“ตระกูลหลินได้เพชรเม็ดงานแล้ว เราไม่อาจเป็ศัตรูกับตระกูลหลินได้อีก”
ผู้คนต่างพูดคุยเกี่ยวกับหลินเฟิง หลินเฟิงตอนนี้ได้กลายเป็เด็กหนุ่มที่มีพร์มากที่สุด และอันตรายมากด้วยเช่นกัน พวกเขาจะไม่มีทางเป็ศัตรูกับตระกูลหลินแน่นอน
“หลินอี้หาน กับ หลินยง” เสียงผู้จัดการงานประลองดังขึ้น
หลินเฟิงนั้นหันไปมองหลินอี้หานที่ขึ้นการประลอง มีน่อยครั้งมากที่ใครจะไม่ยอมแพ้ให้กับหลินอี้หานั้แ่ยังไม่ขึ้น และทุกคนที่เลือกที่จะประลองฝีมือก็ถูกหลินอี้หานจบการประลองด้วยหนึ่งกระบวนท่า ไม่เว้นแม้แต่รัดับพื้นฐานขั้น 6 อย่างหลินเฉากับหลินตันหยง
และนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความต่างระหว่างขั้น 6 กับขั้น 7 เป็อย่างดี ทำให้หลินเฟิงค่อนข้างไม่มั่นใจในการประลองกับหลินอี้หาน เพราะหลินอี้หานยังไม่ได้แสดงฝีมือหรือแม้กระทั้งวรยุทธ์อะไรออกมาเลยแม้แต่ครั้งเดียว รวมถึงดาบที่อยู่ข้างลำตัวของหลินอี้หานด้วยเช่นกัน
แต่ไม่นานหลินเฟิงก็เลิกคิดมากเื่ของหลินอี้หาน เขาจะได้รู้ฝีมือของหลินอี้หานก็ต่อเมื่อเขาสู้กับหลินอี้หาน ตอนนี้คิดไป กังวลไปก็เท่านั้น เขาจึงนั่งลงและสงบจิดใจเพื่อที่จะทำการทบทวนวรยุทธ์ต่างๆให้ตัวเองเข้าใจได้มากขึ้น
การประลองยังคงดำเนินต่อไป ตลอดจนจบวันที่ 3 หลินเฟิงก็ยังไม่ได้ประลองกับหลินอี้หาน แต่หลินอี้หานนั้นได้ประลองกับหลินฮุยแล้ว และหลินฮุยก็แพ้ให้กับหลินอี้หานด้วยกระบวนท่าเดียว แต่ข้อแตกต่างที่คนส่วนมากมองไม่เห็นคือ ความเร็วกับพละกำลังของหลินอี้หานที่ใช้เอาชนะหลินฮุยนั้นมากกว่าครั้งก่อนๆ
แน่นอนว่าหลินเฟิงสังเกตเห็นข้อนี้ด้วยเช่นกัน แต่เขาก็ไม่ได้สนใจมากนัก ถึงเขาจะแพ้ยังไงเขาก็ไม่เสียศักดิ์ศรีอะไร เขาทั้งอายุน้อยกว่า และยังมีระดับพลังที่น้อยกว่า หากเขาสามารถทำให้หลินอี้หานใช้มากกว่า 2 กระบวนท่าหรือเอาจริงได้ เท่ากับว่าเขาแข็งแกร่งกว่าคนอื่นๆเป็ส่วนมากและในเวลาไม่นานเขาจะก้าวข้ามหลินอี้หานไปได้แน่นอน
ถึงแม้ว่าลึกๆแล้วเขาจะ้าเอาชนะหลินอี้หานในตอนนี้เลยก็ตาม แต่เขาก็เข้าใจดีกว่าเขาไม่ใช่คนเดียวที่ฝึกฝนวรยุทธ์พื้นฐานระดับสูงได้ ยังมีหลินอี้หานที่พร์พอสมควร ทั้งอายุก็มากกว่าเขาและที่สำคัญ หลินอี้หานเป็ลูกบุญธรรมของปู่ของเขา นั่นก็คือ หลินหยางนั่นเอง ดังนั้นหลินอี้หานจึงมีศักดิ์เป็อาของหลินเฟิง หลินอี้หานมีทั้งเวลาในการฝึกที่มากกว่ารวมไปถึงเื่ของการได้รับสนับสนุนที่มากกว่าเขาอีก
หลินเฟิงเลิกคิดมากเื่หลินอี้หาน เขาหลับตาลงและทำความเข้าใจกับวรยุทธ์ที่เขาฝึกฝนอยู่ แม้ว่าจะเพิ่มความเข้าใจของเขาได้ไม่มาก แต่เขาก็ไม่้ายอมแพ้กับการเอาชนะหลินอี้หาน เขา้าเป็คนที่แข็งแกร่งกว่าใครๆ เพื่อที่จะไม่ถูกดูถูกอีก แน่นอนว่าเขาเข้าใจเพราะเ้าของร่างเก่านั้นเป็เช่นนั้นอยู่เรื่อยๆ
“หลินเฉา กับ หลินฮุย” เสียงผู้จัดการงานประลองดังขึ้น
การประลองระดับะื้นฐานขั้น 6 นั้นเป็ที่จับตามองมากเป็พิเศษ เพราะพวกเขาจะมีฝีมือสูสีกันมาก ทำให้การประลองน่าตื่นเต้น แต่แน่นอนว่ายังมีความต่างเื่ของวรยุทธ์ที่ฝึกฝนด้วย ดังนั้น คนที่มีพร์ในการฝึกฝนการ แม้จะอยู่ระดับเดียวกัขั้นเดียวกัน ก็สามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ไม่ยากนัก เช่นเดียวกับหลินฮุย ที่สามารถเอาชนะหลินเฉาได้ด้วยประมาณ 10-20 กระบวนท่าเท่านั้น
หลังจากคู่ของหลินฮุยกับหลินเฉาจบลง การประลองก็ดำเนินตลอดจนจบวัน และวันนี้ก็ไม่ได้มีคู่ที่น่าตื่นเต้นมากนัก แต่ก็ยังมีหลายคนที่แสดงฝีมือออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม และถือว่าพวกเขามีพร์มากกว่าคนธรรมดาทั่วไป
“หลินอี้หาน กับ หลินเฟิง” เสียงของผู้จัดการงานประลอง
เมื่อกำลังจะเริ่มการประลองคู่แรกของงานประลองวันที่สี่ได้เริ่มขึ้น ความฮือฮาก็บังเกิดขึ้นทันที เพราะเป็คู่ที่พวกเขาต่าง้ารอชมมากที่สุด ถึงแม้ว่าพวกเขาจะคิดว่าใครชนะและผลของการประลองก็แถบไม่สามารถเปลี่ยนแปลงใดๆได้อีกเลย แต่พวกเขาก็้ารอชมว่าหลินเฟิงจะดิ้นรน และทำให้หลินอี้หานต้องใช้กี่กระบวนท่า หรือจะใช้เพียงกระบวนท่าเดียวเช่นคนอื่นๆ นี้คือสิงที่พวกเขาหวัง ไม่มีใครคิดว่าหลินเฟิงจะเป็ฝ่ายชนะ แม้กระทั้งหลินเทียนเอง
“ในที่สุดทั้งสองคนก็ได้มาประลองกัน หวังว่าหลินเฟิงจะไม่ยอมแพ้นะ”
“แน่นอนว่าหลินเฟิงไม่ยอมแพ้แน่ เขา้าพิสูจน์ตัวเอง ดังนั้นเขาคง้าให้หลินอี้หานใช้มากกว่า 2 กระบวนท่าเป็แน่”
“เ้าคิดว่าหลินอี้หานต้องใช้กี่กระบวนท่ากัน”
“ข้าว่า ไม่เกิน 10 กระบวนท่าหลินเฟิงก็แพ้แล้ว”
ผู้คนที่มาชมการประลองต่างคาดเดาผลการประลองไปต่างๆนาๆ ไม่มีใครในพวกเขาคิดว่าหลินเฟิงจะชนะการประลอง และไม่มีใครคิดว่าการประลองระหว่างพวกเขาทั้งสองคนจะยืดเยื้อมากนัก เนื่องด้วยความต่างของขั้นถึง 3 ขั้นรวมทั้งจุดตัดใหญ่ของระหว่างขั้นอีก
“เ้าทำให้ข้าประหลาดใจมากจริงๆ แต่เ้าคิดว่าจะชนะข้าได้หรือเปล่า” หลินอี้หานถามหลินเฟิงเมื่อพวกเขาทั้งสองขึ้นมาบนลานประลองแล้ว
“จะรู้ได้อย่างไรหากยังไม่ประลอง” หลินเฟิงกล่าวตอบอย่างเฉยเมย
“ดี ข้าชอบคนกล้าหาญเช่นเ้า งั้นเรามาเริ่มการประลองกันเลย หวังว่าเ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวังนะ”หลินอี้หานพูดอย่างถูกใจ
เพราะความต่างของพลังนี้ทำให้ใครหลายๆคนไม่กล้าที่จะท้าทายเขา นั้นเป็สาเหตุที่ทำให้เขาเบื่อที่ต้องประลองกับคนที่มีรดับพลังที่น้อยกว่าเขา และเขาไม่ชอบคนที่ขี้ขลาดด้วยเช่นกัน แต่หลินเฟิงนอกจากจะมีความต่างของพลังที่ต่างกันถึง 3 ขั้นแล้ว ยังกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับเขาโดยไม่เขา แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เขาถูกใจหลินเฟิงได้อย่างไร
หลินอี้หานพูดจบก็พุ่งเข้าหาหลินเฟิงด้วยความเร็วที่สูงอย่างไม่น่าเชื่อ เขาใช้ความเร็วในระดับที่มากกว่าการใช้กับหลินฮุยเสียอีก เมื่อเข้ามาใกล้หลินเฟิงเขาก็โจมตีด้วยหมัดธรรมดา แต่หมัดธรรมดาหมัดนี้หากหลินเฟิงโดนเข้าไปเต็มๆแล้วละก็ อาจจะถึงขั้นหมดสติเลยก็ได้
และนี้ทำให้ผู้ชมต่างพากันตกตะลึงไปตามๆกัน เขาไม่คิดเลยว่าหลินอี้หานจะเคลื่อนที่ได้เร็วเช่นนี้
“ดูนั่นสิ ความเร็วของหลินอี้หลานเร็วมากจริงๆ ใครจะคิดว่าเขาจะเร็วขนาดนั้นกัน”
“นั่นสิ นี้เป็เพียงการเคลื่อนไหวธรรมดาเท่านั้น แต่กับรวดเร็วขนาดนี้ ไม่อยากคิดเลยว่าหากใช้วรยุทธ์ท่าร่างแล้วจะรวดเร็วขนาดไหน”
“แบบนี้หลินเฟิงจะทนได้ถึง 2 กระบวนท่าหรือไม่”
ผู้คนต่างพูดคุยกัน ถึงแม้ว่าพวกเขาจะคิดอยู่แล้วว่าหลินอี้หานยังไม่เคยใช้ความเร็วเต็มที่และำลพกำลังที่เต็มที่ แต่ก็ไม่มีใครคิดว่าเขาจะมีความเร็วที่มากเช่นนี้ หากมีความเร็วมากเช่นนี้ แล้วพละกำลังเล่าจะมากเช่นไร
ขอบคุณที่อ่านและติดตามกันนะครับ สัญญาจะไม่หาย จะแต่งให้จบครับ