บทที่14ฟ้าไร้ใจ คนไร้เมตตา
ฮุ่ยจวินใช้ออกด้วยวิชาตัวเบาราวกับเหยียบอยู่บนเมฆหมอกเพียงชั่วพริบตาเดียวมันก็ไปหยุดอยู่ที่หญ้ากอนั้นจนได้ เมื่อไปถึงชายหนุ่มก็เอื้อมมือลงไปที่หญ้ากอนั้นทันทีแต่แล้วต้นไม้ ใบหญ้า เศษหิน รวมถึงซากสัตว์เ่าั้ก็พลันเอนลู่อีกครั้ง ส่งผลให้ฮุ่ยจวินต้องรั้งสมาธิมาจากกอหญ้าจับจ้องไปที่บริเวณโดยรอบเช่นเดียวกับฮุ่ยไป๋ทั้งสองคนเพียงมีสมาธิอยู่กับทุกสรรพสิ่งบนกระดานหมากที่ก่อเกิดจากธรรมชาติเท่านั้นจนกระทั่งพวกมันเห็นหินก้อนหนึ่งค่อยๆ เปลี่ยนที่อย่างแเี ฮุ่ยจวินก็เคลื่อนกายต่อเนื่องเพื่อไปอยู่ในจุดบอดของมันทันที
เช่นนั้นหัวคิ้วของบุรุษชราที่อยู่ภายในกระท่อมต้องถึงคราวขมวดมุ่นเป็ปมเสมอมาคนทั้งสองมิได้อยู่ในสายตามันแท้ๆ ทว่าปัญญาและไหวพริบที่ซ่อนเร้นของพวกมันกลับสูงส่งจนน่าใจหายเมื่อผู้มีปัญญาพานพบกับผู้มีปัญญาก็เสมือนว่าได้เจอกับคู่มือตัวฉกาจ เช่นนั้นมันจึงวางหมากบนกระดานอย่างซับซ้อนและแฝงไว้ด้วยค่ายกลที่มากกว่าเดิมด้วยความซับซ้อนขนาดนี้ต่อให้เป็ธรรมบาลแห่งปัญญาของนิกายเทวะวจนะมาเองก็ยังมิแน่ว่าจะทำลายได้โดยง่าย
แต่ทว่าบุรุษชรามันเป็ต้องตะลึงงันอีกครั้งเพราะบุรุษหนุ่มและเด็กหญิงที่ส่งเสียงประสานบอกกันไปมา กลับเดินฝ่าจุดบอดบนกระดานค่ายกลของมันได้อย่างแยบคายและไม่ผิดพลาดแม้เพียงก้าว!
เมื่อเป็เช่นนี้บุรุษชราถึงกับหยุดวางหมากปล่อยให้บุรุษหนุ่มผู้นั้นถอนกอหญ้าขึ้น เพียงฮุ่ยจวินดึงกอหญ้า มันก็รู้สึกว่าโลกกำลังหมุนโคลงเคลงราวกับเรือที่ลอยร่องฝ่าคลื่นธาราม่านหมอกปกคลุมหนาแน่นยิ่งขึ้น แต่พอผ่านม่านหมอกตรงหน้าไปก็ปรากฏกระท่อมหลังหนึ่งที่มิใช่กระท่อมอันลวงตาดั่งเช่นที่ผ่านมาแล้ว
ฮุ่ยจวินกอดกำชับฮุ่ยไป๋ด้วยความยินดีถึงที่สุดตลอดระยะเวลากว่าเก้าปีที่มันตามหาร่องรอยของเทพดาเร้นกาย ตลอดเก้าปีที่แสนยากลำบากและบีบรัดจิตใจวันนี้มันนับว่าได้เดินทางฝ่าความมืดและความสิ้นหวังจนมาเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้ว
ชั่วขณะที่ทั้งสองกำลังโอบกอดด้วยความปลาบปลื้มยินดีเสียงอันแก่ชราก็ดังมาจากภายในกระท่อม
“มิทราบว่าเป็บัณฑิตผู้มีปัญญาเลิศล้ำจากค่ายพรรคใดมาเยี่ยมเยียนข้า"
ฮุ่ยจวินได้สติรีบพาฮุ่ยไป๋ค่อมกายประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมจนศีรษะแทบจะจรดพื้น
“ผู้เยาว์และน้องสาวมิใช่บัณฑิตจากค่ายพรรคใดเป็เพียงคนจากสำนักคุ้มภัยเมืองต้าหยางเท่านั้น"
ได้ฟังคำกล่าวบุรุษชรายิ่งขมวดคิ้วมุ่นมันมีสติปัญญาเลิศล้ำถึงเพียงนั้นจะมิใช่ผู้ฝึกตนในมหาวิถีวจนะแห่งปัญญาได้อย่างไรเช่นนั้นมันจึงเคลื่อนกายออกมาจากกระท่อม สองนิ้วจี้ใส่หน้าผากของฮุ่ยจวิน จนถึงตอนนี้ฮุ่ยจวินค่อยรู้สึกตัวว่าพื้นใต้เท้าของตนมีลักษณะเหนียวหนืดทั้งที่เป็ดินแข็งทำให้มันรู้ตัวว่าติดกับค่ายกลหน้ากระท่อมหลังนี้แล้ว ดังนั้นสองนิ้วที่จี้มาของบุรุษชาายหนุ่มจึงมิอาจหนีพ้น
สองดรรชนีอันเหี่ยวย่นจี้เข้าใส่หน้าผากของฮุ่ยจวินทว่าสองดรรชนีนี้มิใช่สองดรรชนีเพื่อการโจมตี แต่เป็สองดรรชนีเพื่อการตรวจสอบ
“ผู้าุโท่านทำอะไรข้า"
บุรุษชราเงียบงันมิว่ากล่าวมันจี้ดรรชนีทั้งสองอยู่เนิ่นนาน หัวคิ้วที่ขมวดแน่นอยู่แล้วก็ขมวดแน่นเป็การใหญ่ปากกล่าวขึ้น
“เป็ไปไม่ได้…จุดชีพจรลมปราณพิเศษทั้งสี่ล้วนตีบตันทั้งหมด ทั้งยังหนาทึบกว่าคนธรรมดาทั่วไปด้วยซ้ำไม่มีจุดชีพจรลมปราณพิเศษเปิดที่จุดเฉียนเอ๋อ (กึ่งกลางหน้าผาก)ย่อมไม่สามารถฝึกมหาวิถีวจนะปัญญาได้ เมื่อไม่ได้ฝึกมหาวิถีวจนะปัญญาย่อมมิใช่บัณฑิตเมื่อไม่ใช่บัณฑิตแล้วเ้ามีปัญญาที่เลิศล้ำเช่นนี้ได้อย่างไร!”
ฮุ่ยจวินกล่าวว่า
“เื่นั้นข้าเองก็มิทราบแต่เื่ที่ข้าบอกแน่นอนว่ามิได้โกหกท่าน ข้าเพียงเป็คนธรรมดาที่อยู่สำนักคุ้มภัยถูกคนเ่าั้หลอกว่าจ้างให้มาเป็ตัวตายตัวแทนของค่ายกลที่อยู่ช่องเขาเถาิซาน"
บุรุษชราเข้าใจเื่ราวที่มันเคยเฝ้าสงสัยขึ้นมาทันที
“ที่แท้คนพวกนั้นก็หาทางแก้ไขค่ายกลของข้าจนได้ใช้คนธรรมดาเพื่อที่จะไม่ถูกพันธนาการรึ….”
ก่อนที่มันจะพินิจมองฮุ่ยจวินด้วยความเหลือเชื่ออีกรอบ
“แล้วพวกเ้า้าอะไรถึงได้ฝ่าค่ายกลเข้ามาหาข้า”
ฮุ่ยจวินพาฮุ่ยไป๋ทิ้งเข่าลงตรงหน้าของบุรุษชราพร้อมประสานมือขึ้นอีกรอบ
“น้องสาวของผู้เยาว์โชคร้ายถูกพิษเล่นงานั้แ่ทารกทั่วปฐีนี้มีแต่ท่านผู้เดียวที่จะรักษานางได้ ได้โปรดเมตตานางด้วย หากท่าน้าสิ่งใดตอบแทนและถ้าสิ่งนั้นไม่ยากเกินความสามารถ ข้าฮุ่ยจวินผู้นี้จะกระทำเพื่อตอบแทนโดยไม่ปริปากบ่น”
บุรุษชราพินิจมองฮุ่ยไป๋เพียงปราดเดียวก็รับรู้ว่านางถูกพิษร้ายสะสมมาเนิ่นนานและก็พอดูออกว่านางถูกพิษร้ายชนิดใด มันรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อยที่เด็กหญิงซึ่งบอบบางนางนี้กลับทานทนต่อพิษได้นานถึงเพียงนั้นมันพินิจมองอยู่ครู่หนึ่ง ในใจก็หวนนึกถึงบุรุษที่บังเอิญผ่านค่ายกลของตนผู้นั้นก่อนครุ่นคิด
“ทำไมข้าถึงเจอแต่คนที่ถูกพิษกลืนชีพมาด้วยนะบุรุษนั่นที่ถูกพิษชนิดนี้มา ก็นำพาความวุ่นวายมาสู่ข้า นางหนูน้อยคนนี้ก็ถูกพิษชนิดเดียวกันคงมิวายนำความเดือดร้อนมาอีกเป็แน่"
คิดเช่นนั้นมันจึงกล่าวขึ้น
“เ้ามุ่งมาหาข้าเช่นนี้ย่อมล่วงรู้ฐานะข้า"
ฮุ่ยจวินกล่าวว่า
“ปฐีแม้ปรากฏยอดฝีมือมากมายแต่ทว่าปรากฏแพทย์อันดับหนึ่งเพียงผู้เดียว ซึ่งนั่นก็คือเทพดาเร้นกาย ตั้วซุนหง ข้าย่อมจดจำมิลืมเลือน”
บุรุษชราผู้นี้ก็คือเทพดาเร้นกายตั้วซุนหง แพทย์อันดับหนึ่งบนผืนปฐี ผู้ที่มิเคยรักษาโรคอันใดแล้วไม่หาย
“เมื่อรู้จักข้าดีเช่นนี้ย่อมรู้ว่าข้ารับรักษาเฉพาะคนที่มีวาสนาและถูกชะตา”
หยุดเล็กน้อย ก่อนที่มันจะพินิจมองฮุ่ยไป๋อีกครา
“พวกเ้านับว่ามีวาสนาและข้าก็รู้สึกถูกชะตาต่อเ้า"
ฮุ่ยจวินบังเกิดความหวังขึ้นมาทันทีทว่าวาจาประโยคถัดไปของตั้วซุนหงทำให้มันจิตใจหล่นวูบเย็นเยียบราวกับเผชิญอยู่ในหล่มน้ำแข็งพันปี
“แต่ข้าไม่ถูกชะตากับเด็กหญิงผู้นี้แม้เพียงนิด"
ฮุ่ยจวินรีบโขกศีรษะลงยังผืนปฐีอย่างรุนแรง
“ผู้าุโโปรดเมตตานางด้วยท่านจะใช้งานข้าต่างม้าต่างลาข้าก็ยอมทั้งสิ้น ได้โปรด ได้โปรด”
“ข้าจะใช้งานเ้ารึอย่างเ้าจะทำคุณประโยชน์อันใดแก่ข้าได้ กลับไปเถอะ โชคชะตาของเด็กหญิงผู้นี้อยู่มาถึงสิบปีก็มากพอแล้ว"
ฮุ่ยจวินยังคงโขกศีรษะอย่างรุนแรงจนโลหิตไหลซึม
“ผู้าุโมีจิตใจเปรียบดั่งมหาสมุทรได้โปรดมอบประกายความหวังให้แก่นางเล็กน้อย เล็กน้อยก็ยังดี"
เสียงคำกล่าวสุดท้ายเจือด้วยน้ำเสียงสะอื้นทำให้ฮุ่ยไป๋รู้สึกเ็ปจิตใจ นางถูกปฏิเสธไม่รักษา นางยังไม่เ็ปเท่ากับเห็นความเ็ปใจของบุรุษตรงหน้า
ตั้วซุนหงหันกลับมามองชายหนุ่ม
“ข้ารู้สึกถูกชะตากับเ้าาแอันสาหัสบนกายเ้าข้าช่วยรักษาให้ได้"
“ผู้เยาว์ขอแลกเปลี่ยนน้ำใจของผู้าุโในครั้งนี้ให้แก่นางได้หรือไม่”
“ทั้งที่แผลนั่นทำให้เ้าตายได้"
ฮุ่ยจวินทอดสายตาอันเด็ดเดี่ยว
“หนึ่งชีวิตข้าขอแลกกับหนึ่งชีวิตนางได้โปรด"
ด้านฮุ่ยไป๋พอได้ยินแพทย์ผู้ใจร้ายตรงหน้ากล่าวถึงอาการของฮุ่ยจวินก็บังเกิดความแตกตื่นใ
“อาการของมันสาหัสขนาดนั้นเชียวหรอ"
“ถูกพลังคมดาบจันทร์เสี้ยวจากค่ายกลจันทร์เสี้ยวขังชีพจรหากไม่รีบรักษาอย่างถูกวิถี แผลจะค่อยๆ ลามเลียกัดกินกายมันจนคนทนพิษาแไม่ไหวตกตายในที่สุด"
ถึงคราวที่ฮุ่ยไป๋คุกเข่าโขกศีรษะอย่างรุนแรง
“ได้โปรดรักษามันด้วย"
ตั้วซุนหงลูบเครา
“ข้าก็ยินยอมรักษามันเพียงผู้เดียวอยู่แล้ว"
ฮุ่ยจวินส่ายศีรษะ
“ไม่ ผู้าุโได้โปรดรักษานาง”
ฮุ่ยไป๋ก็ส่ายศีรษะ
“ไม่ ได้โปรดรักษามัน"
ทั้งสองยังคงคุกเข่าอ้อนวอนให้เทพดาเร้นกายรักษาอีกฝ่ายโดยที่ไม่นึกถึงชีวิตของตนเองทว่าเทพดาเร้นกายหากไม่ถูกชะตาแม้เห็นคนตายอยู่ตรงหน้าก็ไม่ช่วย นี่นับเป็สิ่งที่มันยึดถือมาโดยตลอดคำอ้อนวอน คำสาปแช่ง คำด่าทอมากมายมันก็เคยประสบมาทั้งสิ้น ดังนั้นมันจึงมิได้ใจอ่อนหรือมอบประกายความหวังให้แก่สองชีวิตที่กำลังจมดิ่งในห้วงแห่งความสิ้นหวังแม้เพียงนิด
“หากใครขอให้ข้าทำสิ่งใดข้าก็ต้องทำอย่างนั้นหรือแล้วไปเถอะ เสียเวลาการศึกษาตำราแพทย์ของข้า ถือซะว่าพวกเราไม่เคยมีวาสนาต่อกันก็แล้วกัน"
กล่าวจบมันก็ก้าวเดินเข้าสู่กระท่อมหลังนั้นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ของฮุ่ยจวินพลันมลายหายไป เห็นเพียงแสงเทียนที่ใกล้ดับมอดท่ามกลางสายฝนเต็มทีจิตใจก็คล้ายจมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความผิดหวังถึงขีดสุด ฮุ่ยไป๋เงยหน้าขึ้น เสมอมานางไม่เคยเกลียดชังผู้ใดมาก่อนทว่าคนอย่างตั้วซุนหงกลับทำให้นางรู้สึกเกลียดชังเป็ที่สุด นางได้แต่มองกระท่อมหลังนั้นอย่างหยามเหยียดสมองก็ครุ่นคิดว่า นี่น่ะหรือคนที่เรียกตัวเองว่าแพทย์ นี่น่ะหรือผู้ที่มีพลังอำนาจคนที่อยู่จุดสูงสุดเหล่านี้ หรือมันคงมองเห็นคนที่ทุกข์ยากเป็เพียงเศษเถ้าธุลีดินกองหนึ่ง!
ฮุ่ยไป๋กัดฟันพร้อมกำหมัดแน่นนางมิได้เกลียดชังตั้วซุนหงที่ไม่ยอมรักษานาง แต่นางเกลียดชังตั้วซุนหงที่ทำให้ฮุ่ยจวินตกอยู่ในห้วงแห่งความผิดหวังที่จมดิ่งเช่นนี้!
ฮุ่ยไป๋โอบกอดแผ่นหลังของฮุ่ยจวินแลร่ำไห้ด้วยความเหลืออดในโชคชะตาฟ้าลิขิตนี้
“พี่ฮุ่ยจวินพวกเรากลับบ้านกันเถอะ"
“ไม่ ข้าจะคุกเข่าอยู่ที่นี่จนกว่าผู้าุโจะเห็นใจ"
“เช่นนั้นข้าก็จะคุกเข่าเป็เพื่อนท่าน"
ฮุ่ยจวินคิดหักห้ามแต่ภายใต้น้ำตาหยาดนั้นมีแววตาแห่งความเด็ดเดี่ยวดื้อรั้นแฝงอยู่ มันจึงรู้ว่ามิอาจห้ามนางได้
หลายวันพ้นผ่านทั้งสองยังคงนั่งคุกเข่าอยู่หน้ากระท่อมหลังนั้นไม่ไปไหนคนภายในกระท่อมก็หาได้แยแสสนใจพวกมันไม่ อาการาเ็ของฮุ่ยจวินยิ่งนานวันก็ยิ่งสาหัสเด่นชัดแม้มันจะฝืนทำตัวเหมือนไม่มีอะไร แต่ลักษณะของมันตอนนี้ดูซูบซีดราวกับคนตายก็มิปาน
ฮุ่ยจวินดูว่าสาหัสแล้วแต่ฮุ่ยไป๋นับวันพิษยิ่งกำเริบหนัก เวลาสิบปีใกล้เข้ามาในทุกขณะ อาการจึงแสดงออกมาอย่างหนักหน่วงแต่เด็กหญิงผู้นี้ช่างอดทนนัก มีจิตใจที่เข้มแข็งเกินเด็กวัยเก้าขวบทั่วไป นางฝืนข่มกลั้นอาการมิให้ฮุ่ยจวินสังเกตุเห็นจนบางครั้งที่นางหลุดไอออกมาแค่กะแอ้มเดียว โลหิตสีคล้ำก็ไหลซึมออกมาเต็มมุมปาก!
ทั้งสองล้วนมีอาการไม่สู้ดีเวลายิ่งหดสั้น จิตใจก็ยิ่งบีบรัด คำอ้อนวอนขอร้องของฮุ่ยจวินเริ่มแหบแห้งลงไปเรื่อยๆสีหน้าก็ซีดสลดลงไปในทุกที จนมันมิอาจทนคุกเข่าต่อไปได้ไหว ร่างส่ายโงนเงนล้มคะมำลงพื้นอย่างรุนแรง
“พี่ฮุ่ยจวิน!”
ฮุ่ยไป๋ตื่นตระหนกยิ่งรีบเข้าไปตรวจดูอาการของฮุ่ยจวินทว่าเพียงนางขยับกาย อาการที่สะกดข่มเอาไว้ก็กำเริบ และอาการกำเริบนี้หนักหน่วงรุนแรงกว่าทุกครั้งเพราะนางได้กระอักโลหิตที่สีดำคล้ำออกมาและล้มฟุบลงยังข้างกายของฮุ่ยจวินแล้วสิ้นสติไป!
“ไป๋เอ๋อ!”
ฮุ่ยจวินฝืนร่างกายที่เ็ปโอบอุ้มร่างของฮุ่ยไป๋ขึ้นมันมองด้วยตาก็พอจะทราบแล้วว่าอาการของฮุ่ยไป๋มิอาจจะทานทนพิษร้ายได้อีกต่อไป มันจึงพยายามโอบอุ้มฮุ่ยไป๋ล้มลุกคลุกคลานอยู่หลายครั้งค่อยพานางไปถึงประตูกระท่อมได้
“ผู้าุโได้โปรดช่วยนางด้วยได้โปรดเมตตานางด้วย"
ฮุ่ยจวินร่ำไห้อ้อนวอนอยู่เนิ่นนานสุดท้ายประตูกระท่อมก็เปิดออก ฮุ่ยจวินคล้ายพบกับความหวังรีบทิ้งตัวลงแล้วกล่าว
“ผู้าุโได้โปรด……”
เทพดาเร้นกายตั้วซุนหงกลับเดินผ่านมันไปราวกับเห็นพวกมันสองคนเป็ดั่งธาตุอากาศ
“เฮ้อ วันนี้เหมือนถูกรบกวนสมาธิเห็นทีต้องไปหาที่สงบๆ อ่านตำรา"
จากนั้นร่างของบุรุษชราก็เลือนหายไปตามค่ายกลที่มันวางไว้
ฮุ่ยจวินใบหน้าแข็งค้างจิตใจเย็นเยียบหล่นวูบ คำอ้อนวอนในจิตใจและท่าทีที่เมินเฉย รวมถึงความใจจืดใจดำได้หล่อหลอมให้มันมองโลกนี้แปรเปลี่ยนไปอีกรอบครั้งหนึ่งมันก็ถูกคำว่าปลาใหญ่กินปลาเล็กเล่นงาน เวลานี้ยังถูกความไร้เมตตาจู่โจมอย่างหนักหน่วงทำให้มันเห็นว่าโลกใบนี้ไม่มีที่ให้ผู้อ่อนแอยืนหยัดแม้เพียงนิด หากไม่มีความสามารถหากไม่มีพลังอำนาจ หากไม่แข็งแกร่งพอ จะยืนหยัดบนผืนปฐีที่ไร้คุณธรรมได้อย่างไร
ฮุ่ยจวินกัดฟันกำหมัดแน่นหากมันมิอ่อนแอเช่นนี้ มันคงทำอะไรได้หลายเื่ หากมันมีความสามารถมากกว่านี้มันก็คงช่วยเหลือคนรักครอบครัว รวมถึงมิตรสหายได้ แต่ก่อนมันไม่เห็นความสำคัญแลจำเป็ที่จะต้องมีสิ่งเหล่านี้ทว่านับแต่นี้เป็ต้นไปมันได้รู้ซึ้งไปถึงขั้วของจิตใจแล้ว มีแต่ผู้ที่แข็งแกร่งและมีความสามารถเท่านั้นจึงจะชายตามองไปทั้งปฐีและช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ด้วยคุณธรรมได้!
ฮุ่ยจวินบังเกิดปณิธานอันยิ่งใหญ่ที่มันมิเคยคิดที่จะมีมาก่อนมันสูดลมหายใจเข้าลึก ฝืนกัดฟันแลโอบอุ้มร่างของฮุ่ยไป๋ขึ้นแล้วแหงนมองฟ้า
“เมื่อ์ไร้ใจผู้คนไร้เมตตา ข้าผู้นี้จะฝืน์เอง!”
สิ้นคำกล่าว ชายหนุ่มก็เดินเข้าไปภายในกระท่อมของตั้วซุนหงไปถึงโต๊ะที่เต็มไปด้วยคัมภีร์และตำราแพทย์ชั้นสูงมากมาย มันก็พินิจมองอยู่ชั่วอึดใจหนึ่งแต่ชายหนุ่มมันมิได้มีความรู้เื่การแพทย์ จึงมิรู้ว่าตำราเล่มใดที่จะสอนวิธีรักษาอาการถูกพิษได้เช่นนั้นมันจึงใช้มืออีกข้างที่มิได้ใช้อุ้มร่างฮุ่ยไป๋โอบเอาตำราและคัมภีร์แพทย์ชั้นสูงที่วางอยู่บนโต๊ะให้ได้มากที่สุดทั้งยังแอบขโมยเอาผงสมุนไพรและเม็ดโอสถหลายชนิด พร้อมกับม้วนเข็มเงินที่ใช้ในการฝังเข็มทางการแพทย์ก่อนที่จะหลบหนีจากกระท่อมไร้เมตตาแห่งนี้ไป!