"คุณตำรวจคะ...นี่มันเรื่องอะไรกันแน่ ทำไมพี่คินถึงมาอยู่ที่นี่กับพวกคนร้าย" แม้จะเดาเรื่องราวได้แต่พิมพ์นลินก็อยากฟังความจริงจากปากใครสักคน
สารวัตรนนท์ พ่นลมหายใจยาว เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"คุณพิมพ์นลินครับคุณกำลังเข้าใจคุณภาคินผิดมาตลอด ที่คุณคิดว่าเขาพัวพันกับธุรกิจมืด ความจริงแล้วเขาอุทิศตนและทรัพย์สินส่วนตัวแอบสืบเรื่องขบวนการค้าสุนัขเถื่อนมานานแล้วครับ"
"ว่าไงนะคะ...." พิมพ์นลินถามกลับเสียงสั่นเครือ
"วันนี้เขารู้ว่าพวกมันจะย้ายสุนัขล็อตใหญ่รวมถึงเจ้าดุ๊กดิ๊ก สุนัขที่คุณรักมากด้วย เขาบอกกับผมว่าจะไม่ยอมให้สุนัขพวกนี้ถูกส่งออกไปเด็ดขาดและเขาก็ยอมเสี่ยงบุกเข้ามาคนเดียวก่อนที่กองกำลังของเราจะมาถึง...เขาเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อช่วยพวกมัน... และช่วยสุนัขของคุณ"
คำพูดของนายตำรวจเหมือนสายฟ้าที่ผ่าลงมากลางใจของพิมพ์นลินภาพวันเก่าๆ ที่เธอเคยต่อว่าเขาด้วยถ้อยคำรุนแรง เคยสงสัยในตัวเขาและเคยมองเขาเป็นคนใจร้ายไหลย้อนกลับเข้ามาน้ำตาเม็ดโตไหลร่วงอาบแก้มด้วยความรู้สึกผิดอันมหาศาล พิมพ์นลินกุมมือหนาที่เปื้อนฝุ่นของเขาไว้แนบแก้มเสียงร้องไห้โฮดังสะท้อนในโกดัง
"พี่คิน... นลินขอโทษ... นลินโง่เองที่มองพี่ผิดไปนลินพูดจาไม่ดีใส่พี่ ทั้งที่ความจริงพี่ยอมตายเพื่อช่วยดุ๊กดิ๊ก... เพื่อ... นลิน...ฟื้นขึ้นมาฟังนลินก่อนนะ พี่คิน อย่าเป็นอะไรไปนะ"
ภาคินที่กำลังเริ่มสะลึมสะลือจากการสูญเสียเลือด นัยน์ตาคมที่เคยฉายความแกร่งบัดนี้ปรือขึ้นอย่างยากลำบากใบหน้าคมคายซีดเผือดไร้สีเลือดภาคินพยายามยกมือขึ้นหมายจะสัมผัสแก้มเนียนเพื่อซับน้ำตาให้คนรัก
"นลิน...อย่าร้องไห้เลยนะ...พี่ไม่เป็นไร... ดุ๊กดิ๊กมันปลอดภัยแล้วนะ... เห็นไหม มันอยู่ตรงนี้แล้ว"
"ฮือออฮือออ...ยังจะห่วงคนอื่นอีกเหรอ! ห่วงตัวเองก่อนเถอะ เลือดพี่ออกเยอะมากเลยนะ"
“ที่พี่ทำไปทั้งหมดเพื่อนลินนะ...พี่รู้ว่าดุ๊กดิ๊กคือดวงใจของนลิน... และนลินก็คือโลกทั้งใบของพี่เหมือนกันถ้าไม่มีนลิน พี่ก็ไม่รู้จะอยู่ไปเพื่ออะไร"
"นลินสัญญาค่ะพี่คิน จากนี้ไปนลินจะเชื่อใจพี่จะไม่ดื้อกับพี่อีก เราจะกลับบ้านด้วยกันนะ" เจ้าดุ๊กดิ๊กส่งเสียง "หงิง" เบาๆ พร้อมกับเอาหัวซุกเข้าที่ตรงกลางระหว่างอกของทั้งคู่ราวกับมันจะบอกว่ามันรับรู้ถึงความรักและความผูกพันที่แน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิมของเจ้านายทั้งสองคนแล้ว
เจ้าหน้าที่กู้ภัยรีบนำเปลสนามเข้ามาเคลื่อนย้ายภาคินส่งโรงพยาบาลทันทีโดยมีพิมพ์นลินกุมมือเขาไว้ไม่ห่าง
++++++++++
ไฟสัญญาณสีแดงฉานหน้าห้องผ่าตัดยังคงสว่างโร่ราวกับจะตอกย้ำเส้นแบ่งระหว่างความเป็นและความตายที่กำลังดำเนินอยู่ด้านในทุกวินาทีที่เข็มนาฬิกาบนผนังเคลื่อนผ่านนานราวกับเป็นปี
พิมพ์นลินทรุดกายลงบนเก้าอี้เหล็กเย็นชืดสองมือกุมประสานกันไว้แน่นจนข้อสลักขาวซีดภายในใจของเธออัดแน่นไปด้วยความกังวลและความกลัวที่แทรกซึมไปทุกอณูความคิดภาพใบหน้าซีดเผือดและบาดแผลฉกรรจ์ของภาคินวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุดหย่อนหากโลกนี้ต้องสูญเสียเขาไปเธอเองก็คงไม่เหลือหัวใจไว้ยึดเหนี่ยวชีวิตให้อยู่ต่อได้อีกแล้ว
เสียงก้าวเท้าที่ฉับไวตามทางเดินปลอดคนดึงพิมพ์นลินออกจากพะวงนายสัตวแพทย์ทิวากร และ พิมพิกา เร่งก้าวเข้ามาหาด้วยสีหน้าตระหนกและห่วงใยตามหลังมาด้วยกลุ่มสมาชิกร่วมอุดมการณ์จากมูลนิธิที่เดินทางมาสมทบ
พิมพิกาตรงเข้าสวมกอดพิมพ์นลินไว้แน่นลูบหลังปลอบประโลมเบาๆ ขณะที่หมอทิวากรตบบนไหล่บางของเธออย่างให้กำลังใจสมาชิกมูลนิธิต่างจับกลุ่มนั่งและยืนเฝ้าอยู่ใกล้ๆ ส่งผ่านความอุ่นใจและแรงใจให้แก่กันอย่างเงียบเชียบแม้จะมีผู้คนมากมายคอยอยู่เคียงข้างแต่ความทุกข์ระทมในใจของพิมพ์นลินกลับไม่ได้เบาบางลงเลยนัยน์ตาคู่เศร้ายังคงจดจ้องไปยังประตูห้องผ่าตัดอย่างไม่คลาดสายตา
กระทั่งไฟสัญญาณสีแดงดับลงพร้อมกับเสียงประตูสแตนเลสบานใหญ่ที่เลื่อนเปิดออก พยาบาลในชุดเขียวเดินก้าวออกมาพิมพ์นลินถลาตัวลุกขึ้นยืนในทันทีสองเท้าสั่นเทาเดินเข้าไปหาด้วยหัวใจที่เต้นระทึกจนแทบหลุดออกมานอกอก
"หมอผ่าตัดนำกระสุนออกและเย็บจุดสำคัญเรียบร้อยแล้วค่ะการผ่าตัดผ่านไปด้วยดี ตอนนี้ผู้ป่วยปลอดภัยแล้วนะคะ"
สิ้นเสียงประกาศของพยาบาลความตึงเครียดที่ปกคลุมทั่วบริเวณพลันสลายไปในพริบตาเสียงถอนหายใจด้วยความโล่งอกและรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของทิวากร พิมพิกาและทุกคนในมูลนิธิ บางคนถึงกับจับมือแสดงความยินดีแก่กันขณะที่พิมพ์นลินทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้อีกครั้ง แต่น้ำตาที่ไหลทะลักออกมาในครั้งนี้กลับเป็นน้ำตาแห่งความตื้นตันและเบาใจเมื่อรู้ว่าคนที่เธอรักที่สุดได้ก้าวผ่านพ้นวินาทีวิกฤตและกลับมาหาเธออีกครั้งแล้ว
++++++++++
สายลมยามเย็นพัดผ่านสนามหญ้าเขียวขจีหน้าบ้านทรงไทยประยุกต์ของภาคินกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกเข็มและลีลาวดีอบอวลอยู่ในอากาศบรรยากาศการพักฟื้นของภาคินเต็มไปด้วยความอบอุ่นเมื่อครอบครัวของพิมพ์นลินเดินทางมาเยี่ยมเยียนถึงบ้านด้วยความที่บ้านรั้วติดกันและไปมาหาสู่กันมานานหลายสิบปีสองครอบครัวจึงสนิทสนมกันราวกับเป็นครอบครัวเดียวกัน
โต๊ะไม้ริมสนามหญ้ากลายเป็นศูนย์รวมความรักและความห่วงใยคุณมนตรี พ่อของพิมพ์นลิน ชายวัยกลางคนท่วงท่าภูมิฐานสวมแว่นตากรอบทองและมีรอยยิ้มอารมณ์ดีประดับบนใบหน้าเสมอ นั่งคุยจิบชาอยู่กับคุณพงษ์ พ่อของภาคิน อดีตข้าราชการผู้มีรูปร่างสูงใหญ่ อกผายไหล่ผึ่งแม้จะมีผมสีดอกเลาแทรกปะปนแต่ยังดูแข็งแรงและใจดี ขณะที่ คุณนภา แม่ของพิมพ์นลินหญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วมแต่ใจดี ใบหน้าหวานละม้ายคล้ายลูกสาวกำลังนั่งหัวเราะกระซิบกระซาบอยู่กับ คุณวรรณา แม่ของภาคินหญิงใจเย็นผู้มีแววตาสุดแสนอบอุ่นและมีเมตตา
ภาคินในชุดลำลองสบายๆใบหน้าที่เคยซีดเผือดเริ่มมีเลือดฝาดกลับคืนมา เขานั่งอยู่ข้างพิมพ์นลินที่คอยดูแลกระเถิบจานขนมและรินเครื่องดื่มให้อยู่ไม่ห่าง
"เห็นภาคินลุกขึ้นเดินได้แบบนี้ น้าก็โล่งอกไปทีนะลูก"คุณนภาเอ่ยขึ้นพลางยิ้มตาหยี มองหน้าชายหนุ่มด้วยความเอ็นดู
"ตอนได้ยินข่าวว่าโดนยิงน้ากับคุณมนตรีใจหายกันหมดเลย"
"ขอบคุณครับน้านภา ตอนนี้แผลดีขึ้นมากแล้วครับหมอบอกว่าพักฟื้นอีกสักสัปดาห์ก็กลับไปทำงานได้ปกติแล้ว"
ภาคินตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลพลางยกมือไหว้ คุณมนตรีหัวเราะร่า ก่อนจะหันไปสบตากับคุณพงษ์
"ก็นั่นน่ะสิเห็นดูแลกันดีขนาดนี้ ผมล่ะอยากให้ย้ายมาอยู่ดูแลกันจริงจังไปเลยให้มันรู้แล้วรู้รอด"
"พูดถูกใจผมจริงๆ เลยคุณตรี!" คุณพงษ์หัวเราะเสริมพลางตบตักตัวเองเบาๆ