บทที่ 12 ผมมีข้าวกิน
ไป๋อวี้เข้าไปในครัวแล้วเดินวนรอบหนึ่ง เมื่อวานเธอเคยทำอาหารที่นี่แล้ว แต่ไม่ทันได้ค้นดูของที่เก็บตุนไว้ในห้องครัวอย่างละเอียด
ก่อนหน้านี้ได้แต่ตะลึงกับหมูครึ่งซีก คิดว่าตระกูลฉินน่าจะมั่งคั่งพอควร
แต่วันนี้พอมาค้นดูแล้วพบว่าในครัวก็เจอข้าวโพดแห้งแค่สองกระสอบ ข้าวฟ่างที่ใกล้เห็นก้นกระสอบอีกหนึ่ง ที่เหลือเป็มันฝรั่งกับเผือก
พอนึกถึงคำพูดที่เว่ยชุ่ยสี่ด่าทอก่อนหน้านี้ว่า่นี้เกิดภัยพิบัติ ต้องซื้อข้าวส่วนกลางกิน คิดว่าสถานการณ์ของฉินเจียถุนก็คงไม่ต่างกัน
แต่พวกเขามีเนื้อสัตว์เยอะจริง ๆ นอกจากหมูครึ่งตัวเมื่อวานแล้วยังเหลืออีกครึ่งหนึ่ง แถมมีเนื้อรมควันที่เหลือจากฤดูหนาวปีที่แล้วแขวนบนคานบ้านนิดหน่อยอีกด้วย
ฉินเสี่ยวซู่นั่งจ้องเขม็งอยู่ที่ประตู “เธออย่าคิดจะขโมยของของบ้านฉันนะ”
เกรงว่าจะวางท่าคอยจับตาดูเธออยู่ตรงนี้
ตอนแรกไป๋อวี้ก็โมโหอยู่หน่อย ๆ แต่ตอนหลังมาคิดดูอีกที...
“ช่างเถอะ ฉันเข้าใจนาย เพราะเมื่อก่อนหล่อน...ฉันเคยขโมยของบ้านนายไป”
ได้ยินว่าหลายปีก่อนตอนที่ไป๋อวี้ซิ่วหนีไป เธอยกเค้าบ้านตระกูลฉินซะราบคาบ
ตอนนี้เธอเลยจำใจต้องยอมเป็แพะรับบาป
พับผ่าสิ แต่ก็ยังหงุดหงิดอยู่ดี
ตอนนี้ไป๋อวี้รู้สึกสะอิดสะเอียนกับเนื้อในห้องครัว แถมลำบากใจนิดหน่อยด้วย ในบ้านหาผักไม่เจอเลยสักใบ ธัญญาหารก็เหลือไม่เยอะ
“เสี่ยวซู่ ปกติตอนเช้าพวกนายกินอะไร” เธอถามโดยตรง
ฉินเสี่ยวซู่ “กินเนื้อไง”
ไป๋อวี้ “...”
เธอไม่อยากกินอะไรเลี่ยน ๆ มัน ๆ แต่เช้า
ถึงจะคิดแบบนี้ แต่เธอก็สวมผ้ากันเปื้อนอย่างรวดเร็ว เป็ผืนสีดำที่ใหญ่ซะจนระข้อเท้าอีกแล้ว
จากนั้นก็เลือกหมูชิ้นที่ติดมันน้อย ๆ จากกองเนื้อหมูป่าสด สับให้ละเอียดอย่างใจเย็น แล้วใช้ขิงแผ่นกับเหล้าดับคาว
ก่อนจะต้มน้ำแล้วแบ่งเป็สี่ถ้วย นึ่งน้ำแกงเนื้อตุ๋นสี่ถ้วย
ชาติก่อนเธอเป็คนทางใต้ ชอบซดน้ำแกงถ้วย ไม่ชอบทำพร้อมกันทีละหม้อใหญ่เลย
จากนั้นก็หุงข้าวผสมเม็ดข้าวโพด ต่อด้วยซอยมันฝรั่งเป็เส้น แล้วใช้แป้งจากมันฝรั่งผสมกับข้าวนำไปจี่บนกระทะกลายเป็แป้งที่กรอบกรุบกรับ และส่งกินหอมกรุ่น
ระหว่างนี้ฉินเสี่ยวซู่ก็เอาแต่นั่งจ้องเขม็งอยู่ที่ประตูครัว เฝ้าจับตาไม่ให้เธอขโมยของพลางแอบเช็ดน้ำลายไปด้วย
เมื่อจี่แป้งเสร็จ เธอก็หั่นเป็รูปสามเหลี่ยมตามความเคยชินของตน มันส่งเสียงดัง ‘กรวบ’ ตอนที่ใช้มีดหั่นลงไป
ถึงจะตั้งโต๊ะแล้วแต่เธอยังคงขมวดคิ้วอยู่ “บ้านนายไม่มีอะไรเลย ฉันทำได้แค่นี้แหละ”
ฉินเสี่ยวซู่ที่แอบน้ำลายสอพูดอย่างโกรธเกรี้ยวทันที “ยัยผู้หญิงล้างผลาญ! แบบนี้ยังเรียกว่าไม่มีอะไรอีกเหรอ!”
ไป๋อวี้กลืนไม่เข้าคายไม่ออก “รู้ไหมว่าพ่อนายไปไหน ไปบอกเขาให้พาน้องกลับมากินข้าว”
“อ้อ”
ฉินเสี่ยวซู่คิดว่าเดี๋ยวถ้าพ่อกลับมาแล้ว เขาก็จะได้กินของกรอบ ๆ นั่น
เขาเดินออกไปสองก้าวแล้วยังไม่วายหันหน้ามาเตือนไป๋อวี้ “ฉันไปเดี๋ยวเดียวก็กลับ เธออย่าหนีล่ะ”
ไป๋อวี้จงใจแกล้งเขาแล้วพูดว่า “รู้แล้วน่า ลูกสาวฉันอยู่ในกำมือพวกนาย ฉันไม่กล้าหนีหรอก”
ฉินเสี่ยวซู่คิด ๆ ดูแล้วมันก็จริง เลยวิ่งปรูดปราดหายวับไป
ไป๋อวี้ขำ ‘เด็กดื้อเอ๊ย’
……
เวลานี้ฉินต้าซานกับฉินเสี่ยวกั่วอยู่ที่บ้านหัวหน้าหมู่บ้านอย่างจ้าวโหย่วเต๋อ
วันนี้ฉินเสี่ยวกั่วตื่นแต่เช้าตรู่ ส่วนไป๋อวี้ยังหลับเป็ตาย
ชาติก่อนไป๋อวี้ไม่เคยเลี้ยงเด็กย่อมไม่ตื่นตามลูก
กลับเป็ฉินต้าซานที่ตื่นแล้วอุ้มเธอออกไปด้วย
เด็กน้อยยืนกรานจะออกไปเดินเล่นให้ได้ ระหว่างทางเลยเจอป้าฮวาที่ตื่นแต่เช้า ป้าฮวาจึงถามเด็กน้อยอย่างเป็มิตรว่าจะหิวหรือเปล่า
เด็กตะกละอย่างฉินเสี่ยวกั่วได้ยืนรีบตามหญิงชราแจทันที ฉินต้าซานจึงต้องตามไปด้วยอย่างจนปัญญา
ป้าฮวาให้เสี่ยวกั่วกินวอวอโถวแล้วถามฉินต้าซาน ก็ได้ยินว่าไป๋อวี้ยังไม่ตื่น
เธอเลยพูดอย่างชินชาว่า “ถ้ายอมอยู่แต่โดยดี ี้เีหน่อยก็ไม่เป็ไร”
ฉินต้าซานเพียงแค่พยักหน้า “ผมไม่ได้หวังอะไรในตัวเธออยู่แล้ว”
แม้ว่าเมื่อวานไป๋อวี้จะแสดงฝีมือ แต่ความทรงจำแย่ ๆ ที่เ้าของร่างทิ้งไว้ให้ชาวบ้านฉินเจียถุนก็หาใช่สิ่งที่จะลบล้างได้ในวันสองวัน
ฉินเสี่ยวกั่วกินวอวอโถวของป้าฮวาไปสามชิ้น แถมยังยิ้มหวานให้เธอระหว่างที่กินด้วย
หลานชายตัวน้อยของป้าฮวาเพิ่งอายุสามเดือน คราวนี้พอเห็นเสี่ยวกั่วก็รู้สึกว่าเด็กผู้หญิงก็ดีเหมือนกันนะ ดูเสี่ยวกั่วสิน่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน
ฉินต้าซานได้แต่ทนรออยู่ข้าง ๆ มองเธอที่กำลังกอดรัดเสี่ยวกั่วพลางเรียก ‘ลูกรัก’ ‘เด็กดี’ ไม่หยุดหย่อน
เขาคิดในใจว่า ป้าฮวาเป็แบบนี้แตกต่างจากท่าทางที่เคร่งขรึมเมื่อก่อนนิดหน่อย...
ในตอนนั้นเอง จ้าวโหย่วเต๋อก็ตื่นขึ้น และมาหารือเื่ที่จะเข้าอำเภอวันนี้กับเขาเล็กน้อย
ขณะที่พวกเขากำลังคุยกัน ฉินเสี่ยวซู่ก็มาหา
“พ่อ เธอทำอาหารเสร็จแล้ว เรียกให้พ่อกลับไปกินข้าว”
ป้าฮวารีบเรียกเขาเข้าไปหาเป็พัลวัน “ทำอาหารแล้วเหรอ น่ากินหรือเปล่า”
ฉินเสี่ยวซู่เบะปาก “งั้น ๆ แหละ”
ป้าฮวาเลยสั่งให้ลูกสะใภ้ไปหยิบวอวอโถวมาสักหน่อยให้ฉินเสี่ยวซู่นำไปด้วย “เอานี่กลับไปให้กั่วเอ๋อร์กิน”
เพราะรู้ว่าบ้านฉินต้าซานกินแต่เนื้อสัตว์
แต่เด็กน้อยคนนี้ยังเล็กมาก ไม่รู้ว่าเมื่อก่อนลำบากลำบนในก่างจื่อหลิ่งมาตั้งเท่าไหร่ ถ้ากินเหมือนผู้ใหญ่ก็กลัวว่าอาหารจะไม่ย่อย
ฝีมือในการนึ่งวอวอโถวของป้าฮวาเป็ที่หนึ่งของหมู่บ้านเชียวละ!
อย่าว่าแต่ฉินเสี่ยวกั่วหน้าชื่นตาบานทันทีที่เห็นวอวอโถวเลย เมื่อก่อนฉินเสี่ยวซู่ก็มากินวอวอที่บ้านเธอบ่อย ๆ เหมือนกัน
พวกเขาเป็เด็กที่น่าสงสารทั้งคู่ คนหนึ่งกำพร้าแม่ อีกคนขาดการดูแล ป้าฮวาคิดเช่นนี้
ใครจะรู้ว่าวันนี้ฉินเสี่ยวซู่จะวางวอวอลง ไม่เหมือนแต่ก่อน
“ไม่ต้องหรอกย่าฮวา ผมมีข้าวกินแล้ว”
เพราะยังเป็เด็ก เลยควบคุมแววตาที่เจือความรังเกียจยามมอง ‘วอวอเปี่ยมรัก’ ไม่ได้
ป้าฮวา “...”
เมื่อครู่ยังพูดว่ากับข้าวที่บ้าน ‘งั้น ๆ แหละ’ อยู่เลยไม่ใช่เหรอ!
แต่ชายฉกรรจ์ที่ไม่ทุกข์ไม่ร้อนอย่างฉินต้าซานกลับอุ้มเสี่ยวกั่วขึ้นโดยไม่คิดอะไร
“งั้นเดี๋ยวผมจะเข้าอำเภอกับลุงนะ” เขากล่าว
จ้าวโหย่วเต๋อพยักหน้า
พอพวกเขากลับไป จ้าวโหย่วเต๋อก็หยอกป้าฮวา “วอวอของเธอไม่อร่อยแล้วเหรอ”
ป้าฮวาบุ้ยปาก “เธอยอมทำมาหากินจะดีที่สุด ฉันจะได้หมดห่วงสักที”
…...
ฉินต้าซานพาลูกชายลูกสาวกลับถึงบ้านก็เห็นไป๋อวี้หิ้วผ้ากันเปื้อนผืนนั้นออกมาด้วยสีหน้ารังเกียจ
บอกตามตรง สภาพที่สวมผ้ากันเปื้อนของเธอตลกไม่หยอก มันพันม้วนเธอไปทั้งตัว
“แม่คะ! แม่!” ฉินเสี่ยวกั่วะโอย่างเบิกบานใจเมื่อเห็นเธอ
ฉินเสี่ยวซู่กลับวิ่งปรูดเข้าไปดูในครัวทันที เพื่อให้แน่ใจว่าเธอไม่ได้ขโมยของไป
ไป๋อวี้ขยับตัวหลบเสี่ยวกั่วที่โถมเข้ามา “อย่าเข้ามา แม่สกปรกมาก!”
ฉินต้าซานโพล่งขึ้นว่า “วันนี้ฉันจะเข้าอำเภอ อยากได้อะไรเธอก็ลองคิดมาละกัน”
ไป๋อวี้เอ่ยทันใด “ช่วยซื้อผ้ากันเปื้อนที่คนใส่ให้ฉันหน่อยได้ไหม”
มุมปากฉินต้าซานกระตุกทีหนึ่ง ผ้ากันเปื้อนของเขาไม่ใช่ของคนหรือยังไง
ไป๋อวี้โยนผ้ากันเปื้อนผืนนั้นใส่กะละมังพลางคิดว่าเดี๋ยวจะเอาไปซัก
เธอไม่ได้คิดอะไรมากมาย พอได้ยินว่าเขาจะเข้าอำเภอ ในใจก็มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที
“นายจะเข้าอำเภอเหรอ ที่นั้นมีสหกรณ์ร้านค้าด้วยใช่ไหม นายพาฉันไปด้วยสิ”
ฉินต้าซานปฏิเสธโดยที่ไม่คิดเลยด้วยซ้ำ “ไม่ได้”