“ข้าจะดูว่าใครมันกล้ามาทำร้ายลูกๆ ของข้า!”
เจียงเยว่เวยเดินเข้ามาในเรือนฮูหยินเฒ่าเสิ่นด้วยท่วงท่าสง่างามดุจนางพญา ตอนที่นางยังเป็เพียงนางสาวรวินท์นิภา นางเคยใช้ท่าทางอวดเบ่งอย่างนี้ที่ไหนกัน ในเมื่อเวลานี้ดวงจิตของนางได้กลับเข้ามาอยู่ในร่างที่เดิมแล้ว อีกทั้งสถานะที่สูงส่งของนางไม่ใช่แค่การที่นางได้เป็ฮูหยินใหญ่ของรองเ้ากรมอาญาเสิ่นมู่
แต่นางยังเป็บุตรสาวคนโตที่ถือกำเนิดจากฮูหยินเอกของเลขาธิการเจียงถัง ผู้ดำรงตำแหน่งสูงสุดของสำนักราชเลขาธิการ และนางยังเป็ถึงหลานสาวของฉินกั๋วกงผู้ยิ่งใหญ่ ตระกูลฉินที่ได้รับการขนานนามว่าเทพาแห่งแคว้นต้าจิ้น ทุกการออกรบของตระกูลฉินไม่เคยมีคำว่าพ่ายแพ้ มีเื้ัที่ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่าูเานับสิบลูกคอยหนุนหลังเช่นนี้ เจียงเยว่เวยยังจะกลัวฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นที่มีดีแค่ใช้ตำแหน่งแม่สามีมาข่มนางได้อย่างไรกัน
“นังหญิงแพศยา เข้ามาเห็นข้าแล้วยังไม่คุกเข่าคำนับ เ้ายังเห็นข้าเป็แม่สามีของเ้าอยู่หรือไม่” ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นชี้หน้าลูกสะใภ้
“หญิงแพศยาอย่างนั้นหรือเ้าคะ” เจียงเยว่เวยเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงสถานะของอีกฝ่าย แม่สามีอะไร นางไม่อยากนับถือเลยสักนิด “ขออภัยเ้าค่ะ คำเรียกนั้นท่านกำลังเรียกน้องสะใภ้รองอยู่หรือ”
“พี่สะใภ้ใหญ่! ท่านพูดอะไรเ้าคะ ข้าไปทำตัวแพศยาั้แ่เมื่อไหร่ เห็นๆ กันอยู่ว่าท่านแม่เรียกท่านชัดๆ” เย่าหลิงหรือสะใภ้รองที่เจียงเยว่เวยกล่าวถึงพูดขึ้นอย่างไม่พอใจ “ตัวเองเป็คนเช่นไรยังไม่รู้ตัวเอง ทั้งจวนนี้พฤติกรรมไร้ยางอายมีแค่ท่านคนเดียวเท่านั้น”
“อ้อ...ที่แท้ก็เป็เช่นนี้” เจียงเยว่เวยเอียงหน้าอย่างสงสัยก่อนที่จะถามเย่าหลิง “เช่นนั้นน้องสะใภ้ช่วยบอกข้าที ไอ้คำว่าหญิงแพศยามันหมายความว่าอย่างไร แล้วการกระทำแบบใดถึงจะเรียกว่าเป็หญิงแพศยาได้”
“ท่านยังจะมาถามข้าอีกหรือเ้าคะ แต่ในเมื่อท่านไม่เข้าใจ ข้าจะอธิบายให้ท่านฟังเอง” เย่าหลิงมองเจียงเยว่เวยคล้ายมองคนโง่คนหนึ่ง “หญิงแพศยาก็หมายถึงท่านที่ทำตัวไม่แยกแยะหญิงชาย ทั้งที่แต่งงานมีสามีแล้วแต่ท่านก็ยังชอบไปยั่วยวนบุรุษตามโรงน้ำชาอย่างไรเ้าคะ”
“น้องสะใภ้รองรู้ดีเช่นนี้ก็หมายความว่าที่เ้าไปนั่งที่โรงน้ำชาทุกวัน เ้าก็ออกไปทำตัวแพศยาอยู่ข้างนอกใช่หรือไม่”
เวินอี้เหมย หลูหงซิน และซูชิงหนิงต่างก้มหน้ากลั้นหัวเราะแทบไม่ไหว พวกนางต่างรู้กันดีว่าฮูหยินใหญ่ของพวกนั้นมีวาจาคมคายมากขนาดไหน แต่การที่ฮูหยินใหญ่หลอกให้เย่าหลิงด่าตัวเองว่าเป็หญิงแพศยานี่มันช่างให้ความรู้สึกที่สะใจเสียจริง
“พี่สะใภ้! ท่านกำลังหลอกด่าข้าอยู่หรือ” เย่าหลิงหันไปมองสามีแล้วเริ่มบีบน้ำตา “ท่านพี่ ท่านฟังสิเ้าคะ พี่สะใภ้ใหญ่หาว่าข้าเป็หญิงแพศยา หากใครมาได้ยิน ชื่อเสียงของข้าคงไม่เหลือแล้ว”
เสิ่นเจาเห็นภรรยารักร้องไห้อย่างน่าสงสารก็หันไปมองเจียงเยว่เวยอย่างเอาเื่ “พี่สะใภ้ใหญ่ ฮูหยินของข้าเป็สตรีในเรือนที่ประพฤติตัวดีมาตลอด ท่านพูดถึงนางอย่างนี้ก็เพราะท่าน้าทำลายชื่อเสียงของนางใช่หรือไม่ อีกอย่างที่ฮูหยินของข้าพูดมันผิดตรงไหน ในเมื่อที่ท่านออกไปนั่งตามโรงน้ำชาก็เพราะท่าน้าออกไปยั่วยวนบุรุษจริงๆ”
“เ้าคงตาบอดใจบอดไปหมดแล้ว” เจียงเยว่เวยมองเสิ่นเจาแล้วส่ายหน้า “ทุกครั้งที่ข้าออกไปนั่งที่โรงน้ำชาก็เพราะพี่ใหญ่ของเ้าบอกให้ข้าออกไปพบ เื่นี้พี่ใหญ่ของเ้าหรือแม้แต่คนในโรงน้ำชาสามารถมาเป็พยานให้ข้าได้ แต่ก็อย่างที่บอก ฮูหยินของเ้านั้นไม่เหมือนกัน เ้าไม่ลองถามนางให้ดีก่อนว่าที่นางออกไปนั่งที่โรงน้ำชาทุกวันนั้นนางมีจุดประสงค์อะไร ข้าได้ยินมาว่าฮูหยินของเ้ามักจะไปดื่มชาที่โรงน้ำชาฝั่งตะวันตกของเมือง เ้าไม่รู้หรือว่าโรงน้ำชาแห่งนั้นใช้บุรุษรูปงามเป็ผู้ชงชา ถ้าจะพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็เหมือนเวลาที่เ้าไปนั่งฟังเพลงพิณที่หอคณิกาแล้วมีสาวงามมาคอยเติมสุราให้นั่นอย่างไร ฮูหยินของเ้าก็มีบุรุษรูปงามมาคอยเติมน้ำชาให้เหมือนกัน”
เย่าหลิงถึงกับหน้าถอดสีนางไปนั่งดื่มชาที่โรงน้ำชาแห่งนั้นเพราะติดใจบุรุษรูปงามเ่าั้จริงๆแต่ทุกครั้งที่นางไป หากนางไม่สวมผ้าคลุมหน้า นางก็จะสวมหมวกที่มีผ้ายาวปิดบังใบหน้าไว้ไม่ให้ใครมองเห็นแล้วเจียงเยว่เวยยังรู้ว่าเป็นางได้อย่างไรกัน
เสิ่นเจาหันไปมองภรรยาอย่างสงสัย เขารู้ว่าภรรยามักจะออกไปพบปะสหายทุกวัน และการที่ภรรยากับสหายนัดกันตามโรงน้ำชาก็ถือเป็เื่ปกติ แต่เขาเพิ่งรู้ว่าโรงน้ำชาฝั่งตะวันตกของเมืองมีบุรุษเป็ผู้ชงชา “ทุกวันเ้าออกไปพบปะกับสหายจริงๆ หรือว่าเ้าจงใจไปพบบุรุษเ่าั้ที่โรงน้ำชา”
“ในเมื่อพี่สะใภ้พูดออกมาแล้วข้าก็ไม่ขอปฏิเสธเ้าค่ะ” เย่าหลิงปรับสีหน้าให้เป็ปกติก่อนจะพูดอย่างน้อยอกน้อยใจ “แต่ว่าท่านพี่ ท่านก็รู้ว่าที่ข้าออกไปพบกับฮูหยินเ่าั้ก็เพื่อปูทางให้กับหน้าที่การงานของท่านไม่ใช่หรือเ้าคะ อีกอย่างก็ไม่ใช่ว่าข้าเป็คนเลือกโรงน้ำชาแห่งนั้นด้วยตัวเองเสียหน่อย เป็เจียงฮูหยินต่างหากที่เป็คนเลือก หากจะโทษก็ต้องโทษนางแล้วเ้าค่ะ”
“เจียงฮูหยินอย่างนั้นหรือ?” เสิ่นเจาได้ยินคำอธิบายก็หันไปแสยะยิ้มให้เจียงเยว่เวย “เ้าได้ยินแล้วใช่หรือไม่ ที่ฮูหยินของข้าต้องไปที่โรงน้ำชาแห่งนั้นก็เพราะเป็ความ้าของมารดาของเ้า”
“เจียงฮูหยินก็เจียงฮูหยินสิ เ้าจะยัดเยียดให้นางมาเป็ท่านแม่ของข้าได้อย่างไร ข้าไม่รับหรอก” เจียงเยว่เวยโบกมือปฏิเสธ
“แต่นางเป็ฮูหยินของบิดาของเ้า แล้วนางจะไม่ใช่มารดาของเ้าได้อย่างไร”
“เ้านี่นะ นอกจากจะตาบอดใจบอดแล้ว สมองของเ้ายังมีปัญหาอีก” เจียงเยว่เวยส่ายหน้าอย่างเอือมระอาก่อนจะชี้ไปที่ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น “กรณีของข้าก็เหมือนกับฮูหยินผู้เฒ่าผู้นี้ที่สามีของข้าก็ไม่เคยยอมรับนางเป็มารดาเช่นกัน”
“เจียงเยว่เวย! เ้าบังอาจลบหลู่ท่านแม่ของข้า” เสิ่นเจาพูดขึ้นอย่างโมโห
“ลบหลู่อะไรกัน ข้าก็แค่อธิบายเหตุผลให้เ้าฟังเท่านั้นเอง” เจียงเยว่เวยเอานิ้วแคะหู “เสียงดังชะมัด หูของข้าจะหนวกอยู่แล้ว”
แม่นมฉุยเป็ว่าเสิ่นเจาตกอยู่ในสถานกาณ์ที่เป็รอง นางรีบพูดแทรกเพื่อไม่ให้เสิ่นเจาพลาดท่าไปมากกว่านี้ “ฮูหยินใหญ่เ้าคะ ท่านอย่าแสร้งทำเป็พูดเื่อื่นเพื่อกลบเกลื่อน ที่ฮูหยินผู้เฒ่าเรียกท่านมาพบในวันนี้ก็เพราะคุณชายกับคุณหนูจากบ้านสายหลักของท่านทำร้ายคุณชายจากบ้านสายรองของเรา ฮูหยินผู้เฒ่า้าคำอธิบายในเื่นี้ ในฐานะที่ท่านเป็คนดูแลครอบครัวสายหลัก ท่านไม่คิดที่จะอธิบายเื่นี้สักหน่อยหรือเ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นบ่าวคนสนิทพูดเปิดทาง นางเริ่มวางมาดนายหญิงของจวนเพื่อเตรียมสั่งสอนเจียงเยว่เวยและคนจากบ้านสายหลักเพื่อระบายความโกรธแทนหลานชายสุดที่รัก
“ใช่! ที่ข้าเรียกเ้ามาในวันนี้เพราะจะเรียกเ้ามารับโทษ ในฐานะที่เ้าเป็คนดูแลครอบครัวสายหลัก แต่เ้ากลับปล่อยให้คนในความดูแลของพวกเ้ามาทำร้ายหลานชายของข้า เช่นนั้นเ้าก็ต้องเป็คนรับโทษแทนพวกเขา” ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นยิ้มให้เจียงเยว่เวยอย่างเป็ต่อ “ตามกฎของตระกูล พวกเ้าต้องรับโทษโบยและยังต้องคุกเข่าสำนึกผิด ดีที่แม่นมฉุยสั่งให้บุตรชายกับบุตรสาวของเ้าคุกเข่ารับโทษไปก่อนแล้ว เช่นนั้นเ้าก็รับโทษโบยแทนพวกเขาไปก็แล้วกัน”
“ลู่หลิน! พาน้องๆ ของเ้าเข้ามา!” เจียงเยว่เวยะโขึ้น
เสิ่นลู่หลินพาน้องๆ อีกสี่คนเดินเข้ามาในห้องโถงภายในเรือนพักของฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น เขาหันไปพยักหน้าให้กำลังใจน้องๆ และเขายังคอยแอบมองไปที่มารดา แม้จะไม่มั่นใจว่ามารดา้าทำอะไร แต่เขาก็ยังทำตามคำสั่งของนางแต่โดยดี
“ท่านแม่ ข้าพาน้องๆ มาแล้วขอรับ” เสิ่นลู่หลินบอก
“ข้าจะยังไม่ถามว่าพวกเ้าทำร้ายเสิ่นเลี่ยงหวงด้วยสาเหตุใด แต่ข้าจะถามเ้าว่าใครเป็คนสั่งให้พวกเ้าคุกเข่าอยู่ด้านนอก” เจียงเยว่เวยถามลูกชายเสียงเข้ม
“เป็แม่นมฉุยขอรับ นางสั่งให้พวกเราคุกเข่าอยู่ด้านนอก” เสิ่นลู่หลินตอบ
เจียงเยว่เวยหันไปส่งยิ้มเย็นให้แม่นมฉุย “เ้าเป็คนสั่งให้ลูกๆ ของข้าคุกเข่าอยู่กลางแดดที่ร้อนจัดเช่นนั้นหรือ”
“พวกเขาทำความผิด ข้าสั่งให้พวกเขาคุกเข่าก็ถูกแล้วไม่ใช่หรือเ้าคะ” แม่นมฉุยเห็นว่าเจียงเยว่เวยโมโหก็นึกดีใจ แต่นางกลับไม่รู้เลยว่านางได้ทำความผิดครั้งใหญ่ไปแล้ว
เมื่อได้คำตอบ เจียงเยว่เวยจึงหันไปถามแม่สามี “ท่านแม่ ท่านรู้หรือไม่เ้าคะว่าแม่นมฉุยสั่งลงโทษลูกๆ ของข้า”
ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นสายตาของลูกสะใภ้ก็รู้สึกกลัวจนไม่ได้ไตร่ตรองคำถามให้ดี นางตอบคำถามออกไปตามความจริง “ข้าต้องรู้อยู่แล้วสิ ก็ไม่ผิดไม่ใช่หรือที่แม่นมฉุยสั่งลงโทษพวกเขา”
เสิ่นเจากับเย่าหลิงได้ยินคำตอบของมารดาก็มีสีหน้าไม่ดีอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาต่างคิดในใจว่า ‘แย่แล้ว’
“ซิงเซียง! ลากแม่นมฉุยออกไปข้างนอก แล้วเ้าก็เฝ้าให้นางคุกเข่าอยู่ตรงนั้นสองชั่วยาม หลังจากนั้นเ้าค่อยสั่งให้บ่าวรับใช้ชายร่างกายกำยำที่สุดโบยนางอีกยี่สิบไม้” เจียงเยว่เวยออกคำสั่ง
ซิงเซียงก็ปฏิบัติตามคำสั่งของเ้านางอย่างเร็วเช่นกัน นางเดินไปกระชากแม่นมฉุยไปที่ลานกลางแดด จากนั้นก็เตะขาแม่นมฉุยให้คุกเข่าอยู่บนพื้นท่ามกลางแดดร้อนระอุในยามบ่าย
“เจียงเยว่เวย! เ้ากล้าทำร้ายคนของข้าต่อหน้าข้าเชียวหรือ เ้ารีบบอกให้คนของเ้าพาแม่นมฉุยกลับเข้ามาเดี๋ยวนี้” ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นะโขึ้นอย่างโมโห
“ท่านแม่ชอบใช้กฎของตระกูลมากไม่ใช่หรือเ้าคะ แล้วเหตุใดท่านแม่ถึงไม่รู้ว่ากฎของตระกูลไม่เคยมีข้อไหนที่เขียนบอกไว้ว่าให้บ่าวชั้นต่ำมาสั่งลงโทษเ้านาย อย่างไรลูกชายกับลูกสาวจากบ้านสายหลักของข้าก็ถือเป็ทายาทลำดับสูงในจวนสกุลเสิ่นแห่งนี้ แต่ท่านกลับเมินเฉยแล้วให้คนของท่านมาวางอำนาจตามอำเภอใจ ที่ข้าสั่งให้นางคุกเข่าก็ถือว่าข้าเกรงใจท่านมากแล้ว ความจริงหากข้านำเื่นี้ไปบอกกับผู้นำตระกูล อย่าว่าแต่แม่นมฉุยที่อาจถูกขายไปเป็ทาส ผู้นำตระกูลหลายคนคงสั่งลงโทษที่ท่านไม่รู้จักอบรมบ่าวรับใช้ให้รู้จักหน้าที่ของตนเหมือนกัน” เจียงเยว่เวยอธิบายด้วยน้ำเสียงดุดัน ตอนที่นางเดินเข้ามาแล้วเห็นเด็กๆ นั่งคุกเข่าอยู่ด้านนอก นางนึกว่าเป็คำสั่งของแม่สามี แต่ใครจะไปคิดว่าแท้จริงแล้วลูกๆ ของนางถูกบ่าวรับใช้สั่งลงโทษ หากไม่คิดว่าแม่นมฉุยมีความสัมพันธ์กับคนที่ปล่อยข่าวลือเกี่ยวกับนาง นางคงสั่งโบยแม่นมฉุยให้ตายไปแล้ว
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นถึงกับพูดไม่ออก นางลืมนึกถึงเหตุผลข้อนี้ไปเสียสนิท อีกทั้งเมื่อครู่ยังเป็นางที่ยอมรับเองว่าแม่นมฉุยเป็คนสั่งลงโทษเด็กทั้งห้าคนนั้น เวลานี้ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นไม่รู้จะหาข้อแก้อ้างไหนมาช่วยเหลือคนสนิทของตนแล้วจริงๆ