ดังนั้นอาจารย์หลิวจึงแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดของอู๋หมิงลี่ แล้วกล่าวเสียงเรียบว่า “นักเรียนจิ่งเยี่ยนกุยคนนี้ เป็นนักเรียนที่ผ่านการสอบเข้าเรียนในปีนี้ จิ่งเยี่ยนกุย เธอช่วยแนะนำตัวให้เพื่อนๆ รู้จักหน่อย”
จิ่งเยี่ยนกุยลุกขึ้นยืน แล้วแนะนำตัวเองคร่าวๆ พร้อมกับกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ต่อไปก็ขอฝากเนื้อฝากตัวกับเพื่อนๆ ด้วยนะคะ”
เหล่านักเรียนต่างก็รู้ดีถึงเกณฑ์การสอบเข้าของโรงเรียน จึงมองไปยังจิ่งเยี่ยนกุยด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น ด้วยคะแนนของเธอนั้นดีกว่านักเรียนส่วนใหญ่ในห้องเสียอีก
อู๋หมิงลี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ทักท้วงขึ้นมาว่า “อาจารย์คะ ถึงแม้ว่าเธอจะสอบเข้ามาได้ ก็ไม่สมเหตุสมผลที่จะเพิ่งมาโรงเรียนวันนี้ไม่ใช่หรือคะ? เธอทำอย่างนี้เหมือนไม่เห็นความสำคัญของระเบียบโรงเรียนเลย”
อาจารย์หลิวตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ว่า “สำหรับฉันแล้ว ตราบใดที่นักเรียนสอบได้คะแนนดีขึ้นทุกครั้ง และสามารถสอบติดระดับปริญญาตรีได้อย่างมั่นคง ต่อให้พวกเธอจะไม่มาเข้าเรียนก็ยังได้ แต่มีข้อแม้ว่า พวกเธอก็ต้องมีความสามารถนั้นด้วย”
“ไม่เหมือนนักเรียนบางคนที่เรียนซ้ำชั้นมาหลายปีแล้ว ความรู้ในหนังสือเรียนก็เรียนจนจบแล้ว ถ้าคิดว่าการเรียนในโรงเรียนไม่มีความหมาย และมั่นใจว่าตัวเองจะทำคะแนนดีขึ้นได้ทุกครั้ง ก็สามารถยื่นเรื่องขอเรียนเองที่บ้านได้ โดยจะให้มาสอบรายเดือนที่โรงเรียนเพียงเดือนละครั้งเท่านั้น”
อู๋หมิงลี่ “…”
จิ่งเยี่ยนกุยคิดว่าอาจารย์หลิวค่อนข้างน่าสนใจ คำพูดของเธอทำให้ไม่มีใครในห้องกล้าที่จะต่อปากต่อคำ
เป็นอย่างที่คิด อู๋หมิงลี่รู้สึกไม่พอใจอย่างมาก จ้องเขม็งไปที่จิ่งเยี่ยนกุยแล้วก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก
ในขณะเดียวกัน อู๋หมิงลี่ก็รู้สึกอัดอั้นอยู่ในใจ เรื่องคะแนนของจิ่งเยี่ยนกุย เธอก็ได้ยินหลิวชุนฮวาเล่าให้ฟังมาบ้างแล้ว ว่าเป็นคนเรียนไม่เก่ง เธอจะรอให้ผลคะแนนสอบของจิ่งเยี่ยนกุยออกมา แล้วค่อยหัวเราะเยาะหล่อนให้สาแก่ใจ
วันนี้เป็นวันแรกของการเปิดภาคเรียน การสอบในครั้งนี้เป็นการทบทวนเนื้อหาหลัก เพื่อดูว่านักเรียนมีความรู้ในระดับไหนในช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อนที่ผ่านมา จึงมีการสอบหลายวิชาพร้อมกัน เมื่อสอบเสร็จ อาจารย์จะไปตรวจข้อสอบ เมื่อสอบเสร็จในช่วงบ่าย ก็จะมีเพียงวิชาสุดท้ายเท่านั้นที่ยังไม่ได้ประกาศผลคะแนน
ในระหว่างรอผลสอบวิชาสุดท้าย อาจารย์ก็ได้จัดชั่วโมงเรียนพิเศษ เพื่อให้นักเรียนได้ทำแบบฝึกหัด และแก้ไขข้อผิดพลาดจากข้อสอบที่ทำไปแล้ว
คะแนนสอบของแต่ละวิชา อาจารย์จะรวบรวมและส่งให้กับอาจารย์ประจำชั้น ด้วยเหตุนี้จะเห็นได้ชัดเจนว่าใครมีคะแนนเป็นอย่างไร
อาจารย์หลิวประทับใจจิ่งเยี่ยนกุยเป็นอย่างมากเพราะเรื่องการสอบเข้าเมื่อครั้งที่แล้ว ถึงแม้ว่าคะแนนวิชาสุดท้ายจะยังไม่ออกมา แต่ก็สามารถมองเห็นแนวโน้มการเรียนของเธอได้ เมื่อรวมคะแนนทั้งหมดของจิ่งเยี่ยนกุยแล้ว ก็ถึงกับทำให้เธอตาเป็นประกาย
ถ้าจิ่งเยี่ยนกุยไม่ได้ทำคะแนนวิชาสุดท้ายแย่จนเกินไป คะแนนรวมของเธอก็น่าจะติดอันดับต้นๆ ของห้อง
อาจารย์คณิตศาสตร์ที่อยู่ข้างๆ ถามว่า “ครั้งนี้จิ่งเยี่ยนกุยสอบได้เป็นยังไงบ้าง?”
อาจารย์หลิวตอบว่า “ดีมากเลยทีเดียว ดูเหมือนว่าจะทำคะแนนได้ดีกว่าตอนสอบเข้าเสียอีก คาดว่าในช่วงที่ผ่านมา ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มาเรียน แต่ก็คงไม่ได้ปล่อยเวลาให้เสียเปล่า น่าจะตั้งใจทบทวนอยู่ที่บ้าน”
อาจารย์คณิตศาสตร์ดึงสมุดบันทึกคะแนนนักเรียนของอาจารย์หลิวไปดู “หือ! ไม่เลวเลยนี่! วิชาคณิตศาสตร์ทำคะแนนได้ดีกว่าเดิมถึงสิบกว่าคะแนน”
อาจารย์หลิวพยักหน้า “เธอไม่ได้ทำคะแนนได้ดีขึ้นแค่วิชาคณิตศาสตร์เท่านั้น แต่ยังมีพัฒนาการที่ดีขึ้นทุกวิชา”
“ฉันได้ยินมาว่าตอนที่เธอเรียนอยู่โรงเรียนระดับอำเภอ คะแนนก็ธรรมดาๆ นี่นา? ที่สอบเข้ามาเรียนได้ก็เพราะศึกษาด้วยตัวเอง?” อาจารย์คณิตศาสตร์ถามด้วยความสงสัย
เพราะจิ่งเยี่ยนกุยพึ่งบารมีของจิ่งเสี่ยวเยวี่ย ตอนสอบเข้าสร้างความฮือฮาถึงขนาดนั้น แถมยังมีชื่อเสียงว่าเป็นคู่หมั้นของฟางเสียนจือ อาจารย์ส่วนใหญ่ในโรงเรียนจึงพากันสนใจใคร่รู้ในตัวเธอ
อาจารย์หลิวแบมือทั้งสองข้าง “นี่ก็เป็นแค่ข่าวลือ ใครจะรู้ว่าจริงหรือเท็จ สำหรับฉันแล้ว ตราบใดที่เธอสอบได้คะแนนดีขึ้นทุกครั้งก็พอแล้ว”
อาจารย์คณิตศาสตร์ถอนหายใจ “คุณนี่คิดตื้นไปหน่อยนะ ถ้าเธอเป็นต้นกล้าแห่งการเรียนจริงๆ การปล่อยให้เธอศึกษาเองแบบนี้ก็น่าเสียดายเกินไปแล้ว”
“แล้วจะทำยังไงได้เล่า?” อาจารย์หลิวพูดอย่างจนปัญญา “เรื่องนี้ท่านฟางเป็นคนอนุมัติเอง”
เหล่าอาจารย์ในโรงเรียนก็มักจะติดตลก มักจะเรียกฟางชิงสือที่เป็นผู้อำนวยการของโรงเรียนว่าท่านฟาง
อาจารย์คณิตศาสตร์กล่าวด้วยรอยยิ้ม “เรื่องนี้จริงๆ ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางออกซะทีเดียว อาจารย์แต่ละคนก็มีแบบฝึกหัดกันคนละหลายชุด แต่ละคนลองเอามาสักชุดแล้วให้เธอไปฝึกทำที่บ้านดู!”
อาจารย์หลิวตาเป็นประกาย “ถึงฉันจะคิดว่าเธอเป็นเด็กนักเรียนที่มีความรับผิดชอบ แต่ถึงจะมีความรับผิดชอบแค่ไหน นักเรียนก็ยังคงต้องการแรงกระตุ้นจากเหล่าอาจารย์อยู่ดี!”
อาจารย์คณิตศาสตร์ยกนิ้วโป้งให้เธอ “สมกับเป็นครูสอนภาษา พูดได้ดีมีระดับจริงๆ!”
หลังจากที่อาจารย์ทั้งสองปรึกษากันเสร็จ อาจารย์คณิตศาสตร์ก็ไปหาอาจารย์ในแต่ละวิชา
เหล่าอาจารย์ทุกคนต่างพากันรุมล้อมดูจิ่งเยี่ยนกุยตอนสอบไปรอบหนึ่งแล้ว อาจารย์ที่ไม่รู้เรื่องการสอบเข้าของจิ่งเยี่ยนกุยก่อนหน้านี้ก็ได้รู้จากอาจารย์คนอื่นๆ จนอาจารย์ทั้งหมดต่างก็รู้จักจิ่งเยี่ยนกุย
ตอนที่อาจารย์คณิตศาสตร์ไปหาอาจารย์คนอื่นๆ เพื่อขอแบบฝึกหัด อาจารย์ก็ตอบกลับมาด้วยคำพูดในทำนองเดียวกัน “ได้สิ ได้สิ! นักเรียนที่ดีก็ต้องได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษ เดี๋ยวฉันจะเอาแบบฝึกหัดไปให้เธอด้วยตัวเอง”
“ใช่ๆๆๆ พวกเราเอาไปให้เองดีกว่า จะได้พูดคุยเรื่องการเรียนกับเธอด้วย ฉันจำได้ว่าครั้งนี้เธอมีข้อที่ไม่ควรผิดแต่ก็ยังผิดอยู่ จะได้เตือนเธอไปด้วย”
“เมื่อกี้ตอนสอบ เธอก้มหน้าก้มตาทำข้อสอบ ฉันยังมองไม่เห็นหน้าตาเลย เดี๋ยวจะไปดูให้ดีๆ สักหน่อย”
คนสุดท้ายที่พูดออกมาตรงๆ แบบนั้นก็คืออาจารย์วิชาเคมี พอพูดจบอาจารย์ทั้งห้องก็หันมามองที่เขาเป็นตาเดียว เขาก็ทำหน้าตางุนงง
อาจารย์ภาษาอังกฤษมองเขาแล้วพูดว่า “เรื่องแบบนี้รู้อยู่แก่ใจกันก็พอแล้ว อย่าพูดออกมาตรงๆ!”
พอพูดจบ ก็มีเสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นไปทั่วห้อง
จิ่งเยี่ยนกุยไม่รู้ว่าเธอได้กลายเป็นเป้าสนใจของเหล่าอาจารย์ในโรงเรียนไปแล้ว ตอนนี้เธอกำลังดูข้อสอบที่ได้รับคืนมาอยู่ ข้อสอบที่เธอทำมีข้อผิดน้อยมาก แต่ก็ยังมีบางข้อที่ไม่ได้ทบทวน และตอบด้วยความจำและประสบการณ์ จึงมีทั้งข้อที่ถูก และข้อที่ผิด
เธอวงกลมข้อที่ผิดไว้ และตั้งใจว่าจะกลับไปศึกษาเพิ่มเติม
ในขณะที่ในห้องไม่มีอาจารย์ เธอรู้สึกว่ามีคนกำลังมองเธออยู่ เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่ามีนักเรียนชายหลายคนกำลังมองมาที่เธอ เมื่อเห็นว่าเธอมองกลับมา พวกเขาก็รีบหันหน้าหนี มีเพียงนักเรียนชายรูปร่างสูงที่อยู่ใกล้เธอที่สุดที่ส่งยิ้มกว้างมาให้เธอ
จิ่งเยี่ยนกุยรู้ว่านักเรียนชายวัยนี้ก็มีความน่ารักในแบบของพวกเขา พวกเขาส่วนใหญ่ก็แค่รู้สึกอยากรู้อยากเห็นในตัวเธอ ดังนั้นเธอจึงส่งรอยยิ้มบางๆ กลับไปให้ นักเรียนชายคนนั้นกลับรู้สึกประหม่าจนใบหูแดง
อู๋หมิงลี่ที่กำลังแอบชอบนักเรียนชายคนนั้นอยู่ เมื่อเห็นฉากนั้นก็รู้สึกไม่พอใจอย่างมาก เพราะถูกอาจารย์หลิวตอกกลับไปเมื่อตอนเช้า ทำให้เธอฉลาดขึ้นมาก
ตอนนี้ต่อให้รู้สึกไม่พอใจในตัวจิ่งเยี่ยนกุยมากแค่ไหน เธอก็ยังคงนั่งลงข้างๆ จิ่งเยี่ยนกุย แล้วถามด้วยรอยยิ้มว่า “น้องสาว ครั้งนี้เธอสอบได้คะแนนเท่าไหร่เหรอ?”