จินเยว่เดินไปดู ตำราเล่มที่อยู่ใกล้ที่สุดเป็ตำราที่จินเฉิงเคยส่งให้นางดูตอนพบห้องเก็บสมบัติครั้งแรก
จินเยว่ไม่คิดว่าตำราโอสถ์ของตระกูลจินจะเป็หนึ่งในตำราวิเศษ
และตอนนี้ตำราเล่มนี้กำลังเปล่งประกายแสงสีทองระยิบระยับ เรียกร้องให้นางหยิบขึ้นมาอ่าน
จินเยว่เอามือหยิบตำราโอสถ์ออกมา นั่งลงบนเก้าอี้แล้วเริ่มลงมืออ่าน
เนื้อหาในตำราวิเศษเล่มนี้ ทำให้จินเยว่รู้สึกว่าตนเองมีความหวังขึ้นมาทันที
เพราะในเนื้อหาบอกวิธีการหลอมยาวิเศษหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็ยาอายุวัฒนะ ยาคงกระพัน ยาอ่อนเยาว์
และยาที่จินเยว่คิดว่านางต้องหลอมออกมาให้ได้คือยาเพิ่มพลังเวท ที่เมื่อกินเข้าไปแล้วสามารถเพิ่มพลังแบบก้าวะโได้
จินเยว่วางตำราเล่มนี้ไว้บนโต๊ะ แล้วเริ่มไปดูตำราวิเศษอีกสองเล่มที่เหลือ มีตำราที่ชื่ออาวุธเทพและสูงสุดสู่ปรมาจารย์
เมื่อจินเยว่เอามือเพื่อไปหยิบตำราทั้งสองขึ้นมาอ่าน แต่นางไม่สามารถหยิบขึ้นมาได้
เมื่อตำราวิเศษยังไม่อนุญาตให้นางแตะต้อง จินเยว่ก็หมดความสนใจ
นางนั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้งเพื่อกำหนดจิต ทันใดนั้นนางก็ออกมาอยู่ด้านนอกทันที
ในมือของจินเยว่มีตำราโอสถ์ติดมาด้วย เมื่อออกมาอยู่นอกมิติตำรากลับไม่มีแสงสีทองออกมาแล้ว
ตำราวิเศษจึงเหมือนเป็แค่ตำราเก่า ๆ เล่มหนึ่งเท่านั้น
จินเยว่เริ่มคิดออกว่าั้แ่นางมีพลังสีน้ำเงินขั้นสุด ที่มิติเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง
และเมื่อเข้าสู่สีเขียวขั้นต้น มิติดึงนางเข้าไปภายใน ทั้งที่ตอนแรก นางเอาทรัพย์สินของจวนเข้าไปได้ แต่ตัวนางเข้าไม่ได้
แสดงว่าการเข้าออกมิติ และการที่สามารถอ่านตำราวิเศษได้หรือไม่ น่าจะขึ้นอยู่กับขั้นพลังอย่างแน่นอน
จินเยว่จึงนั่งกำหนดจิต ตั้งสมาธิ เพื่อให้ร่างกายได้ซึมซับพลังเวทสีเขียวขั้นต้น ในครั้งนี้แม้จะพยายามอย่างไร
ก็ไม่สามารถเพิ่มขั้นพลัง ไปสู่สีเขียวขั้นกลางได้ เหมือนกับว่าตอนนี้พลังของจินเยว่ถึงทางตันแล้ว
พรุ่งนี้นางต้องปรึกษาจินเฉิงเื่ขั้นพลังให้ละเอียดมากกว่าที่นางรู้
เวลาที่เหลือค่อนคืน จินเยว่อ่านตำราโอสถ์จนจบสามรอบ จนจำได้เกือบหมด
แต่ขั้นตอนการปรุงยารายละเอียดปลีกย่อยมีมากมาย จินเยว่จึงเลือกที่จะดูการปรุงยาที่นางสนใจก่อน
เช้าวันรุ่งขึ้นจินเยว่ไปกินข้าวที่เรือนของจินเฉิงที่อยู่ติดกัน
“พี่ใหญ่จะไปไหนเ้าคะ ข้าไปด้วยได้หรือไม่” เมื่อเห็นจินเฉิงแต่งตัวพร้อมออกจากจวน จินเยว่เอ่ยทักขึ้นทันที
“ข้าจะไปสำนักศึกษา กินอาหารเสร็จก็ออกเดินทางเลย เหลือแค่เจ็ดวันข้าก็จะเรียนจบแล้ว”
จินเยว่เห็นสีหน้าจินเฉิงไม่สู้ดีนัก จึงไม่ได้ถามอะไรให้มาก ได้แต่กินอาหารของตนเองไปเงียบ ๆ
ตอนแรกที่นางอยากจะคุยกับพี่ชายเื่มิติ เื่ตำราวิเศษ การปรุงยา คงต้องรอตอนค่ำเสียแล้ว
ตอนนี้เจียวหวงกับจือฮวากำลังทำความสะอาดเรือนของจินเยว่อยู่
นางจึงเดินไปที่เรือนใหญ่ที่เป็ที่พักของหวังเหล่ยและกู้ชิง สาวใช้ที่ดูแลเรือนเห็นจินเยว่จึงเข้ามาถาม
“คุณหนูจิน มีอะไรหรือเ้าคะ” จินเยว่มองสาวใช้ที่ค้อมตัวให้นาง แต่เสียงความคิดของสาวใช้ที่จินเยว่ได้ยิน
ทำให้นางอยากจะหัวเราะออกมา คนไร้ค่าแล้วอย่างไร สาวใช้ก็ยังต้องเคารพนางอยู่ดี
“ข้ามาขอพบท่านป้า ไม่รู้ว่าท่านป้าสะดวกหรือไม่” สาวใช้ยังไม่ทันตอบ กู้ชิงก็เดินออกมาแล้ว
“เ้ามีอะไรหรือถึงได้มาหาข้าแต่เช้าเลย” กู้ชิงพาจินเยว่ไปนั่งที่ศาลาหน้าเรือน อากาศ่เช้าสดชื่นเย็นสบาย
“ข้ามีเื่รบกวนท่านป้าเ้าค่ะ” กู้ชิงยิ้มแย้ม เอื้อมมือมาจับแขนเล็ก ๆ ของจินเยว่ไว้
“อย่าคิดว่าเป็การรบกวนเลย เ้าอยากได้อะไรบอกข้า” จินเยว่คิดอยู่ครู่หนึ่ง
“เื่สาวใช้เ้าค่ะ ข้าอยากเปลี่ยนสาวใช้ คือเจียวหวง ข้าอยากได้คนอื่นมาแทนนาง หากไม่มีข้าเอาจือฮวาคนเดียวก็ได้เ้าค่ะ”
สีหน้ากู้ชิงเปลี่ยนไปทันที รีบถามจินเยว่ว่าเจียวหวงทำอะไรล่วงเกิน หรือมีกิริยาที่ไม่ดีกับจินเยว่หรือไม่
“เปล่าเ้าค่ะ เจียวหวงทั้งฉลาด การทำงานก็ได้ดั่งใจทุกอย่าง เก่งทุกด้านเลยเ้าค่ะ” สีหน้าของกู้ชิงงุนงง
“แต่นางเก่งเกินไป จนข้ารู้สึกว่าตนเองโง่กว่านาง การมีสาวใช้เก่งกว่า ข้ารู้สึกอับอายเ้าค่ะ”
กู้ชิงที่มองเห็นสีหน้าท่าทางของจินเยว่ที่ทำหน้าเหยเก จึงยิ้มอย่างเอ็นดู หากจินเยว่อยากเปลี่ยน นางก็จะเปลี่ยนให้
“เดี๋ยวข้าจะเลือกคนที่เหมาะสมให้เ้าเอง กลับไปบอกเจียวหวงได้เลยว่าข้าให้นางไปทำงานที่เดิมที่นางเคยทำ”
เจียวหวงที่ได้ยินจินเยว่บอกว่ากู้ชิงอนุญาตแล้ว นางดีใจมากที่จะได้กลับไปทำงานในห้องครัว
เพราะอย่างน้อยก็ยังดีกว่าที่นางต้องมารับใช้คนไร้ค่าอย่างจินเยว่
“รับเงินก้อนนี้ไปเถอะ อย่างน้อยสองสามวันที่เ้าอยู่ดูแลข้า เ้าก็ทำหน้าที่ของเ้าได้ดี”
เจียวหวงรู้สึกสับสน มองเงินตำลึงทองในมือ สลับกับมองหน้าจินเยว่ที่ตอนนี้นางกำลังยิ้มอยู่
“หากเ้าไม่อยากอยู่กับข้า ตรงไหนที่เ้าทำงานแล้วสบายใจ เ้าก็ไปทำเถอะ”
พูดเสร็จจินเยว่เดินเข้าไปในห้อง จือฮวาเดินตาม ทิ้งเจียวหวงที่ยังยืนเหม่อลอยอยู่หน้าเรือน
“คุณหนู” เมื่อจือฮวาเอ่ยปาก จินเยว่ยกมือขึ้นห้าม บอกว่าจือฮวาไม่ต้องพูดอะไร ทุกอย่างล้วนเป็เจียวหวงที่ตัดสินใจเอง
“เ้าล่ะ อยากกลับไปทำงานเดิมที่เ้าเคยทำหรือไม่ หากเ้าไม่อยากเป็สาวใช้ของข้า ข้าจะไปบอกท่านป้าให้”
จือฮวาส่ายหน้า บอกว่านางอยากทำงานเป็สาวใช้ อยู่ดูแลรับใช้จินเยว่ต่อไป
“ข้ารับรองว่าเมื่อเ้าตัดสินใจเป็สาวใช้ของข้าแล้ว เ้าจะไม่มีวันเสียใจ”
จือฮวาไม่รู้ความหมายในสิ่งที่จินเยว่พูด แต่นางชอบที่จะเป็สาวใช้มากกว่าไปทำงานอื่น
เพราะจินเยว่น้อยครั้งจะเรียกใช้ แค่ทำความสะอาด ซักผ้า ไปยกสำรับ แค่นี้จริง ๆ
“คุณหนูจินขอรับ” เสียงของพ่อบ้านยืนเรียกจินเยว่อยู่หน้าเรือน
“ข้าพาสาวใช้คนใหม่มาให้ท่านแล้วขอรับ” จินเยว่ไม่พูดอะไรแต่มอบเงินให้พ่อบ้านเป็การขอบคุณ
พ่อบ้านยิ้มแล้วมองเงินในมือ ค้อมตัวแล้วเดินกลับออกไป ความรู้สึกของเขาที่มีต่อจินเยว่ดีขึ้นมาเล็กน้อย
ที่อย่างน้อยนางก็ยังมีน้ำใจ แม้จะเป็คนไร้ค่าก็ตาม ดีกว่าเ้านายในจวนแห่งนี้ที่นอกจากเงินเดือนเล็กน้อยแล้ว
ไม่เคยมีอะไรให้พ่อบ้านอย่างเขาเลย ทั้งที่เขาต้องทำงานหนักมากกว่าคนอื่น ดูแลทุกอย่างในจวน
หลังจากพ่อบ้านไปแล้ว สาวใช้คนใหม่ยังยืนก้มหน้าอยู่หน้าเรือน ไม่พูดจาอันใด
“เ้าชื่ออะไร” จินเยว่เริ่มเอ่ยปากถามก่อน แต่สิ่งที่ได้คือความเงียบ
ไม่นานนักเสียงสะอื้นจากสาวใช้คนใหม่ก็ดังขึ้น พร้อมกับน้ำตาที่หยดลงไปที่พื้น
จินเยว่ถอนหายใจยาว ด้วยความอึดอัดใจ การต้องมาเป็สาวใช้ของนาง ทำให้ศักดิ์ศรีของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งถูกทำลายขนาดนี้เลยหรือ
“เอาเถอะ หยุดร้องได้แล้ว หากเ้าไม่อยากมาเป็สาวใช้ของข้าก็ไม่เป็ไร เ้ากลับไปทำงานเดิมที่เ้าทำ หากท่านป้าถาม ข้าจะบอกกับนางเอง รับรองว่าเื่นี้ไม่ใช่ความผิดของเ้า”
“ขอบคุณเ้าค่ะ ขอบคุณคุณหนูจินมากเ้าค่ะ” หลังจากค้อมตัวให้นางสี่ห้ารอบ
สาวใช้คนใหม่ก็วิ่งหายไปอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าหากตนเองช้ากว่านี้ จะต้องอยู่เป็สาวใช้ของจินเยว่ถาวร
“คุณหนูเ้าคะ หากมีแค่ข้า จะทำงานให้ท่านทันหรือไม่เ้าคะ” เห็นสีหน้ามู่ทู่ของจือฮวา จินเยว่จึงหัวเราะออกมา
“ไหนเ้าลองบอกมาซิ งานที่ข้าให้เ้าทำมีอะไรบ้าง มันมากแค่ไหนเชียว ที่เ้าคนเดียวทำไม่ได้”
จือฮวายิ้มเอียงอายให้คุณหนูของตน เพราะความจริงมีแค่สาวใช้ของจินเยว่นี่แหละ ที่งานสบายที่สุด
>>>
ตอนค่ำจินเฉิงกลับจากสำนักศึกษา โดยมีรถม้าของจวนหวังรับส่ง และเหลือเวลาอีกหกวันจินเฉิงก็จะเรียนจบ
จินเยว่ที่เตรียมสำรับไว้รอพี่ชายอยู่แล้ว พอเห็นว่าจินเฉิงมาถึงเรือน ก็รีบให้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า
“เร็ว ๆ ด้วยนะพี่ใหญ่ ข้าหิวแล้ว” จินเฉิงส่ายหน้าให้กับความเห็นแก่กินของน้องสาว เขาจึงต้องรีบ
“พี่เสร็จแล้ว เรามากินอาหารกันเถอะ จะจ้องหน้าพี่เพื่ออะไร” เมื่อจินเฉิงเริ่มกินอาหาร จินเยว่ก็ก้มหน้าก้มตากินเช่นกัน ทั้งที่วันนี้มีเื่มากมายที่จะบอกกับพี่ชาย
“ก็วันนี้พี่ใหญ่ แทนตัวเองว่าพี่ ปกติเห็นแต่พูดข้า ๆ ตลอด ข้าเลยสงสัยนิดหน่อย”
“พวกเราโตแล้ว เรามีกันแค่สองคนพี่น้อง พี่รู้สึกว่าคำว่าข้า ควรใช้กับคนอื่น ต่อไปเดี่ยวเ้าก็ชิน”
ทั้งสองกินต่อไปเงียบ ๆ จนกินอิ่ม สาวใช้ของทั้งสองก็พากันเอาสำรับไปเก็บ ทิ้งให้สองพี่น้องนั่งคุยกัน
“พี่ใหญ่ที่สำนักศึกษาเป็อย่างไรบ้าง” เมื่อจินเยว่ถามขึ้นมา จินเฉิงที่นึกขึ้นมาได้จึงบอกเล่าเื่ราวให้น้องสาวได้รับรู้
“อีกไม่กี่วันพี่ก็จะเรียนจบแล้ว หลายวันมานี้ท่านลุงหวังเรียกพี่เข้าไปคุยเื่ที่พี่จะเรียนจบแล้วอยากทำอะไร”
“แล้วพี่ใหญ่อยากทำอะไรเ้าคะ” จินเยว่ถามขึ้นทันที เพราะนางก็อยากรู้เช่นกันว่าจินเฉิงนั้นจะเลือกทางไหน
“ท่านลุงหวัง บอกว่าจะมอบงานในวังให้พี่ แต่พี่ปฏิเสธไปแล้ว พี่อยากเป็ทหารเหมือนท่านพ่อ”
เกิดความเงียบระหว่างสองพี่น้อง จินเยว่มองหน้าจินเฉิงสักพัก แล้วพูดขึ้นก่อน
“ถ้าพี่ใหญ่อยากเป็ทหาร อยากอยู่ชายแดน พี่ใหญ่ก็เลือกเลยเ้าค่ะ”
“แล้วเ้าล่ะจะอยู่อย่างไร” จินเยว่ยิ้มให้พี่ชายแล้วบอกว่านางอยู่ที่จวนแห่งนี้ผู้คนมากมาย สาวใช้ก็มี
“อย่าให้ข้าขัดความ้าของพี่ใหญ่เลยเ้าค่ะ หากคิดถึงข้าก็กลับมาเยี่ยมได้”
เมื่อน้องสาวสนับสนุนในสิ่งที่เขาเลือก จินเฉิงจึงรู้สึกสบายใจขึ้น
ตอนนี้ที่เขากังวลคือหากหวังเหล่ย เรียกเขาไปถามอีก แล้วเขายังยืนยันที่จะไปชายแดน
เขากลัวจะโดนหวังเหล่ยโกรธ แล้วพาลไปมีผลกับจินเยว่ที่ยังอยู่ที่นี่
เมื่อเห็นว่าจินเฺฉิงยังมีความกังวลใจอยู่ จินเยว่จึงให้จือฮวาและสาวใช้ของจินเฉิงไปพัก เพราะนางมีเื่ที่ต้องพูดกับพี่ชาย
“พี่ใหญ่ เราเข้าไปในห้องของท่านเถอะ ข้ามีอะไรจะบอก” เมื่อนั่งเรียบร้อย จินเยว่เริ่มเล่าเื่มิติให้จินเฉิงฟัง
“อะไรนะตอนนี้เ้าถึงสีเขียวขั้นต้นแล้วหรือ ช่างอัศจรรย์นัก ไม่น่าเชื่อเลย”
จินเฉิงมัวแต่ฉงนอยู่กับน้องสาวที่มีพลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนไม่รู้สึกตัวว่าตอนนี้ตนเองถูกพาเข้ามาอยู่ในมิติของจินเยว่เรียบร้อยแล้ว