1
ผีสาวกลางป่าลึก
เช้ามืดวันต่อมา...
สองบ่าวชายนั่งบนเกวียนบรรทุกของโดยมีโคพันธุ์ดีทำหน้าที่ลากเกวียนมุ่งหน้าสู่ประตูเมืองหลวงั้แ่ฟ้ายังไม่ทันสางเขาถือป้ายตระกูลซ่งเป็ป้ายไม้ขอผ่านทางออกไปสุสานนอกเมืองโดยให้เหตุผลกับทหารยามที่หน้าประตูเมืองว่า ทาสในเรือนป่วยตายต้องรีบนำศพไปฝัง บนเกวียนมีร่างสตรีสวมเสื้อผ้าที่ซักจนซีดและมีเสื่อเก่าๆผืนหนึ่งคลุมปิดไว้อีกชั้น
เมื่อทหารยามเฝ้าประตูเปิดเสื่อตรวจสอบศพบ่าวนางนั้นก็พบว่าใบหน้าบวมช้ำไม่เหลือสภาพให้น่ามองเท่าใด ทั้งยังมีกลิ่นโชยจนต้องปิดจมูกพอเห็นว่าเป็ศพจริงจึงโบกมือให้ผ่านทาง พวกเขารีบเคลื่อนเกวียนออกนอกเมืองทันที ตัวเกวียนโคลงเคลงทำให้ศพที่อยู่ด้านในโยกคลอนไปมา ที่หลังใบหูซ้ายของศพปรากฎรอยแดงวาบขึ้น ดวงตาศพเบิกโพลงแข็งค้างครู่หนึ่งก่อนจะปิดลงอีกครั้ง
ลมพัดมาหนึ่งหอบนำพาเอากลิ่นเน่าเหม็นโชยแตะจมูก สองบ่าวได้กลิ่นหันมองหน้ากัน จากนั้นเร่งวัวให้เดินเร็วขึ้นจุดหมายปลายทางของพวกเขาคือหุบเขาหวีฟาน ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงสิบห้าลี้ เหตุที่ต้องไปที่นั่นเพราะคุณชายใหญ่กำชับมาว่าต้องเป็เขาหวีฟาน และเมื่อไปถึงให้ทิ้งศพไว้ไม่ต้องฝังพวกเขาสงสัยแต่ไม่กล้าถาม นายน้อยสั่งเช่นไรก็ต้องปฏิบัติตามนั้นดีเสียอีกพวกเขาไม่ต้องเปลืองแรงทั้งตอนขุดหลุมทั้งตอนฝังกลบ
“เ้าว่านางป่วยเป็โรคอะไรตาย”บ่าวผู้หนึ่งถามขึ้น
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรอยากรู้เ้าก็ไปปลุกนางขึ้นมาถามเอาเองเถอะ”บ่าวอีกผู้หนึ่งบอกปัดใครจะอยากรู้กันเล่าว่านางเป็อะไรตายบ่าวในเรือนป่วยตายไม่นับว่าเป็เื่แปลกอันใด
“ถามบิดาเ้าสินางตายไปแล้วจะลุกขึ้นมาตอบข้าได้อย่างไร”บ่าวผู้ตั้งคำถามสบถใส่เขาถามเพียงเล็กน้อย แต่อีกฝ่ายกลับขึ้นเสียงใส่จะไม่ให้โมโหได้รึ
หลังจากนั้นไม่มีผู้ใดกล่าวอะไรกันอีกเกวียนบรรทุกของมุ่งไปข้างหน้า ฝ่าความมืดไปด้วยความรีบร้อน มีเพียงแสงจากโคมไฟที่ติดข้างเกวียนคอยส่องนำทางเท่านั้นยิ่งเข้าไปในป่าลึกอากาศยิ่งหนาวะเื ทั่วผืนป่าเงียบสนิทแม้แต่เสียงลมพัดใบไม้ไหวก็ไม่มีให้เห็น ทั้งยังบรรทุกศพที่เพิ่งตายได้สองชั่วยามมาด้วยขับเน้นบรรยากาศที่วังเวงอยู่แล้วให้ชวนขนลุกขนพองมากยิ่งขึ้นสองบ่าวอดที่จะหันไปมองหน้าพร้อมกันไม่ได้
“เ้าเ้าว่านี่ลึกพอแล้วหรือยัง”บ่าวผู้หนึ่งเอ่ยถามน้ำเสียงสั่นเทาเล็กน้อย เขารู้สึกเสียวที่หลังยิ่งนัก
“ข้าว่าทิ้งไว้แถวนี้เถิดข้ารู้สึกไม่ค่อยดี” กล่าวพลางหันไปมองที่ด้านหลังเป็จังหวะพอดีที่มือของศพตกลงข้างตัว บ่าวชายผู้นั้นสะดุ้ง ยื่นมือกอดแขนบ่าวชายที่มาด้วยกันทันที
“ได้ข้าก็คิดเช่นนั้น”
เมื่อตกลงกันได้จึงกระตุกเชือกหยุดโคะโลงจากเกวียน เดินอ้อมไปด้านหลังแล้วช่วยกันลากเสื่อที่ห่อศพลงอย่างระมัดระวังเนื่องจากคุณชายใหญ่สั่งว่ายามยกศพลงให้เพิ่มความระมัดระวังพวกเขาจึงไม่อาจทำรุนแรงกับศพได้ คนหนึ่งหามส่วนหัวคนหนึ่งหามส่วนขาพลางมองหาที่เหมาะๆสำหรับวางศพ
แต่นายน้อยสั่งกำชับมาอีกว่าอย่าวางศพให้โดดเด่นเกินไปนักให้หาที่มิดชิดสักหน่อยเพื่อป้องกันสัตว์ป่ามากัดกินศพ เมื่อได้ฟังพวกเขาก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้องปฏิบัติต่อศพบ่าวไร้ค่านางหนึ่งเช่นนี้ หรือจะเป็ศพสาวใช้ห้องข้าง[1]ที่นายน้อยโปรดปราน หากเป็เช่นนั้นฝังนางไม่ดีกว่าหรือเหตุใดต้องเลือกทิ้งศพไว้ด้วยเล่า
ลมหนาวพัดมานำพาอากาศหนาวะเืปะทะใบหน้าและร่างกายจนสะท้านลึกถึงหัวใจขับเน้นบรรยากาศที่เงียบสงบให้ยิ่งวังเวงพวกเขาเห็นพุ่มไม้ข้างหน้าสูงท่วมหัวเหมาะแก่การอำพรางศพพอดีจึงช่วยกันหามศพไปวางตรงนั้นแล้วหันหลังเดินจากมา ครั้นหันหลังให้ศพได้เพียงครู่เดียวก็มีเสียงไอแหบแห้งดังขึ้น
“พี่ชาย ขอน้ำให้ข้ากินสักนิดเถิด”เสียงแหบระโหยดังมาจากข้างหลังทำให้สองบ่าวหยุดเท้าทันใด
“เ้าได้ยินเสียงอะไรหรือไม่”
“เสียงอันใด”
สิ้นคำถามเสียงไอแหบแห้งดังมาอีกระลอกหนึ่ง“แค่กๆ”
“เ้าไอรึ”
“ข้าไม่ได้ไอเ้าไอรึ”
“ข้าก็ไม่ได้ไอ”
“แล้วใครไอ”
“ข้าเอง พี่ชาย”สิ้นเสียงตอบสองบ่าวชายจึงหันกลับไปมองด้านหลังพร้อมกัน
พวกเขาเบิกตาโพลง ขาแข็งทื่อจนก้าวขาต่อไม่ออกพวกเขาเห็นศพนางทาสที่ป่วยตายนางนั้นลุกขึ้นมานั่ง และยังกวักมือเรียกพวกเขาให้ไปหาผมบนหัวนางหลุดลุ่ยตกลงมาปกปิดใบหน้า ทำให้มองไม่เห็นดวงตา เห็นเพียงแต่ใบหน้าบวมอืดช้ำเืช้ำหนองริมฝีปากดำคล้ำ หนำซ้ำมือที่ยื่นออกมาก็บวมและช้ำมาก ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนมือของคนที่สำคัญพวกเขารู้ดีว่าสตรีนางนี้หมดลมหายใจมาถึงสี่ชั่วยามแล้วจึงเป็ไปไม่ได้ที่นางจะฟื้นคืนชีพขึ้นมา!
“แค่กๆ”สตรีนางนั้นก้มหน้าไอเสียงแหบอีกครั้ง
“จะ จะ เ้า เ้าเ้าว่านางเป็คนหรือผี”หนึ่งในนั้นหันกล่าวขึ้น น้ำเสียงสั่นเทาจนเกือบสะกดไม่เป็คำ
“ยะ ยะ ยัง ยังยังจะต้องพูดอีกหรือ”คนตอบไม่เพียงแต่ขนแขนที่ลุกชัน แม้แต่เส้นผมก็ลุกตั้งชี้ชันทั้งศีรษะแล้ว
“ผี นางเป็ผี!”พวกเขาร้องะโ รีบะโขึ้นขึ้นเกวียน กระตุกเชือกบังคับโคให้ออกเดิน
“พี่ชาย รอข้าด้วยอย่าทิ้งข้า!”สตรีนางนั้นรีบลุกขึ้นยืนและพยายามวิ่งไล่ตามเกวียนทั้งกวักมือและร้องเรียก“พี่ชายอย่าทิ้งข้า รอข้าด้วย”
ทว่าก้าวขาไปได้แค่ไม่กี่ก้าวก็ล้มลงเพราะขานางไม่มีแรง นางเห็นว่าเกวียนยังไปได้ไม่ไกล นางจึงกัดฟันคลานตามอย่างไม่ยอมแพ้“พี่ชาย อย่าเพิ่งไป”
“อั้ยหย๊า! ไป ไป ไปเร็วเข้า”คนพวกนั้นเห็นศพที่พยายามคลานตามด้วยความหวาดกลัวกระตุกเชือกฟาดก้นโคโดยแรง วัวเจ็บจึงใจนเตลิด พาพวกเขาออกจากป่าอย่างรวดเร็ว
ในที่สุดเกวียนก็จากไปไกลจางหลินถงตามไม่ทันนางลุกขึ้นมานั่งมองเส้นทางที่คนพวกนั้นจากไปอย่างงุนงงนางคอแห้งมากและ้าน้ำดื่มจึงกวักมือเรียก แต่เหตุใดพวกเขาต้องกลัวนางถึงขนาดนั้นซ้ำยังวิ่งหนีนางราวกับเห็นผี นางมิใช่ผีเสียหน่อย
ผีงั้นหรือ ์นางตายแล้วไม่ใช่หรือ ตายเพราะสามีกรอกยาพิษให้เองกับมือ!
ครั้นตระหนักได้ พลันภาพสาเหตุการตายทั้งหมดจึงหลั่งไหลเข้ามาราวกับสายน้ำนางจำได้ว่าถูกสามีกรอกยาพิษ ก่อนตายนางยังได้ยินสามีบอกนางว่า ตระกูลจางก่อฏจึงถูกตัดสินปะาชีวิตเก้าชั่วโคตรแม้แต่นางก็ไม่ได้รับการยกเว้น เขาจึงนำยาพิษมามอบให้นาง
ที่แท้นางตายไปแล้ว มิน่าเล่าคนพวกนั้นถึงได้กลัวนางนักหลังจากคิดขึ้นมาได้ว่านางเป็เพียงดวงิญญาดวงหนึ่ง นางรู้สึกอย่างโดดเดี่ยวหัวใจนางเริ่มบีบรัดรุนแรง น้ำตาก็พรั่งพรูราวสายฝนอาบชุ่มสองแก้มบวมช้ำ
นางยังจำรสชาติที่ขมฝาดในลำคอได้ดีเขากล่าวว่ายานี้จะทำให้นางเ็ปน้อยที่สุด แต่ความจริงแล้วมันสร้างความเ็ปราวกับมีเข็มนับหมื่นเล่มทิ่มแทงภายในลำคอและทั่วร่างกายในตอนนั้นนางรู้สึกได้ว่าเส้นโลหิตในร่างกายเหมือนจะแตกซ่านโลหิตหลั่งรินท่วมท้นภายในกระเพาะอาหาร ในลำคอคาวคลุ้งจนสุดท้ายต้องอาเจียนออกมา
ก่อนจะขาดใจตายนางยังสาบานต่อศพของตนเอง ไม่ว่าจะเป็ตระกูลซ่งก็ดีหรือแม้แต่ตระกูลใดก็ตามที่มีส่วนในการทำร้ายตระกูลจางมันผู้นั้นย่อมเป็ศัตรูกับนาง ต่อให้นางเป็เพียงดวงิญญา นางจะต้องหาทางล้างแค้นให้ได้ใช่แล้ว! ถึงแม้นางจะเป็ผี แต่นางก็ต้องล้างแค้นให้ได้
จางหลินถงยกมือขึ้นปาดน้ำตาครั้นฝ่ามือััโดนใบหน้า ดวงตาพลันเบิกค้าง นางรีบจะก้มมองมือของตนเองอยู่ครู่ใหญ่ต่อมาที่มุมปากดำคล้ำมีรอยยิ้มผุดขึ้น หลังค้นพบบางอย่างหัวใจของนางก็เริ่มเต้นแรง นางกำมือและแบออกจากนั้นลองลูบแขน ลูบใบหน้าและลำคอไล่ลงไปจนถึงทรวงอกและตบใบหน้าตนเองอีกฉาดใหญ่
ยามฝ่ามือกระทบใบหน้านางรับรู้ได้ถึงความเจ็บแปลบ แต่แทนที่จะร้องคราง นางเปล่งหัวเราะออกมาเสียงดังลั่น“์ ข้ายังไม่ตาย ฮ่าๆ ข้ายังไม่ตาย”
เสียงที่ก้องสะท้อนตามมาจากด้านหลังทำให้สองบ่าวชายขนลุกซู่ ทว่าพวกเขาไม่คิดจะเหลือบแลสักนิดจะคนก็ดี จะผีก็ช่างต้องรีบเอาตัวรอดออกจากป่านี้ให้ได้เสียก่อนหลังจากนั้นค่อยว่ากันอีกที
ทว่าเกวียนบรรทุกของแล่นออกห่างจากจุดทิ้งศพได้เพียงครึ่งลี้ก็พบกับบุรุษในชุดดำสองคน สวมผ้าปกปิดใบหน้าอย่างมิดชิดโรยตัวลงมาต้นไม้ ก่อนจะเงื้อกระบี่สังหารสองบ่าวชายอย่างไร้ปราณีโลหิตสาดเปรอะทั่ว ชายชุดดำโยนศพขึ้นบนเกวียน จากนั้นพยักหน้าให้กันคนหนึ่งควบคุมเกวียนจากไป อีกคนหนึ่งเหินกายขึ้นบนยอดไม้และไต่หายไปในความมืด
คุณชายใหญ่ของตระกูลซ่งพำนักอยู่ที่เรือนิเหวิน เขาสวมชุดสีขาวนั่งหันหลังให้กับประตู ดวงตาที่ซ่อนภายใต้หน้ากากเหล็กสีเงินเพ่งมองผ่านหน้าต่างที่เปิดทิ้งไว้ขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยดวงตาเหม่อลอย ครั้นเห็นว่าท้องฟ้าเริ่มสว่างแล้วจึงถอนหายใจออกมา
ขณะนั้นประตูห้องหนังสือเลื่อนเปิดด้านหลังมีชายหนุ่มในชุดดำคนหนึ่งก้าวเข้ามาคุกเข่าวางกระบี่คู่กายข้างตัว และประกบหมัดก้มคาราวะก่อนจะกล่าวรายงานความคืบหน้าของภารกิจที่ได้รับมอบหมายด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า“เรียนคุณชายภารกิจเสร็จสิ้นแล้วขอรับ”
“นางฟื้นแล้วหรือยัง”ซ่งตงหยางเพียงถามแต่ไม่ได้หันไปมอง คนข้างหลังจึงไม่ได้เห็นแววตาเหม่อลอยของเขา
“ฟื้นแล้วขอรับ”
“อืมภายในสองวันนี้นางจะกลับมาเป็ปกติ แต่อย่างไรก็ต้องป้องกันไว้ก่อนอย่าให้ใครเข้าใกล้เขาลูกนั้นพวกเ้าไปปล่อยข่าวว่ามีดวงิญญาแค้นของหญิงสาวถูกฆ่าตายบนเขา สร้างข่าวให้ผู้คนหวาดกลัวยิ่งคนกลัวมากเท่าใดยิ่งดี จะได้ไม่มีใครกล้าขึ้นไปรบกวนเวลาพักฟื้นร่างกายของนาง”
“ขอรับ”
“อีกอย่างเลือกยอดฝีมือไปคุ้มกันนางสักคนเพียงคุ้มกันห่างๆหากนางไม่มีอันตรายถึงชีวิต อย่าได้ปรากฏตัวเป็อันขาด่นี้ฤดูหนาวบนเขาสัตว์ป่ามีน้อย เ้าซื้อกระต่ายป่าไปปล่อยบนเขาให้มากหน่อยก็แล้วกัน”
“ขอรับ”
“หมดเื่แล้วเ้าออกไปเถอะ”
“ขอรับ”
ยอดฝีมือผู้นั้นลุกขึ้นหยิบกระบี่คู่กายติดมือและก้าวออกไปจึงเหลือเพียงเ้าของเรือนที่ยังเหม่อมมองไปบนท้องฟ้า แววตาหม่นหมองเลื่อนลอย ต่อมือเขายกฝ่ามือขึ้นแก้ปมเชือกที่ด้านหลังถอดหน้ากากเหล็กออกมาถือ เผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มรอยแผลเป็ขนาดใหญ่ เขาลูบมันด้วยความรังเกียจดวงตาหม่นหมองจึงแปรเปลี่ยนเป็เ็ป
เพื่อปกปิดความลับที่ว่ามารดาได้วางแผนฆ่าคุณชายใหญ่ตัวจริงเจิ้งจื่ออี้จึงต้องเสียโฉมและสวมรอยเป็ซ่งตงหยางตลอดสิบกว่าปีที่เขาอยู่ในฐานะคุณชายใหญ่ เขาไม่เคยมีความสุข ทุกครั้งที่เห็นรอยแผลเป็บนใบหน้าเขาก็นึกถึงกองเพลิงกองนั้นทันที ชายหนุ่มกำหมัดตามสัญชาตญาณ ความเ็ปความโกรธแค้นที่ซุกซ่อนอยู่ภายในใจจึงปะทุออกมา เขาโยนหน้ากากทิ้งด้วยความโกรธแค้น
เขายังจำวันนั้นได้ดีวันที่เกี้ยวเ้าสาวหยุดที่หน้าประตูตระกูลซ่ง เขาดีใจมาก ในที่สุดเขาก็ได้แต่งงานเหมือนบุรุษอื่นเสียทีเขาใช้เท้าเตะเกี้ยวเ้าสาวสามครั้งก่อนจะเปิดม่านรับเ้าสาวลงมา่เวลาที่ได้กราบไหว้ฟ้าดินร่วมกันเขาได้แต่แอบลุ้นระลึกและภาวนาขอให้เ้าสาวของเขาเป็หญิงสาวที่มีรูปโฉมธรรมดาไม่โดดเด่นเพื่อที่เขาจะได้ไม่รู้สึกเ็ปยามเห็นนาง
ครั้นถึงเวลาเข้าหอเขาเปิดประตูห้องหอด้วยมือที่สั่นเทา หัวใจว้าวุ่นหวาดกลัวประหม่าจนวางตัวไม่ถูก เขากลัวเหลือเกินว่าจะทำให้นางใตอนที่เขาเดินไปหยุดตรงหน้าเ้าสาว และเปิดผ้าคลุมหน้าออกหัวใจของเขาเหมือนจะหลุดกระเด็นมานอกกาย เขาเผลอหยุดหายใจไปชั่วขณะหนึ่ง ทั้งดีใจและเ็ปเพราะไม่คิดว่าเ้าสาวของเขาจะเป็โฉมสะคราญแห่งต้าอู๋
เขาใช้สายตาอ่อนโยนที่ซ่อนภายใต้หน้ากากสำรวจนางอย่างละเอียดใบหน้าของนางเรียวเล็กรูปไข่ คิ้วเรียวเล็กโก่งงามราวคันศร จมูกเล็กดูน่ารักและริมฝีปากฉ่ำแดงนั่นอีก เขามองนางจนลืมหายใจ เวลานั้นนางเงยหน้าขึ้นมาสบสายตาเขาจึงรีบก้มหน้าหลบแววตานางด้วยความอับอาย
แต่เป็นางที่ยื่นมือมาจับชายแขนเสื้อและดึงให้เขานั่งลงบนเตียงนางยิ้มให้เขา รอยยิ้มของนางทำให้ความมืดมนในหัวใจสว่างไสวขึ้นทันตาเห็นชัดเจนว่านางไม่ได้รังเกียจหรือหวาดกลัวเขาสักนิดเขาและนางต่างผูกผมและดื่มสุรามงคลร่วมกัน เขาไม่กล้าแม้แต่จะัันางด้วยซ้ำ กระทั่งนางนั่งพิงเสาเตียงและหลับไปเขายังต้องเรียกสาวใช้มาประคองนางเข้านอน ส่วนเขาเอาแต่มองนางอยู่ทั้งคืน
บุบผาน้อยดอกงามบอบบางถึงเพียงนี้เขาหรือจะกล้าอาจเอื้อมไปแตะต้อง หวั่นกลัวแต่ว่าจะทำให้บุปผาน้อยจะต้องบอบช้ำเพียงได้ประคองนางไว้ในอุ้งมือก็ดีเหลือเกินแล้ว อีกอย่างนางแต่งให้คุณชายใหญ่ซ่งตงหยางซึ่งไม่ใช่เขาเขาเป็เพียงตัวปลอมจึงไม่กล้าแตะต้องนางแม้แต่ปลายเล็บ
เขาหลงรักั้แ่แรกพบพานคืนนั้นเขาบอกตนเองว่า ถึงแตะต้องไม่ได้ก็จะปกป้องนางและดีต่อนางไปชั่วชีวิตทว่าต่อมาก็เกิดเื่ขึ้นจนได้ นางไม่น่าซุกซนจนรู้ความลับที่ไม่ควรรู้เลยทุกคนบีบบังคับให้เขาต้องเลือก มาถึงตอนนี้เขาเพิ่งจะรู้ตัวว่าเขาไม่มีความกล้าออกหน้าปกป้องนางด้วยซ้ำไป
เมื่อไม่มีทางอื่นนอกจากทางนี้ดังนั้นเขาจึงเป็คนลงมือกรอกยาเข้าปากนางเองกับมือ การทำร้ายนางไม่ใช่ว่าเขาไม่เ็ปที่จริงแล้วเขาเ็ปยิ่งนัก เพียงแต่แสดงออกมาไม่ได้เขาได้แต่หวังว่าหลังจากนางฟื้นขึ้นมา นางจะไม่เกลียดเขา
[1]สาวใช้ห้องข้าง หมายถึงเมียทาสเป็สาวใช้ที่มีตำแหน่งสูงสุดในบรรดาสาวใช้ มีห้องนอนอยู่ติดกับห้องเ้านายเพื่อสะดวกต่อการปรนนิบัติยามค่ำคืน แม้จะเป็เมียของเ้านายแต่ก็ต้องทำงานในเรือนเหมือนเดิม โดยมากจะรับไว้ก่อนจะรับอนุหรือภรรยาเอก