บทที่ 9 สัตว์อัญเชิญที่มีขนาดมหึมา
หัวหน้าของกลุ่มทหารจึงได้เอะใจขึ้นมาว่า‘หรือว่าจะเป็เขากันแน่ที่ทำลายเมืองลับแลแห่งดินแดนเมฆาจนไม่เหลือซาก!’
หัวหน้ากลุ่มทหารจึงได้บอกกล่าวกับลูกน้องที่ติดตามมาด้วยทุกคนกับสิ่งที่เขาคิดเกี่ยวกับ ชิว เหวินเจี้ยน ทุกอย่าง
เหล่าทหารจึงได้คิดในใจว่า ‘นี่หรือว่าเขาจะมีความสามารถเทียบเท่ากันกับจักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามกันแน่! เป็ไปไม่ได้คนที่มีความสามารถขนาดนี้จะมีตัวตนอยู่โดยที่ดินแดนต้องห้ามไม่รู้สึกตัวได้อย่างไร’
หัวหน้าของกลุ่มทหารจึงได้ลองตรวจสอบพลัง ชิวเหวินเจี้ยน แต่ว่าเมื่อตรวจพลังกี่รอบก็ได้ผลเช่นเดิม คือ ระดับที่1เขตแดนมนุษย์เท่านั้น หรืออาจจะเป็เพราะว่าเขาใช้สมบัติวิเศษอะไรสักอย่างเพื่อช่วยในการปกปิดพลัง?
เมื่อเห็นท่าทีของพวกทหารของดินแดนต้องห้ามกำลังสับสนกันอยู่ชิว เหวินเจี้ยน จึงได้เอ่ยขึ้นมา “ข้านั้นเป็คนที่ทำลายเมืองลับแลเองพวกเ้าไม่จำเป็ที่จะต้องไปหาตัวที่ไหนอีก ส่วนเื่ไปยังดินแดนต้องห้ามนั้น”
ชิว เหวินเจี้ยน ได้ยิ้มอย่างชั่วร้ายและกล่าวต่อไปว่า “ถ้าจักรพรรดิของพวกเ้า้าจะพบเจอตัวของข้ามากขนาดนั้นข้าจะไปเยี่ยมเยือนสักเล็กน้อยให้ก็ได้แต่ต้องหลังจากที่ข้าทำธุระของข้าเสร็จซะก่อน”
เหล่าทหารถึงกับขนลุกและหวาดกลัวในขณะเดียวกันเนื่องจากรอยยิ้มที่ชั่วร้ายทำให้เหล่าทหารไม่สบายใจขึ้นมาถ้าเกิดมีเื่ที่จะต้องปะทะกันขึ้นมาจริงๆถึงแม้ดินแดนต้องห้ามจะชนะ แต่ก็จะต้องสูญเสียกำลังพลไปมากมายอย่างแน่นอน
หัวหน้าของเหล่าทหารจึงกล่าวตอบว่า “ถ้าอย่างนั้นพวกเราขอตัวกลับไปรายงานเื่นี้ให้องค์จักรพรรดิได้ทราบก่อนขอรับ”
“เชิญ” เป็เสียงของชิว เหวินเจี้ยน ที่กำลังมองพวกเหล่าทหาร ที่ตกอยู่ในความหวาดกลัวอยู่
พวกเหล่าทหารจึงกลับไปยังดินแดนต้องห้ามอย่างรวดเร็วไม่รีรอให้แรงกดดันจากตัวของชิว เหวินเจี้ยน ได้กดดันพวกมันอีก
แค่เพียงเสี้ยววินาทีเมื่อกี้นี้ ที่ ชิวเหวินเจี้ยน มองมายังพวกมันแบบผ่านๆพวกมันสามารถรู้สึกถึงจิตสังหารที่ไม่น้อยไปกว่าจักรพรรดิของมันเลยด้วยซ้ำ จึงทำให้พวกทหารเกิดอาการหวาดกลัว
“คนที่น่ากลัวขนาดนี้ทำไมถึงได้มีตัวตนอยู่บนดวงดาวแห่งนี้กัน”เป็เสียงของหัวหน้าเหล่าทหาร
แล้วก็ได้มีเสียงของทหารคนหนึ่งดังตอบกลับมา “ไช่ขอรับหัวหน้าข้าคิดว่าพวกเราจะโดนฆ่าทิ้งทั้งหมดเสียแล้ว ที่ดันไปยั่วยุคนที่ทรงพลังขนาดนั้นเสียได้”
หัวหน้าของเหล่าทหารที่ยังหวาดกลัวไม่หายก็รีบกล่าวต่อว่า “เื่นี้นั้นข้าคิดเอาไว้ว่าพวกเราจะต้องรีบรายงานท่านจักรพรรดิให้เร็วที่สุดยิ่งไวเท่าไรก็ยิ่งดีถ้าไม่อย่างนั้นดินแดนต้องห้ามอาจที่จะเป็เหมือนอย่างเช่นเมืองลับแลแห่นดินแดนเมฆาก็เป็ได้”
พวกเหล่าทหารจึงรีบพากันกลับไปที่ดินแดนต้องห้ามให้ไวที่สุดเพื่อที่จะไปรายงานข่าวของ สำนักไร้นาม ให้จักรพรรดิ ได้ทราบเื่ที่เกิดขึ้นก่อน
ทางด้านของ ชิวเหวินเจี้ยน เขานั้นได้กล่าวต่อ หลิว เฟ่ยหงส์ ว่า “พรุ่งนี้แล้วสินะลูกศิษย์ของข้าที่เ้าจะได้เริ่มเข้าร่วมสนามประลองของ 4 สำนักใหญ่ ”
ชิว เหวินเจี้ยนได้ถอนหายใจไปสักแปบนึง แล้วเริ่มกล่าวต่อว่า “ข้านั้นก็อยากที่จะให้เ้าชนะอยู่หรอกนะแต่ว่าเ้าจะต้องปฎิบัติตามกฏของข้าอย่างเคร่งครัด นั่นก็คือเ้าจะต้องปกปิดพลังของตนเองเอาไว้ให้ลดลงมาถึง3่ขั้นใหญ่ หรือก็คือ ขั้นที่5เขตแดนก่อตั้งปฐีนั่นเอง”
เมื่อเหล่าทหารและศิษย์ที่อยู่ภายในสำนักได้ยินก็ถึงกับตกตะลึงไม่เว้นแม่แต่ หุ่ย เฟิง และ หุ่ย เฟย
พวกเขาจึงได้แต่อิจฉาในใจว่า ‘นี่ไม่ไช่ว่าพลังที่แท้จริงของประมุขหลิวอยู่ที่ระดับ 5เขตแดนเมฆาแท้จริงหรอกหรือทำไมเขาถึงได้ปกปิดพลังของตนเองไว้จนถึงตอนนี้กัน แล้วทำไมเขาถึงไม่เอาชนะการแข่งรอบก่อนๆเพื่อที่จะได้รับรางวัลชนะเลิศหรือนี่อาจจะเป็เพราะว่า เด็กหนุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็อาจารย์ของเขาจะสามารถเพิ่มพลังยุทธ์ของใครก็ได้เหมือนดั่งเช่นเทพพระเ้าที่ทุกๆคนชอบะโกล่าวขอพรกัน’
ทุกคนเริ่มเกิดอาการสับสนอย่างถึงที่สุด ที่ หลิวเฟ่ยหงส์ มีความสามารถที่เกินกว่าจะเรียกว่าอัจฉริยะไปแล้ว นี่มันสมควรที่จะต้องเรียกว่าสัตว์ประหลาดเลยชัดๆ
เมื่อ หลิว เฟ่ยหงส์ ได้ยินกฎที่ ชิว เหวินเจี้ยนนั้นตั้งขึ้นมา ก็ได้เกิดอาการสงสัยขึ้น แต่ว่าเขานั้นก็ไม่ได้ถามอะไรกลับไปอีกเนื่องจากอาจารย์ของเขานั้น เป็คนที่ดูแล้วแสนจะธรรมดาเป็อย่างมาก แต่กลับไม่มีใครสามารถมองเขาออกได้เลยแม้แต่น้อยเขามีทั้งภูมิหลังที่ไม่มีใครกล้าถาม และเขาก็มีคนในสำนักที่พึ่งเคยพบเจอ แต่กลับให้ความเคารพเขาอย่างสุดซึ้ง
หลิว เฟ่ยหงส์ ได้กล่าวขึ้นมาว่า “ท ท่านอาจารย์ข้านั้นมีเื่จะกล่าวเสริมสักเล็กน้อย คือ เื่ที่จะลงสนามประลองของ 4 สำนักใหญ่นั้นจะสามารถพาผู้ใดลงไปกี่คนก็ได้ที่คิดว่าเป็อัจฉริยะที่สุดของสำนักตนข้าจึงอยากที่จะขอให้ 2 คนนั้นลงแข่งกับข้าด้วยเพื่อเป็การฝึกฝนพวกเขาไปในตัวหนะขอรับ”
ชิว เหวินเจี้ยน ก็ได้พยักหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าวตอบกลับมาว่า“ถ้าอย่างนั้นก็ดี เ้าสามารถพา2คนนั้นไปด้วยได้ ส่วนข้าจะคอยเป็เพียงแค่คนดูเท่านั้น”
หลิว เฟ่ยหงส์ เขานั้นรู้อยู่แล้วว่า ชิวเหวินเจี้ยน คิดว่าจะฝึกฝน 2พี่น้องหุ่ย ให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง ประมุขของสำนักไร้นามที่พวกเขาดำรงอยู่
เมื่อเสร็จธุระแล้ว ชิว เหวินเจี้ยน ก็ได้เดินตรงไปยังพื้นที่แห่งหนึ่งที่ศิษย์สายนอกของสำนักเป็คนดูแล มองออกไปจะเห็นเพียงแค่ป่าไม้เต็มไปหมด
ชิว เหวินเจี้ยน เขานั้นก็ได้เริ่มวาดวงแหวนเวทย์ที่พิเศษเป็อย่างมากขึ้นมาเพื่อทำให้มันเป็สถานที่ฝึกฝน หลังจากที่เขาทำทุกอย่างเสร็จทั้งหมดเรียบร้อยแล้วเขาก็ได้เริ่มฝึกฝนในสถานที่แห่งนั้นเลยในทันที
ณ ดินแดนต้องห้าม
พวกเหล่าทหารได้กลับมาถึงยังดินแดนต้องห้ามกันเรียบร้อยหมดแล้วพวกเขาจึงรีบไปยังตำหนักที่จักรพรรดิดินแดนต้องห้ามอาศัยอยู่ เพื่อบอกเหตุการที่เกิดขึ้นทุกอย่างในสำนักไร้นาม
เมื่อเหล่าทหารมาถึงก็ได้เคาะประตูและะโขึ้นมาว่า “ท่านจักรพรรดิขอรับข้าน้อยมีเื่ที่จะมารายงานเกี่ยวกับบุคคลที่ท่านให้ไปเชิญมาขอรับ”
เมื่อเหล่าทหารกล่าวจบก็ได้มีเสียงเก่าแก่ดังออกมาจากข้างในตำหนักว่า “พวกเ้าล้มเหลวสินะแถมคนของเรายังต้องเสียชีวิตไปอีก ไหนพวกเ้าลองเล่ามาสิว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง”
หัวหน้าของเหล่าทหารไม่รอช้าเริ่มที่จะเล่าเื่ที่เกิดขึ้นทั้งหมดในดินแดนเมฆาให้จักรพรรดิของดินแดนต้องห้ามได้ฟังอย่างละเอียดไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย
เมื่อได้ฟังเื่ราวทั้งหมดแล้วจักรพรรดิของดินแดนต้องห้ามก็ได้ผงกหัวช้าๆ แล้วกล่าวออกมาว่า “ข้าก็อุส่าหวังดีอยากที่จะชวนเขามาเข้าร่วมกับดินแดนต้องห้ามของเราซะหน่อยสงสัยข้าคงจะต้องไปหาเขาด้วยตัวเองซะแล้วสิ ถ้าเขาไม่ยอมรับข้อเสนอของข้าละก็ข้าก็คงที่จะต้องปล่อยเขาไปเพื่อที่จะทำให้ไม่เกิดการปะทะกันเกิดขึ้น เฮ้อ~~”
หัวหน้าของเหล่าทหารถึงกับตกตะลึงเมื่อได้ยินว่าจักรพรรดิจะไปเชื้อเชิญถึงที่เขาจึงได้เอ่ยปากถามออกไปอีกว่า “ท่านจักรพรรดิท่านคิดที่จะออกไปจริงๆหรือขอรับท่านนั้นไม่ได้ออกไปสู่โลกภายนอกมาหลาย10ปีแล้วนะขอรับถ้าเกิดท่านออกไปตอนนี้เกรงว่าพวกของกองทัพทมิฬจะบุกเข้ามาโจมตีคนในดินแดนของเราอย่างแน่นอน”
เมื่อ จักรพรรดิของดินแดนต้องห้าม ได้ยินดังนั้นก็นึกขึ้นมาได้ว่า ที่เขายังอยู่ที่นี่ไม่ได้ออกไปไหนนั้นก็เพื่อที่จะปกป้องเขตแดนของตนเองเนื่องจากกองทัพทมิฬนั้น มีพลังทัดเทียมกับดินแดนต้องห้ามเป็อย่างมากถ้าเกิดตัวของเขาออกไปจากดินแดนต้องห้าม เขาจะต้องเสียเขตแดนของตนเองไปอย่างแน่นอน
จักรพรรดิของดินแดนต้องห้าม จึงได้กล่าวว่า “มันก็จริงอย่างที่เ้าว่าถ้าอย่างนั้นข้าจะรอให้มันมาเยี่ยมเยียนดินแดนของพวกเราเองก็แล้วกัน เสียดายที่ข้านั้นคงไม่มีเวลาจะออกไปต้อนรับมันมาด้วยตนเองเสียจริงๆ”
พวกเหล่าทหารได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เนื่องจาก ถ้าเกิดจักรพรรดิของดินแดนต้องห้ามออกไปหา ชิว เหวินเจี้ยน ด้วยตนเองแล้วเกิดการปะทะกันขึ้นมาก็มีแต่จะเสียกำลังพลที่มีฝีมือดีไปซะเปล่าๆ
แล้วถ้าเกิดกองทัพทมิฬได้บุกเข้ามาในตอนที่จักรพรรดิของดินแดนต้องห้ามไม่อยู่ที่เขตแดนตัวเองด้วยแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเื่ที่ใครจะเป็คนดูแลดินแดนต้องห้ามเพราะ พวกกองทัพทมิฬจะไม่ปล่อยให้คนของดินแดนต้องห้ามได้มีชีวิตเหลือรอดแม้เพียงสักคนเดียวอย่างแน่นอน
กลับมาทางด้านของ ชิว เหวินเจี้ยนเขานั้นได้เริ่มฝึกพลังยุทธ์ และ วิชาพลังธาตุผสมกันไป ตอนนี้เขานั้นได้บรรลุถึงเขตแดนนักสู้ขั้นที่ 9 แล้ว ส่วนพลังธาตุพิเศษของเขานั้นอยู่ในขั้น ธาตุผันแปรขั้น3ที่เป็ระดับสูงสุด ซึ่งถ้าเขาสามารถบรรลุไปถึง กำเนิดธาตุแท้จริง ได้แล้วละก็เขาสามารถที่จะสร้างสิ่งของที่ไม่มีอยู่ขึ้นมาได้ดั่งใจนึก อย่างเช่นสร้างดวงอาทิตย์ หรือ สร้างโลกส่วนตัวของเขาเอง ขึ้นมาได้อย่างง่ายดายเพียงแค่สะบัดมือเท่านั้น
ชิว เหวินเจี้ยน ก็ได้ออกมาจากสถานที่ฝึกฝนของเขาแล้วเนื่องจากวันนี้เป็วันที่ลานปะลองของ 4 สำนักใหญ่แห่งดินแดนเมฆาจะต้องมายืนยันผู้เข้าร่วมการแข่งขันกันเพื่อที่จะได้รายงานว่าแต่ละสำนักนั้นส่งใครลงมาเป็ตัวแทนบ้างโดยปกติแล้วแต่ละสำนักจะส่งคนมาลงแข่งเพียงแค่ 5 คน แต่ว่าสำนักไร้นามนั้น มีคนลงแข่งเพียงแค่3คนเท่านั้น
ชิว เหวินเจี้ยน ได้เดินทางมาที่ด้านหน้าประตูของสำนักที่มีศิษย์ของสำนักไร้นาม3คนรออยู่ก่อนแล้ว นั่นก็คือ หลิว เฟ่ยหงส์ หุ่ย เฟิง และหุ่ย เฟิย นั่นเอง
เมื่อ ชิว เหวินเจี้ยน ได้เดินทางมาถึงด้านหน้าประตูของสำนักทั้งสามคนก็ได้ทำความเคารพ ชิว เหวินเจี้ยน ภายในทันที เนื่องจากเขาเป็คนที่มีความสามารถที่สุดในสำนักแล้วยังเป็ผู้มีพระคุณของพวกเขาอีกด้วย
ชิว เหวินเจี้ยน นั้นเขาจึงกล่าวว่า “ไม่ต้องมากพิธีแล้วอีกอย่างข้าอยากที่จะไปถึงยังที่สนามปะลองไวกว่ากำหนดนิดหน่อย ทุกคนโปรดตามข้ามา”
ชิว เหวินเจี้ยน ได้ยกมือขึ้น และทำการวาดวงแหวนเวทย์สีแดงขนาดใหญ่มหึมาขึ้นมาแล้วเขาก็ได้บีบอัดสร้างให้มันเป็รูปร่างขึ้น
ออกมาเป็สัตว์ศักธิ์สิทธิ์ที่ในตำนานเคยได้กล่าวไว้ว่ามันเหมือนดั่งสัตว์ที่เป็ะั้แ่ยุคา แล้วโลหิตของมันนั้นสามารถที่จะฟื้นฟูาแทุกส่วนภายนอกและภายในร่างกายของคนที่กำลังจะตายให้หายเป็ปกติได้โดยเหมือนกับไม่มีอะไรเคยเกิดขึ้นมาก่อนส่วนความใหญ่ของมันที่ ชิว เหวินเจี้ยน ได้สร้างขึ้นมานั้น ยังเล็กกว่าตัวจริงถึง1000พันเท่า มันก็คือ นกเพลิง ฟีนิกซ์ นั่นเอง
ถ้าอยากรู้ว่าใหญ่ขนาดไหน ก็น่าจะใหญ่ประมาณครอบคุมทั้งสำนักไร้นามได้เลยทีเดียว