สายลมยามสายโชยมาต้องผิวกายให้รู้สึกสดชื่น อากาศในนครอวิ๋นหลัวยามนี้กำลังพอเหมาะพอดี ไม่ร้อนระอุจนเกินไป และไม่หนาวเหน็บจนน่ารำคาญ
ณ หน้าจวนตระกูลเซี่ยอันใหญ่โตโอ่อ่า รถม้าคันงามตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยรสนิยมเทียบอยู่ตรงประตูใหญ่ พี่หญิงของเซี่ยหยางยืนส่งคุณชายซูสหายของน้องชายที่มาเยือน เซี่ยอวี้เหวินส่งรอยยิ้มอบอุ่นให้น้องชายและคุณชายซู “ขอให้พวกเ้าเดินทางโดยสวัสดิภาพ หากมีสิ่งใดจำเป็ต้องใช้ ก็ให้บอกคนของพวกเ้าได้เลย”
ซูเหวินจื่อโค้งคำนับคุณหนูใหญ่เซี่ยอวี้เหวินอย่างนอบน้อม ดวงตาคมคายคู่นั้นทอประกายสดใสยามที่มองไปยังดรุณีงามตรงหน้า เขายกมือขึ้นโบกให้นางอย่างเป็กันเองราวกับเป็น้องชายร่วมสายเื “ไม่ต้องเป็ห่วงขอรับคุณหนูใหญ่ ข้าจะดูแลเซี่ยหยางเป็อย่างดี แล้วจะนำเขากลับมาส่งถึงหน้าจวนอย่างปลอดภัยแน่นอนขอรับ”
เซี่ยอวี้เหวินได้แต่ยิ้มรับก่อนจะหันมาพยักหน้าให้เซี่ยหยางอย่างเงียบๆ พลันนึกถึงเื่ราววุ่นวายที่น้องชายต้องเผชิญในระยะนี้ นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสารและเห็นใจ แต่ในสายตานาง น้องชายของนางเปลี่ยนไปมาก จากคุณชายที่อ่อนแอและเก็บตัว บัดนี้เขากลับดูสุขุม และเด็ดเดี่ยวมากขึ้นเสียจนนางรู้สึกประหลาดใจ
เสิ่นอี้รับรู้ได้ถึงสายตาที่เป็ห่วงของพี่สาว เขาได้แต่ส่งยิ้มบางๆ ให้ “ข้าไปแล้วขอรับพี่หญิง” ก่อนจะหันมาเอ่ยกับซูเหวินจื่อ “ไปกันเถิด”
ทันทีที่ขึ้นนั่งบนรถม้า สารถีก็ควบม้าออกไปอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกอันเป็ที่ตั้งของจวนขุนนางชั้นสูงสองข้างทางล้วนเป็กำแพงอิฐสีเทาที่เรียงรายกันอย่างเป็ระเบียบ ทัศนียภาพอันคุ้นเคยของโลกในยุคโบราณปรากฏสู่สายตาของเสิ่นอี้อีกครั้ง แต่มันไม่ได้ทำให้เขารู้สึกตื่นเต้นเหมือนวันแรกๆ ที่มาแล้ว และเพราะความทรงจำของเซี่ยหยางก็ยังคงถูกปิดผนึกไว้ในส่วนลึกของจิตใจ ทำให้ทุกอย่างดูเหมือนใหม่ไปเสียหมด
ซูเหวินจื่อที่นั่งอยู่ตรงข้ามเซี่ยหยางไม่ได้สังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงภายในใจของสหาย เขาเริ่มเล่าเื่ต่างๆ ที่เกิดขึ้นนอกจวนให้สหายฟังอย่างร่าเริง ใบหน้าหล่อเหลาของเขาเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มอย่างไม่รู้เบื่อ “คุณชายเซี่ย เ้าไม่รู้หรอกว่าตอนที่เื่เ้าจมน้ำแพร่สะพัดไปในเมืองหลวงนั้น ผู้คนต่างลือกันว่าเ้าต้องมีดวงดาวแห่งหายนะติดตามตัวเป็แน่แท้” เขาพูดพลางหัวเราะร่วน “แต่พอข้าบอกว่าเ้าไม่ได้เป็อะไรแล้ว ทุกคนก็ทำหน้าประหลาดใจไปตามๆ กัน!”
เสิ่นอี้นั่งเอนกายอย่างสบายอารมณ์อยู่บนเบาะที่อ่อนนุ่ม ภายในใจอดไม่ได้ที่จะขบคิด 'ไม่คิดว่าความเผือกของคนสมัยโบราณก็ไม่ต่างจากคนจากโลกปัจจุบัน เื่ชาวบ้านนี้รู้ดีนัก' เขานั่งก่นด่าในใจอย่างไม่ใส่ใจกับคำพูดของสหายนัก
รถม้ายังคงแล่นไปตามถนนที่ปูด้วยหินก้อนใหญ่ๆ เป็จังหวะ การเดินทางใช้เวลาไม่นานนัก เมื่อรถม้าเริ่มชะลอความเร็วลง นั่นหมายความว่าพวกเขากำลังจะเข้าสู่ตรอกหงฮว่าซื่อแล้ว
เสียงโหวกเหวกที่ดังลอดเข้ามาจากด้านนอกทำให้เสิ่นอี้ต้องหันไปมอง ทันทีที่รถม้าหยุดสนิท เสี่ยวชุ่ยก็รีบลงจากรถและดึงบันไดไม้แกะสลักอย่างสวยงามออกมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้คุณชายทั้งสองลงจากรถม้า
ซูเหวินจื่อเป็คนแรกที่ก้าวลงไปจากรถ เขายืนรออยู่ด้านล่างด้วยรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะหันมามองเซี่ยหยางแล้วผายมือเชิญ “ถึงแล้วสหายรัก! ตรอกหงฮว่าซื่อ!”
เสิ่นอี้ก้าวลงจากรถช้าๆ ท่วงท่าองอาจสง่างามราวกับกำลังเดินลงมาจากบัลลังก์ของเหล่าเทพเซียน เขายืนอยู่บนทางลงบันได สายลมบางเบาที่พัดโชยมาต้องผ้าคาดผมสีอ่อนให้ปลิวไสวเล็กน้อย เผยให้เห็นเส้นผมสีดำสนิทที่ถูกมัดรวบไว้ด้านหลังอย่างหลวมๆ
ทันทีที่เขาก้าวลงมายืนบนพื้นถนนอย่างเต็มตัว ผู้คนในบริเวณนั้นที่กำลังเดินกันอย่างขวักไขว่ต่างหยุดชะงัก สายตามากมายทั้งของบุรุษและสตรีต่างจับจ้องมาที่เขาเป็ตาเดียว บุรุษหนุ่มรูปงามในอาภรณ์สีม่วงอ่อน ที่ตัดกับสีเหลืองทองของผ้าคาดเอว ใบหน้าขาวนวลผุดผ่องดุจหิมะในฤดูเหมันต์งดงามประหนึ่งเทพเซียนที่ก้าวลงมายังโลกมนุษย์ คิ้วโก่งเรียวรูปคันศร ขนตางอนยาวเป็แพ ดวงตาหวานฉ่ำทว่ากลับนิ่งสนิท ริมฝีปากอิ่มได้รูปที่เผยยิ้มบางๆ นั้นทำให้หัวใจของผู้คนที่พบเห็นแทบจะหยุดเต้นไปในทันที
สตรีดรุณีน้อยที่กำลังเดินเลือกซื้อเครื่องประดับอยู่ใกล้ๆ ต่างใช้พัดและแขนเสื้อป้องปากที่อมยิ้มของพวกนางเพื่อซ่อนเร้นความตื่นตะลึงในความงามของเขา ส่วนบุรุษหนุ่มน้อยผู้หนึ่งที่กำลังวิ่งเล่นอยู่ใกล้ๆ ก็ยืนนิ่งอึ้งตาค้างไปชั่วขณะ
ความงามของเซี่ยหยางส่งผลกระทบถึงขั้นที่นกตัวหนึ่งซึ่งกำลังบินอยู่ใกล้ๆ ยังต้องตกตะลึงจนบินไปชนเข้ากับเสาข้างทางจนร่วงหล่นลงมาที่พื้นในทันที
ซูเหวินจื่อที่ยืนดูเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ถึงกับต้องส่ายหน้าให้กับตัวเองอย่างขบขัน เขารู้ดีอยู่แล้วว่าเซี่ยหยางนั้นงดงามเพียงใด แต่ก็ไม่คิดว่าความงามนี้จะสร้างความวุ่นวายได้ถึงเพียงนี้
“เอาล่ะ! พวกเราเข้าไปข้างในกันเถิด” ซูเหวินจื่อรีบคว้าแขนของเซี่ยหยางไว้แล้วนำพาเขาเดินเข้าไปในตรอกหงฮว่าซื่อทันที ไม่เช่นนั้น พวกเขาคงจะกลายเป็จุดสนใจไปมากกว่านี้
ตรอกหงฮว่าซื่อ หรือตลาดบุปผาแดง แห่งนี้สมกับชื่อของมันจริงๆ เพราะสองข้างทางของตรอกเต็มไปด้วยดอกไม้นานาชนิดที่ถูกนำมาประดับประดาไว้ตามร้านค้าและอาคารต่างๆ ให้ความรู้สึกสดชื่นและมีชีวิตชีวา ร้านรวงต่างๆ ตกแต่งด้วยโคมไฟสีแดงและป้ายไม้แกะสลักอย่างงดงาม ผู้คนมากมายทั้งชาวบ้านทั่วไป พ่อค้าจากต่างเมือง หรือแม้แต่บัณฑิตหนุ่มต่างเดินกันอย่างคับคั่ง บ้างก็หยุดดูแผงหนังสือ บ้างก็เข้าไปเลือกซื้อเครื่องหอม เสียงะโเรียกลูกค้า เสียงบรรเลงกู่เจิ้งผสานผีผา และเสียงเจื้อยแจ้วของผู้คนผสมปนเปกันไปหมด
กลิ่นหอมของดอกไม้และเครื่องหอมนานาชนิดคละคลุ้งอยู่ในอากาศ แสงอาทิตย์ยามสายส่องลงมากระทบผืนหินอ่อนที่ใช้ปูพื้นในตรอก ทำให้เกิดประกายระยิบระยับไปทั่วบริเวณ ราวกับว่าเดินอยู่ในสรวง์ของเหล่าเซียน
“ที่นี่เป็สถานที่ที่รวบรวมร้านค้าที่ขายของหายากต่างๆ ไว้มากมาย ทั้งของเก่า ของใหม่ ของหายาก หรือแม้แต่ตำราที่ถูกห้ามเผยแพร่ก็หาได้จากที่นี่” ซูเหวินจื่อเริ่มอธิบายให้เซี่ยหยางฟังพลางพาเดินลึกเข้าไปในตรอก “เ้าดูทางขวามือนั่นสิ! นั่นเป็ร้านที่ขายจานฝนหมึกโบราณ”
ทันทีที่เขาพูดจบ เสิ่นอี้ก็หันไปมองยังร้านที่ว่านั้นอย่างไม่รีบร้อนนัก ภาพจานฝนหมึกโบราณที่ถูกวางเรียงรายอยู่บนชั้นไม้ทำให้เขารู้สึกเหมือนมีบางอย่างสั่นไหวอยู่ภายในใจ และทันใดนั้น...ความทรงจำของเซี่ยหยางก็ผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
ภาพของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังนั่งอยู่ในห้องศึกษา บนโต๊ะเบื้องหน้าของเขามีจานฝนหมึกสีดำสนิทวางอยู่ ใบหน้างามนั้นแสดงออกถึงความเบื่อหน่ายอย่างถึงที่สุด “ข้าไม่อยากเรียนหรอกท่านอาจารย์!” เสียงที่เคยสดใสในวันวานกล่าวออกมาอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าอยากจะไปเล่นกับเพื่อนๆ เสียมากกว่า!”
เสียงของอาจารย์ที่สอนตำราพันอักษรกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คุณชายใหญ่...การเขียนอักษรนั้นเป็พื้นฐานสำคัญของการเป็บัณฑิตผู้หนึ่งในภายภาคหน้า หากคุณชายไม่สนใจ ท่านจะไม่มีทางประสบความสำเร็จได้เลย”
เซี่ยหยางในความทรงจำทำเพียงแค่เบ้ปากอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะหันไปวาดภาพดอกไม้ลงบนแผ่นกระดาษขาวแทนการฝึกเขียนตัวอักษร
ภาพความทรงจำจบลงอย่างรวดเร็ว แต่ความรู้สึกอึดอัดและไม่ชอบใจที่เซี่ยหยางคนเก่ามีต่อการร่ำเรียนและจานฝนหมึกยังคงติดอยู่ในใจของเสิ่นอี้อย่างชัดเจน 'ช่างเป็ความทรงจำที่น่าสนใจ' เขาคิดในใจ 'ดูเหมือนว่าเ้าของร่างเดิมจะไม่ชอบอะไรที่เกี่ยวข้องกับการเป็ 'บุรุษ' เลยแม้แต่น้อยสินะ'
“เป็อย่างไรบ้าง?” ซูเหวินจื่อหันมาถามด้วยรอยยิ้ม “เ้าสนใจหรือไม่? เข้าไปดูด้านในก่อนก็ได้”
เสิ่นอี้ส่ายหน้าเบาๆ “ยังไม่ถูกใจข้า” เขากล่าวออกมาเรียบๆ “ข้าว่าเราไปดูที่ร้านอื่นก่อนดีกว่า”
ซูเหวินจื่อพยักหน้าอย่างเข้าใจแล้วพาเดินต่อไปยังอีกร้านที่ขายเครื่องหอมซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากร้านแรกนัก
“ร้านนี้เป็ที่เลื่องลือเื่เครื่องหอมจากต่างแดน” ซูเหวินจื่อกล่าวอย่างตื่นเต้น “ว่ากันว่าฮูหยินฉินก็เป็ลูกค้าประจำของร้านนี้”
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในร้าน กลิ่นหอมอันเย้ายวนของกำยานและเครื่องหอมนานาชนิดก็ตีเข้าจมูกในทันที ความทรงจำของเซี่ยหยางก็ผุดขึ้นมาในสมองอีกครั้ง
ภาพของเขาในวัยเด็กที่กำลังแอบดูมารดากำลังเลือกเครื่องหอมในร้านนี้ ดวงตาของเขาเป็ประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็นในของสวยๆ งามๆ แต่ก็ต้องถูกพี่หญิงใหญ่ กล่าวตำหนิด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เสี่ยวหยาง เ้ามาทำอะไรที่นี่? สถานที่แบบนี้ไม่ใช่ที่ที่บุรุษชาตรีจะเข้ามา!”
ภาพความทรงจำจบลงอย่างรวดเร็วพร้อมกับความรู้สึกไม่ชอบใจที่ประดังเข้ามาในใจของเสิ่นอี้อีกครั้ง 'เื่ที่เกี่ยวกับของสวยๆงามๆของสตรี...เป็เื่ที่เซี่ยหยางคนเก่าชื่นชอบสินะ' เขาคิดในใจอย่างขบขันเล็กน้อย
เสิ่นอี้กวาดสายตามองไปรอบๆ ร้าน เขารู้สึกว่ากลิ่นเครื่องหอมเหล่านี้ช่างน่าเวียนหัวจนเกินไป จนเขาเกือบจะพ่นลมหายใจออกมาอย่างรำคาญใจ แต่เมื่อหันไปมองซูเหวินจื่อ เขากลับเห็นว่าดวงตาของสหายเปล่งประกายด้วยความสนใจในเครื่องหอมที่วางเรียงรายอยู่เต็มไปหมด
“ซูเหวินจื่อ...เ้าชอบเครื่องหอมพวกนี้หรือ?” เสิ่นอี้เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
ซูเหวินจื่อหันมาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม “แน่นอนสิ! หากข้ามีโอกาสได้แต่งงานกับหญิงที่รัก ข้าจะซื้อเครื่องหอมจากร้านนี้ให้นางทุกปีเลย” เขาตอบอย่างตรงไปตรงมาจนทำให้เสิ่นอี้ต้องเบ้ปากเล็กน้อย แต่แล้วความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขา
'เื่ของขวัญ...ก็ยังพอจะหาได้อยู่' เขากล่าวในใจ 'แต่เื่การขอขมา...คงจะต้องใช้ความพยายามมากกว่านี้'
“เราไปหาซื้อของขวัญที่ร้านอื่นดีกว่า” เสิ่นอี้กล่าวออกมาอย่างเรียบๆ “ข้าว่าของในร้านนี้ยังไม่ดีพอสำหรับฮูหยินฉินหรอก” เขาตัดสินใจอย่างรวดเร็วแล้วเดินนำซูเหวินจื่อออกจากร้านไปโดยไม่รั้งรอ
แต่ขณะที่กำลังจะเดินพ้นประตูร้านนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นข้างหลัง “คุณชายเซี่ย! ได้โปรดรอก่อน!”
เซิ่นอี้หันหลังกลับไปตามเสียงเรียก เขามองเห็นบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังเดินถือกล่องไม้เล็กๆ กล่องหนึ่งมาให้เขา
“นี่คือเครื่องหอมที่คุณหนูใหญ่เซี่ยสั่งไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว” บุรุษผู้นั้นกล่าว “คุณหนูกำชับให้มอบให้กับคุณชายเซี่ยเป็การพิเศษขอรับ”
เสิ่นอี้ขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมพี่หญิงถึงต้องสั่งของเอาไว้ให้เขาเป็การพิเศษ แต่เขาก็รับกล่องนั้นมาอย่างไม่คิดอะไรมากนัก
ทันทีที่มือของเขาแตะกับกล่องไม้ใบนั้น ความทรงจำอีกอย่างหนึ่งของเซี่ยหยางก็ผุดขึ้นมาในหัวของเขาอย่างรวดเร็ว
ภาพของพี่หญิงที่กำลังลูบใบหน้าของเซี่ยหยางอย่างอ่อนโยนในวัยเยาว์ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความเห็นใจ “เ้าเป็น้องชายผู้น่าสงสารของข้า...ทำไมเ้าถึงต้องเป็เช่นนี้” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เ็ป “พี่หญิงจะช่วยให้เ้าได้พบกับความสุขที่เ้าปรารถนา พี่จะเก็บเื่ราวของเสี่ยวหยางเป็ความลับระหว่างเราสองคน”
ภาพความทรงจำจบลงอย่างรวดเร็วเช่นเดิม แต่ความรู้สึกที่ทิ้งเอาไว้ในใจของเสิ่นอี้ คือความกระจ่างชัด 'พี่หญิงรู้อยู่แล้วว่าเซี่ยหยางคนเก่าไม่ใช่บุรุษแท้ ?'
เขาได้แต่ส่ายหน้าทอดถอนใจให้กับตัวเองก่อนจะกล่าวขอบคุณบุรุษผู้นั้นอย่างเรียบๆ แล้วนำกล่องของขวัญไปไว้ในรถม้า
ขณะที่เดินกลับมาที่ซูเหวินจื่อ เขาก็เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังมองมาที่เขาด้วยสีหน้าสงสัย
“มีอะไรรึ? ทำไมเ้าถึงทำหน้าเช่นนั้น?” ซูเหวินจื่อเอ่ยถาม
เสิ่นอี้ส่ายหน้าเบาๆ “ไม่มีอะไร” เขาตอบก่อนจะเดินนำต่อไปยังร้านขายเครื่องลายครามที่ตั้งอยู่ไม่ไกลนัก “ข้าว่า...เราไปที่ร้านนั้นดีกว่า”
ในที่สุด พวกเขาก็ได้ของที่้าจากร้านสุดท้าย
เซี่ยหยางเลือกจานฝนหมึกจากหินต้วนสีม่วงเข้มมาเป็ของขวัญให้ท่านเสนาบดีฉิน ส่วนของขวัญสำหรับฮูหยินฉิน เขาเลือกเป็น้ำมันหอมจากตะวันตก ซึ่งเป็ของที่หาได้ยากและมีราคาแพง
เมื่อเลือกซื้อของเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองก็เดินออกมาจากตรอกหงฮว่าซื่อด้วยรอยยิ้มแห่งความพึงพอใจ
“ขอบคุณท่านมากนะขอรับพี่ซู” เสิ่นอี้เอ่ยอย่างจริงใจ “หากไม่ได้ท่านช่วย ข้าก็คงไม่สามารถหาของขวัญที่ถูกใจได้เลย”
ซูเหวินจื่อตบบ่าของสหายเบาๆ “อย่าได้พูดเช่นนั้นเลย สหายมีทุกข์ ข้าก็ต้องช่วย” เขากล่าว “เ้าเป็สหายเพียงคนเดียวที่เข้าใจข้า...เพราะเราเหมือนกัน”
เสิ่นอี้ได้แต่ยิ้มบางๆ ให้กับคำพูดของสหาย 'เหมือนกันงั้นหรือ?' เขาคิดในใจ 'ไม่รู้ว่าเ้าหมายถึงอะไรกันแน่'
แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก เพราะเขาเชื่อว่าในไม่ช้า...เขาก็จะได้รู้ความจริงทั้งหมด