ซูหลิงอินพยายามทำความเข้าใจ มันก็จริง ใครจะชอบถูกข่มเหงกันล่ะ
แต่จะว่าไป หอยสังข์นี่อันเหลิ่งให้เขามาราวสิบกว่าปีก่อน นานขนาดนี้แล้วกลับยังทำให้อวี้เคอหวั่นเกรงอย่างง่ายดาย ก็ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงความไม่ธรรมดาของอันเหลิ่ง
หากว่า…
หากทำให้อันเหลิ่งเชื่อฟังเขาได้จริงๆ…
ซูหลิงอินเม้มปาก ั์ตาหวานดุจดอกท้อหรี่ลงเล็กน้อย เปี่ยมไปด้วยเลศนัยครึ้มหม่น
หลายวันต่อมา ซูหลิงอินก็ไปเป่าหอยสังข์ขอนนั้นที่ริมทะเลทุกหนึ่งถึงสองวัน เขาไม่ได้ทำอะไร เพียงอยากเห็นว่าอันเหลิ่งจะมีความอดทนแค่ไหน
เื่นี้มีผลต่อการตัดสินใจสุดท้ายในข้อแลกเปลี่ยนนี้ของเขา
เห็นได้ชัดว่าสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญา ไม่ว่าจะทำอะไรล้วนต้องมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง
แม้จะต้องสละทรัพย์สินเงินทองเพื่อความรู้สึกหรือคุณธรรมบางอย่างที่ดูได้ไม่คุ้มเสีย ทว่าแท้จริงกลับได้กำไรทางจิตใจอยู่ดี
หากเขาไม่เคยตอบรับอันเหลิ่งเลยล่ะ
แค่ให้อันเหลิ่งส่งเขาไปพักผ่อนหย่อนใจในเขตทะเลที่มีทัศนียภาพสวยงามที่สุดทุกครั้ง ให้อันเหลิ่งคอยเฝ้ามองเขาจากที่ไกลๆ โดยไม่ให้เข้าใกล้
ไม่ช้าก็เร็วย่อมต้องมีวันที่โอดครวญกันบ้างละ อันเหลิ่ง
แต่ไม่เป็ไร ไม่นานเขาจะเข้าใจและได้กุมจุดอ่อน เป็ฝ่ายคุมเชิงของเกมนี้
ถึงจะมีกลอุบายที่เรียกว่าแสร้งปล่อยเพื่อจับ แต่ความห่างเหินและการปฏิเสธอย่างชัดเจน ตามหลักแล้วไม่มีทางทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด นอกเสียจากเ้าตัวจะตกหลุมพรางั้แ่แรก ซ้ำยังตกหลุมรักอย่างเต็มใจไม่คิดผันแปร จึงไม่ยอมรับความจริง หาข้ออ้างหลอกตัวเองต่อไป
ทว่าเบื้องหน้าซูหลิงอินคือเงือกตนหนึ่ง
ซ้ำยังเป็เงือกระดับโบราณกาล
เป็ไปได้อย่างไร
นั่นเป็เทพนิยายที่มีแต่เด็กๆ เท่านั้นที่จะเชื่อ…
ทว่าสุดท้ายผลลัพธ์กลับผิดจากที่ซูหลิงอินคาดหมาย
เขายังไม่รีบร้อนจัดการตระกูลซู จึงเล่นเกม ‘ใครมีความอดทนมากกว่ากัน’ กับอันเหลิ่งมากว่าครึ่งปี
แม้ว่าเวลาครึ่งปียังไม่ถึงเศษเสี้ยวอายุขัยของเผ่าต่างอย่างเงือก แต่กระนั้นลำพังแค่เรียกให้มาก็ต้องมา บอกให้ไปก็ต้องไปราวกับทาสนั้นยังแฝงความเหยียดหยามไว้ด้วย
อันเหลิ่งกลับมาปรากฏตัวอยู่ข้างกายเขาอย่างเสมอต้นเสมอปลาย…ในชั่วพริบตาที่หอยสังข์ส่งเสียงกังวานไปไกลโพ้น
เพื่ออะไรกัน…
ซูหลิงอินนั่งอยู่บนโขดหินกลางทะเล หลังเงียบอยู่นานก็กวักมือเรียกอันเหลิ่ง
อันเหลิ่งดำลงทะเล พริบตาเดียวก็โผล่พ้นผิวน้ำบริเวณโขดหิน
ซูหลิงอินค้อมตัว มือหนึ่งค้ำอยู่บนโขดหิน อีกมือยื่นไปหาอันเหลิ่ง ปลายนิ้วััใบหน้าด้านข้างของเขา สุดท้ายนิ้วทั้งห้าก็แทรกเข้าไปตามเส้นผมสีเงินยวง
อันเหลิ่งเอียงคอจุมพิตข้อมือซูหลิงอิน
กระดูกข้อมืออันได้รูปชัดเจน เป็โครงสร้างน่ามองตามฉบับกระดูกคนรูปงาม ทว่าเรียวเล็กจนเกินไป
ซูหลิงอินเขยิบเข้าไปใกล้เรื่อยๆ โดยทันไม่รู้ตัว ทั้งคู่อยู่ห่างกันไม่ถึงสิบเิเ
ช่างเป็ระยะห่างที่วาบหวาม
ซูหลิงอินหลุบตาลง ริมฝีปากเกือบจะประทับบนใบหูแหลมกึ่งโปร่งแสงของอันเหลิ่ง ลมหายใจอุ่นร้อนลามลวกผิว น้ำเสียงที่เอ่ยเย้ายวนอย่างแฝงความรู้สึก “นายอยากมีอะไรกับฉันใช่ไหม ฉันจะยอมให้นายมีอะไรด้วย แต่นายต้องเป็หุ่นเชิดพันธะของฉันเป็เวลาหนึ่งปี คิดว่าอย่างไร”
อันเหลิ่งจ้องมองเขาเงียบๆ ั์ตาสีน้ำเงินลุ่มลึกทอประกายสับสนคลุมเครือ ประหนึ่งมหาสมุทรที่โอบล้อมสรรพสิ่งทั้งโลกหล้าเอาไว้ แสงสว่างและความมืดมิดไม่ได้แบ่งแยกชัดเจน
ซูหลิงอินรออยู่พักใหญ่ก็ยังไม่ได้รับคำตอบจากอันเหลิ่ง เข้าใจว่าเขาคงปฏิเสธข้อแลกเปลี่ยนนี้ จึงมีสีหน้าเ็าลง ทำท่าจะถอยกลับเพื่อยืดระยะห่างของทั้งคู่
กลับคิดไม่ถึงว่าทันทีที่ซูหลิงอินทำท่าจะผละออก อันเหลิ่งก็ยื่นครีบมือเข้ามาเกี่ยวรัดท้ายทอยซูหลิงอิน เอนหลังทิ้งตัวลง ออกแรงเพียงเล็กน้อยก็ดึงซูหลิงอินลงน้ำไปด้วย
“สัญญา”
เสี้ยววินาทีที่ซูหลิงอินจมลงในน้ำ ฟองอากาศั์ใหญ่พลันห่อหุ้มทั้งอันเหลิ่งและซูหลิงอินไว้ด้วยกัน ขวางกั้นไม่ให้น้ำทะเลเข้ามารบกวน
อันเหลิ่งโถมตัวมาจุมพิตริมฝีปากซูหลิงอินอย่างดุดัน รุกรานอีกฝ่ายหมายจะ
ั์ตาลุ่มลึกมาตลอดของเขาอาบย้อมด้วยสีสันแห่งความคลุ้มคลั่ง ปะทุออกมาทั้งหมดในจูบนี้ ราวกับเป็หายนะจากความอัดอั้นที่ไม่ได้พบเจอกันตลอดหลายปี
และการพบกันอีกครั้งหลังผ่าน่เวลายาวนาน เขานั้นยังอาลัยอาวรณ์ แต่อีกฝ่ายกลับมองเขาเป็เพียงทิวทัศน์ที่ผ่านเลยไป จะไม่ให้เขาเจ็บใจอย่างไรไหว เขาจะยอมปล่อยมือแต่โดยดีได้อย่างไร
หางมัจฉามหึมาของอันเหลิ่งเกี่ยวรัด่เอวและท้องน้อยของซูหลิงอิน เกล็ดที่เรียงรายทอประกายสีฟ้าอมม่วงน่าหลงใหลใต้ท้องทะเล
เขาพันธนาการซูหลิงอินไว้ในอ้อมกอด จุมพิตอันยาวนานนี้ได้เปิดเผยสันดานดิบออกมาทั้งหมด พยายาม่ชิงอากาศรอบตัวซูหลิงอินเฉกเช่นนักล่า สอดปลายลิ้นเข้าไปลิ้มชิมความหอมหวานในโพรงปากของอีกฝ่าย
ประกายความคลุ้มคลั่งในแววตาอันเหลิ่งทวีความรุนแรง คล้ายว่าใกล้จะควบคุมตัวเองไม่ได้เต็มที