ตอนที่ 4 เคล็ดวิชาหลอมรวมจิตและสรรพสิ่ง (1)
“แน่นอนว่านี่เป็ในกรณีที่เ้าของสามารถฝึกฝนพลังิญญาได้ หากร่างกายของเ้าของสร้อยข้อมือไม่มีรากิญญา เช่นนั้นสร้อยข้อมือสรรพสิ่งก็จะปิดกั้นพลังด้านบำเพ็ญเพียรด้วยตนเองเพื่อเก็บรักษาพลังิญญาเอาไว้ ไม่อย่างนั้นมิติสร้อยข้อมือที่ผ่านการใช้งานจากเ้าของตั้งหลายรุ่นคงสูญเสียพลังิญญาและไม่สามารถเปิดการสืบทอดได้ไปตั้งนานแล้ว...”
อาชิวอาจไม่ได้สนทนากับใครมานานเกินไป พอได้เปิดกล่องพูดจึงหยุดไม่ค่อยอยู่ ร่ายยาวถึงที่มาต่างๆ ม่อเนี่ยนจือยิ่งได้ฟังก็ยิ่งเบิกตาโต สุดท้ายปากก็อ้าค้างด้วยความตะลึง สีหน้าเหลือเชื่อ
“หลังจากสร้อยข้อมือจดจำเ้านายได้แล้วจิติญญาของเ้ากับข้าก็จะเชื่อมโยงถึงกัน ดังนั้นตอนที่เ้าไม่ได้จงใจหลีกเลี่ยงข้า ข้าจะสามารถรับรู้ความคิดทั้งหมดของเ้าได้”
อาชิวกำชับอย่างเย่อหยิ่งในความาุโ
“แต่จากสภาพในตอนนี้ของเ้ายังไม่สามารถเปิดมิติได้ รอให้เรี่ยวแรงเ้าฟื้นตัวสักหน่อยก็ได้แล้ว จำไว้นะ ความแข็งแกร่งของข้าต่างเสริมซึ่งกันและกันกับความแข็งแกร่งของเ้านายอย่างเ้า เ้าต้องบำเพ็ญเพียรให้ดี อย่าให้เสียแรงที่ข้าอุตส่าห์ช่วยเ้าหาร่างหยินบริสุทธิ์รากิญญายอดเยี่ยมร่างนี้
“แม้ว่าสถานที่แห่งนี้พลังิญญาจะน้อย แต่เ้ามีมิติวิเศษ ขอเพียงขยันหน่อย รีบปูพื้นฐานแล้วก้าวข้ามขั้น ผนวกกับความช่วยเหลือจากน้ำพุิญญา การบำเพ็ญเพียรย่อมไม่มีปัญหา...”
เมื่อคำศัพท์อย่างพวกบำเพ็ญเพียร ร่างหยินบริสุทธิ์ รากิญญา และน้ำพุิญญาปรากฏในหัวม่อเนี่ยนจือ นางก็รู้สึกแค่ว่ามีเสียงดังอื้ออึงในหัว เกิดการคาดเดามากมายนับไม่ถ้วน นี่มันล้วนเป็สิ่งที่นางอ่านเจอจากนิยายกำลังภายในตอนอยู่ชาติก่อนไม่ใช่หรือ
อย่าบอกนะว่าชาตินี้ตัวนางเองก็สามารถบำเพ็ญเพียรได้ ทั้งยังมีมิติวิเศษ และอภิสิทธิ์พิเศษของนางเอกข้ามมิติในนิยาย
“ย่อมได้แน่นอน หากไม่ใช่เพื่อให้เ้าสามารถบำเพ็ญเพียรได้อย่างราบรื่น ข้าก็คงไม่ต้องใช้พลังไปมากขนาดนี้”
อาชิวถอนหายใจอย่างหนักหน่วง พูดพลางส่ายหน้า
“ครั้งนี้เ้าต้องมีชีวิตรอดให้ได้ล่ะ อย่าตายง่ายๆ อีก รอดมาได้ไม่ง่ายเลยต้องใช้ชีวิตด้วยความหวงแหนนะ ตอนนี้ข้าไม่มีพลังจะชุบชีวิตเ้าแล้ว”
น้ำเสียงอาชิวค่อนข้างจนปัญญาและอ่อนล้าอยู่ในที
“ข้าอยู่มานานขนาดนี้ยังไม่เคยเห็นเ้านายภพไหนอ่อนแอจนลมพัดก็จะปลิวอย่างเ้าเลย เมี้ยว! เ้าคิดหาวิธีฟื้นฟูร่างกายที่ย่ำแย่ทรุดโทรมนี้ให้ได้ก่อนแล้วค่อยตั้งใจบำเพ็ญเพียรเถอะ ข้าก็ต้องพักผ่อนแล้ว เมี้ยว”
สิ้นเสียงร้องเมี้ยวลากยาว เสียงในหัวก็หายลับไป
“นี่โทษข้าได้หรือ เ้าเป็คนเลือกร่างนี้ไม่ใช่รึไง”
ม่อเนี่ยนจือตอบกลับด้วยความโมโห แต่ไม่ได้รับการตอบกลับใดๆ
เสียงในหัวหายไปแล้ว แต่ในใจม่อเนี่ยนจือกลับตื่นตัวเพราะเื่นี้อยู่เนิ่นนานยากจะสงบลงได้ ทันใดนั้นเอง ม่อเนี่ยนจือก็รู้สึกได้เพียงว่าเวียนหัว แล้วบางสิ่งที่คล้ายกับสูตรเคล็ดวิชาหนึ่งบทก็มาปรากฏขึ้นในหัว
เคล็ดวิชานี้มีชื่อว่า ‘เคล็ดวิชาหลอมรวมจิตและสรรพสิ่ง’ เป็เคล็ดวิชาเฉพาะที่ยอดนักพรตสร้างเพื่อเ้าของมิติสรรพสิ่ง พูดจากอีกมุมหนึ่งก็คือเคล็ดวิชาฝึกฝนที่เหมาะสมกับเ้าของมิติที่สุด
เคล็ดวิชานี้มีทั้งหมดเก้าขั้น เมื่อฝึกจนถึงขั้นสูงสุดจะสามารถควบคุมได้ทุกสรรพสิ่ง และเข้าใจภาษาของทุกสรรพชีวิต เมื่อถึงตอนนั้นจะเปลี่ยนผมเป็เข็มหรือหยดน้ำทะลุหินก็ไม่ใช่เื่ที่เป็ไปไม่ได้
สิ่งที่ทำให้ม่อเนี่ยนจือตื่นเต้นดีใจที่สุดก็คือเคล็ดวิชานี้ตอบสนองต่อมิติ ยิ่งบรรลุเคล็ดวิชาขั้นสูงพลังของมิติก็ยิ่งสมบูรณ์ ขนาดพื้นที่ในมิติก็ยิ่งมาก ในทางตรงกันข้ามก็เช่นกัน
ซึ่งก็หมายความว่า ต่อให้ม่อเนี่ยนจือไม่เข้าฌานบำเพ็ญเพียร ขอเพียงแค่จัดการดูแลพื้นที่ในมิติให้ดี แม้ว่าจะเป็่นอนหลับหรือเดินอยู่ต่างก็สามารถเพิ่มพลังได้
กระทั่งถึงตอนนี้ม่อเนี่ยนจือถึงตระหนักได้ว่าตนเองไม่ได้ฝันไป ทั้งหมดนี้ล้วนเป็เื่จริง
คงไม่ใช่ว่า์ได้ยินถึงเสียงคร่ำครวญของตนแล้วเห็นแก่ความทุกข์ที่ตนได้รับในสองชาติก่อนจึงมอบโอกาสแบบนี้ให้ตนหรอกนะ เช่นนั้นตนต้องทะนุถนอมไว้ให้ดีแล้วละ นี่เป็สิ่งที่ได้มาจากการประพฤติตนหลายชาติภพเชียวนะ
นึกถึงตรงนี้ม่อเนี่ยนจือก็ตื่นเต้นมากจนแทบจะะโขึ้นมาจากเตียงเตา แต่ติดตรงที่ร่างกายนี้อ่อนแอเกินไปจึงทำได้แค่แอบกัดฟันแน่น พยายามฝืนร่างกายนั่งขัดสมาธิแล้วเริ่มนั่งสมาธิฝึกบำเพ็ญเพียรตามการชี้นำของวิชาพลังภายใน
ไม่ต้องเอ่ยถึงอย่างอื่น เปลี่ยนแปลงสถานการณ์ในตอนนี้ให้ได้ก่อน นึกถึงเมื่อครู่ที่เกือบถูกหญิงชราคนหนึ่งตีให้ตายทั้งเป็อีกครั้ง ความรู้สึกแบบนี้ช่างดูไร้ค่าและน่าน้อยใจอย่างอธิบายไม่ถูก นางไม่อยากประสบเป็ครั้งที่สองอีก
ดังนั้นนางต้องใช้เวลาที่มีทั้งหมดในการบำเพ็ญเพียร อย่างน้อยก็ต้องได้รับพลังในการเข้ามิติก่อน ดูว่ามิตินั้นเป็อย่างไรกันแน่
แต่ทว่าทางม่อเนี่ยนจือยังไม่เข้าที่เข้าทางดี ตรงประตูกลับมีเสียงที่คุ้นเคยและน่ารำคาญดังขึ้นอีกครั้ง
“เ้าพวกเด็กเวรสองคนนี้ปีกกล้าขาแข็งแล้ว ใครใช้ให้เ้าต้มโจ๊กข้าวชามใหญ่ขนาดนี้ เ้าทำงานให้ครอบครัวเท่าไรกัน ยังมีหน้ามากินโจ๊กข้าวอีกหรือ ข้าว่าพวกเ้าคงคันผิว อยากโดนดีแล้วสินะ!”
ม่อเนี่ยนจือลืมตาขึ้นมองผ่านขอบม่านก็เห็นหลี่จางซื่อแย่งชามจากมือหลี่เฉินพลางถลึงตาใส่สองพี่น้องอย่างดุร้ายก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป คำพูดกลับพูดใส่หลี่ซินที่นั่งอยู่ในห้อง
“ในเมื่อฟื้นแล้วก็อย่าเอาแต่นอนเป็ศพอยู่บนเตียง รีบไปทำงานให้ข้าซะ วันๆ รอให้คนแก่อย่างข้ามาคอยรับใช้เ้าหรือไง ก็ไม่กลัวจะอายุสั้นกันจังนะ!”
“ท่านย่า ซินเอ๋อร์ไม่ได้กินอะไรมาสองวันแล้ว ข้า...”
หลี่เฉินรีบสาวเท้าไปสองก้าวหมายจะตามให้ทัน แต่กลับถูกหลี่จางซื่อถลึงตาใส่จนต้องถอยกลับ “เ้าจะทำไม เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะจัดการเ้าไปด้วยเลย! วันๆ ไม่ทำงานแล้วจะมีข้าวกินรึ กินน้อยลงไม่ทำให้คนหิวตายหรอกน่ะ! ข้าไม่เชื่อว่าจะรักษาโรคี้เีของพวกเ้าไม่ได้!”
ว่าแล้วหลี่จางซื่อก็ถือชามพลางรีบสาวเท้ามุ่งไปทางเรือนหลัก ยังพอได้ยินนางเรียกจินเอ๋อร์ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอยู่รางๆ ใช้หัวแม่เท้าคิดก็รู้ว่านางยกโจ๊กข้าวไปให้อาเล็กกินแล้ว
หลี่เฉินถูกด่าจนหน้าแดงไปหมด อยากจะไปขวางไว้แต่ก็ไม่กล้า ยืนอยู่กับที่อย่างค่อนข้างจนปัญญา