สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานี้เป็ดั่งฝันร้ายที่ไม่มีวันตื่นของเหล่าโจรนับร้อย
พวกมันส่วนใหญ่เป็เพียงปุถุชน มิใช่ผู้บำเพ็ญเพียร ไม่อาจใช้พลังปราณเซียนป้องกันตนเองได้
สิ่งเดียวที่พวกมันมี คือเรี่ยวแรงของชายฉกรรจ์ธรรมดาและอาวุธในมือ
มีเพียงหัวหน้าและรองหัวหน้าบางคนเท่านั้นที่มีพลังฝึกตนมากพอจะรับมือกับฝูงหมาป่าอสูรโดยไม่าเ็
แต่กระนั้น การเผชิญหน้ากับฝูงอสูรที่บ้าคลั่งก็ยังคงเป็เื่ยากเกินไป
เสียงคำรามโห่ร้องของอสูรดังกึกก้อง อาณาเขตโดยรอบเต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องของผู้ที่ถูกฉีกร่าง
กองกำลังมากกว่าเจ็ดในสิบส่วนของค่ายล้มตายลงอย่างโหดร้าย
หมาป่าอสูรเหล่านี้มิใช่เพียงกัดกระชากร่างของมนุษย์เท่านั้น แต่พวกมันยังกลืนกินเืเนื้ออย่างไม่ปรานี
เสียงกรอบแกรบของกระดูกที่ถูกบดเคี้ยวดังก้องไปทั่ว สร้างความสยดสยองให้แก่ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่
“บัดซบ! ทำไมถึงเป็เช่นนี้!?”
ตงชิงแผดเสียงออกมาด้วยความโกรธ เขากัดฟันแน่นเมื่อเห็นลูกน้องของตนถูกสังหารไปทีละคน
ชายวัยกลางคนที่ร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้ามขยับเท้าก้าวขึ้นไปเบื้องหน้า
ดวงตาของเขาเป็ประกายแห่งความเดือดดาล ขณะที่ฝูงหมาป่ากำลังโถมเข้าใส่
เขาก็ยกดาบเหล็กขนาดใหญ่ขึ้น ก่อนจะฟาดลงด้วยพลังอันมหาศาล
“ตายซะ!!”
คมดาบแหวกอากาศ ส่งแรงกดอันน่าสะพรึงลงบนพื้นดิน
รัศมีของคลื่นพลังแผ่ซ่านออกไปเป็วงกว้าง แรงกระแทกทำให้พื้นใต้ฝ่าเท้าแตกร้าวทันที
หมาป่าอสูรนับสิบถูกแรงะเิซัดกระเด็นไป ร่างของพวกมันถูกฉีกกระจุย เืสีดำสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ
หัวหน้ากลุ่มอีกคนหนึ่ง ชายผู้มีดวงตาคมกริบราวเหยี่ยว แสยะยิ้มเ็า มือทั้งสองข้างของเขากำมีดสั้นเอาไว้แน่น
ร่างของเขาเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วประหนึ่งสายลม วูบหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าหมาป่าตัวหนึ่ง
และก่อนที่มันจะทันรู้สึกตัว มีดสั้นก็วูบผ่าน ตัดลำคอของมันอย่างแม่นยำ
“มากันเยอะขนาดนี้.. คิดว่าข้าจะกลัวรึ?”
เสียงของเขาแ่เบา แฝงไว้ด้วยไอสังหารอันเย็นเยียบ
เขาหมุนตัวกลางอากาศ มีดสั้นในมือกรีดผ่านร่างของหมาป่าอสูรอีกสองตัว ทำให้เืพุ่งกระเซ็นออกมาราวกับสายฝนสีชาด ทุกการเคลื่อนไหวลื่นไหลและแม่นยำ ราวกับเคยกระทำการเช่นนี้มานับครั้งไม่ถ้วน
“ฆ่าพวกมันให้หมด! อย่าให้มันเหลือรอดแม้แต่ตัวเดียว!”
ตงชิงเห็นเช่นนั้นก็รีบตะะโกนสั่ง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความโกรธแค้น
เสียงะโนั้นช่วยปลุกใจให้เหล่าโจรที่ยังหลงเหลือ พวกมันกรีดร้องและพุ่งเข้าโจมตีฝูงหมาป่าด้วยทุกสิ่งที่มี
อาวุธถูกเงื้อขึ้นก่อนจะฟาดฟันลงอย่างบ้าคลั่ง เสียงปะทะของดาบ หอก และลูกธนูดังก้องไปทั่วบริเวณ
ไม่นานนัก การต่อสู้ก็เริ่มพลิกสถานการณ์ ฝูงหมาป่าอสูรที่เคยบ้าคลั่งเริ่มลดจำนวนลง
ร่างของพวกมันกองเกลื่อนกลาดอยู่ทั่วค่าย
ศพของมนุษย์และสัตว์อสูรปะปนกันจนแทบแยกไม่ออก กลิ่นคาวเืฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งลานปะา
ตงชิงหอบหายใจหนัก เขาจ้องมองรอบตัว เห็นซากศพของหมาป่าอสูรนับร้อยตัว
ทว่าอีกสิ่งที่ทำให้ชายวัยกลางคนต้องขมวดคิ้ว คือศพของลูกน้องที่นอนเกลื่อนกลาด
ขณะเดียวกันก็ยังมีเปลวเพลิงจากกระโจมที่ถูกทำลายลุกโชนขึ้นเป็ฉากหลัง
ค่ายโจรที่เคยเป็ฐานที่มั่น บัดนี้เหลือเพียงเถ้าธุลีและความพังพินาศ
“อาหนาน.. พวกเราเสียคนไปเท่าไหร่?”
ตงชิงเอ่ยถามเสียงขุ่น ฝ่ามือของเขากำแน่น ริมฝีปากสั่นระริกด้วยความโกรธและความเสียใจ
ชายชุดดำที่ถูกเรียกว่าอาหนานหันมามองด้วยสีหน้าหนักใจ ก่อนจะสูดลมหายใจลึกแล้วเอ่ยขึ้นช้าๆ
“หัวหน้า.. ขอเวลาข้าสักหน่อย”
“ตอนนี้ค่ายของเราอยู่ในสภาพย่ำแย่จริงๆ”
คำพูดของเขาทำให้ทุกคนเงียบลง ไม่มีใครกล้าเอ่ยอะไร
พวกเขาต่างตระหนักถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้น ค่ายโจรแห่งนี้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
หลังจากที่เห็นสภาพและสิ่งที่เกิดขึ้น ตงชิงก็ได้แต่กำหมัดแน่นด้วยความโกรธ ก่อนที่จะถอนหายใจออกมาอย่างหนักอึ้ง
“ดูเหมือนพวกเราต้องย้ายที่ตั้งค่ายใหม่แล้วละ…”
เขาพึมพำ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหนักใจ
“ไม่คิดเลยว่าผงขับไล่อสูรจะไม่ทำงาน”
“ปกติพวกมันก็ใช้งานได้ดีนี่หว่า.. หรือว่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น?”
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้หลายคนครุ่นคิด
ผงขับไล่อสูรเป็ของล้ำค่าที่มีฤทธิ์อยู่ได้นานหลายวัน ซึ่งเมื่อวันก่อนพวกเขาก็เพิ่งโรยมันไปทั่วทั้งค่ายนี้เอง
แล้วเหตุใดฤทธิ์ของมันจึงมลายหายไปจนหมดสิ้น ทำให้พวกเขาต้องเผชิญกับวิกฤตอสูรหมาป่าถล่มค่ายในค่ำคืนนี้
ขณะที่ความเงียบปกคลุมไปทั่ว ท่ามกลางซากปรักหักพังและเปลวเพลิงที่กำลังมอดดับ ทันใดนั้นเอง เสียงปรบมือก็ดังกังวานขึ้น
“ไม่เลว.. ถึงจะเป็แค่กลุ่มโจรป่า”
“แต่พวกเ้าก็ฉลาดไม่น้อยเลยนะ?”
เสียงนั้นแฝงไว้ด้วยความเย้ยหยัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความชื่นชมที่ฟังดูไม่จริงใจแม้แต่น้อย
ร่างชายผู้หนึ่งก้าวออกมาจากกลุ่มควันไฟอันขมุกขมัวอย่างเชื่องช้า เสื้อคลุมธรรมดาสะอาดสะอ้านไร้รอยเปื้อน ดวงตาคมกริบของเขาสาดประกายสว่างวาบ ขณะที่แววตาเต็มไปด้วยความสงบนิ่ง ราวกับมิได้หวาดหวั่นต่อกลุ่มโจรแม้แต่น้อย
ตงชิงและเหล่าหัวหน้ากลุ่มโจรคนอื่นๆ เมื่อเห็นบุคคลปริศนาก็พลันตื่นตัวขึ้นทันที
พวกเขาไม่ใช่คนโง่ เมื่อพิจารณาสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว มีเพียงข้อสรุปเดียวเท่านั้น
ใบหน้าของชายหัวโล้นอย่างตงชิงเริ่มบิดเบี้ยว ดวงตาฉายแววโกรธแค้น
“หรือว่าทั้งหมดจะเป็ฝีมือของแก.. ”
“แกใช่ไหมที่เป็คนทำลายผงขับไล่อสูรทั้งหมด!?”
ตงชิงคำรามเสียงกร้าว ราวกับพยายามกดกลั้นอารมณ์ที่เดือดพล่าน มือขวากำด้ามดาบแน่นจนเส้นเืปูดโปน
【ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับความโกรธเกรี้ยวจากคนชั่ว ได้รับ 1 แต้มอรหันต์】
【ยินดีด้วย โฮสต์ได้รับความโกรธเกรี้ยวจากคนชั่ว ได้รับ 1 แต้มอรหันต์】
ชายหนุ่มปริศนาเพียงยกมือข้างหนึ่งขึ้นที่บริเวณหน้าอก แล้วทำท่าทางคล้ายพนมมือ สีหน้าเรียบนิ่งและแฝงไว้ด้วยรอยยิ้มบางๆ
“ถูกต้องแล้ว เป็ฝีมือของข้าเอง”
น้ำเสียงของเขาเอื่อยเฉื่อย ทว่ากลับก้องกังวานไปทั่วบริเวณ
“และก็ไม่ต้องถามหาเหตุผลหรือข้อแก้ตัวใดๆทั้งสิ้น”
“ข้าผู้ที่ก้าวเดินบนเส้นทางสายพุทธะ ย่อมต้องปราบปรามความชั่วร้าย”
“ใช้พลังอำนาจสยบคนชั่ว และส่งพวกมันไปหาพระพุทธองค์ที่ศักดิ์สิทธิ์!”
คำพูดที่เปี่ยมด้วยความยียวนปะปนไปกับความหนักแน่น ทำให้ตงชิงและคนอื่นๆถึงกับคิ้วกระตุกอย่างหงุดหงิด
“แกกำลังดูถูกพวกข้าอยู่เรอะ!?”
ตงชิงคำราม ดวงตาแดงก่ำด้วยโทสะ
“ไอ้บ้านี่! พวกแกฆ่ามันซะ!”
เสียงสั่งการดังขึ้นทันทีที่คำพูดจบลง
เหล่าโจรที่เหลือรอดต่างคว้าอาวุธขึ้นมาในพริบตา วิ่งกรูเข้าใส่ชายหนุ่มปริศนาอย่างพร้อมเพรียง บ้างเหวี่ยงดาบหมายจะฟันคอ บ้างง้างหอกจ่อแทงทะลุหัวใจ ความเคียดแค้นจากการสูญเสียพวกพ้อง ทำให้พวกมันมิอาจอดทนได้อีกต่อไป
ทว่าก่อนที่ปลายดาบและหอกจะทันแตะต้องตัวเป้าหมาย ชายหนุ่มในชุดขาวเพียงตบฝ่ามือที่พนมอยู่ไปเบื้องหน้า
“ฝ่ามือพุทธะทองคำ”
ทันใดนั้นปราณเซียนแห่งพุทธะได้เปล่งประกายเจิดจ้า แสงสีทองอร่ามล้อมรอบฝ่ามือของเขา
ก่อนที่พลังปราณจะควบแน่นกันเป็รูปฝ่ามือทองคำขนาดใหญ่กว่าหนึ่งจั้ง
ทันทีที่ถูกปล่อยออกไป พลังอันมหาศาลก็แผ่กระจายออกไปทั่วบริเวณ
เหล่าโจรที่พุ่งเข้ามาแทบจะหยุดชะงักในพริบตา
“เปรี๊ยง!”
เสียงกึกก้องดังขึ้นราวกับสายฟ้าฟาด
ก่อนที่ร่างของพวกมันจะถูกซัดกระเด็นไปในอากาศ เืสดๆกระอักออกจากปาก
พวกมันนับสิบปลิวไปคนละทิศละทาง บางคนร่างกระแทกกับพื้นอย่างแรงจนกระดูกแหลกละเอียด บางคนกรีดร้องด้วยความเ็ปก่อนที่เสียงจะเงียบลงอย่างรวดเร็ว
【ยินดีด้วย โฮสต์ได้ส่งพวกชั่วไปหาพระพุทธองค์ ได้รับ 10 แต้มอรหันต์】
【ยินดีด้วย โฮสต์ได้ส่งพวกชั่วไปหาพระพุทธองค์ ได้รับ 10 แต้มอรหันต์】
ศพของพวกมันนอนเรียงรายอยู่บนพื้น เืสีแดงฉานค่อยๆไหลนอง
ท่ามกลางเปลวไฟที่ยังไม่มอดดับ บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเืและความตาย ตงชิงที่ยืนอยู่ตรงนั้นถึงกับเบิกตากว้าง มันเป็ครั้งแรกที่รู้สึกได้ถึงความหวาดกลัวอย่างแท้จริง ฝ่ามือเมื่อครู่นี้ แทบจะบดขยี้พวกเขาให้กลายเป็ธุลีในพริบตาเดียว
“นะ..นี่แก ปลดปล่อยปราณเซียนออกจากร่างกายได้”
“เป็ผู้บำเพ็ญเพียรที่มีพลังระดับทะเลิญญาเรอะ?!”
ชายหนุ่มลดมือลงและไม่ได้ตอบอะไร ใบหน้าเรียบนิ่งดังเดิม ไม่มีร่องรอยของความตื่นเต้นหรือความพอใจใดๆ
เขาเพียงทอดถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยเมตตา
“กรรมใดใครก่อ.. กรรมนั้นย่อมคืนสนอง!”