแล้ว”
หลินกั๋วผิงคิดตามคำพูดของลูกสาวแล้วรู้สึกว่ามีเหตุผล ตราบใดที่ไม่ให้คนนอกรู้สูตรผสมไส้และนวดแป้ง ก็ไม่น่าจะมีปัญหา
“ถ้าต่อไปต้องจ้างคนจริงๆ พ่อว่าจะจ้างป้าสะใภ้ใหญ่ของลูก เสียวเสวี่ย ลูกคิดว่าไง?”
พอได้ยินว่าพ่อจะจ้างป้าสะใภ้ใหญ่จางเสี่ยวเสียมาช่วยทำซาลาเปา ทิงเสวี่ยก็รีบคัดค้านทันที “พ่อคะ ห้ามจ้างป้าสะใภ้ใหญ่เด็ดขาด! ถ้าป้าสะใภ้ใหญ่มาช่วยบ้านเราทำซาลาเปา รับรองว่าร้านเราเจ๊งแน่ๆ”