หลังงานประลองผ่านพ้นไป ในที่สุดงานเลี้ยงในพระราชวังแคว้นถังก็ดำเนินมาถึง หยวนอิงในชุดทางการสีฟ้าเนื้อดีแลดูหล่อเหลามีสง่าราศี กำลังยืนอยู่กับลู่อู๋ซู เ้าสำนักหนิงจินและเหล่าผู้าุโเพื่อรอรั่วซีและถังเฉิน เพียงไม่นานทั้งสองคนก็ปรากฏตัว
ยามหยวนอิงมองเห็นเครื่องแต่งกายของรั่วซีและถังเฉินก็ต้องสะดุ้งใ เนื่องจากบนชุดที่ทั้งสองสวมใส่มีรูปัซึ่งเป็สัญลักษณ์ของชนชั้นสูงอย่างเชื้อพระวงศ์ แต่เมื่อสังเกตกรงเล็บับนชุดสีดำของถังเฉิน หยวนอิงถึงกับร่างกายสั่นสะท้าน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความใพูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะหนึ่ง ในขณะนั้นเองถังเฉินก็กล่าวขึ้นมาว่า
“ได้รับเครื่องแต่งกายมาจากกรมพิธีการ ทางพระราชวังส่งมาให้” หยวนอิงจึงได้ผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก จากความใแปรเปลี่ยนเป็ดีใจและสุขใจแทนรั่วซีน้องเล็ก ซึ่งบัดนี้ดูเหมือนยังไม่รู้เื่รู้ราว
‘น้องเล็กต่อไปไม่ลำบากแล้ว ได้คนคนนี้มาอยู่ข้างกาย ช่างโชคดียิ่งนัก พวกข้าซึ่งเป็พี่น้องมีแต่ยินดี อีกทั้งยังได้หน้าไปด้วย’ หยวนอิงคิด เพราะในเวลานี้เขาย่อมเข้าใจแจ่มแจ้งถึงฐานะของคนตรงหน้า ที่เฝ้าสงสัยมาตลอดก่อนหน้านี้แต่ก็ไม่กล้าที่จะปักใจเชื่อ แต่ในยามนี้ดูท่าเขาจะเข้าใจไม่ผิดแล้ว
น้องเล็กของเขาคงจะทำบุญกุศลมามากในชาติที่แล้ว
จึงได้บุคคลผู้นี้มายืนอยู่ข้างกาย แต่ถึงแม้หยวนอิงจะโล่งใจและดีใจกับน้องเล็ก หากในส่วนลึกของจิตใจก็ยังคงรู้สึกยำเกรงคนตรงหน้าอยู่ดี เพราะเขาผู้นี้คือตำนานที่ยังคงมีชีวิต
“เมื่อทุกคนมากันพร้อมแล้ว เช่นนั้นไปกันเถอะ” เ้าสำนักกล่าวขึ้นมา ก่อนจะเดินนำทุกคนไปขึ้นรถม้าที่ถูกจัด เตรียมไว้ให้เพื่อเดินทางมุ่งสู่พระราชวัง
เมื่อเดินทางมาถึงงานเลี้ยง รั่วซีกับถังเฉินซึ่งล่วงหน้ามาก่อนได้ปลีกตัวแยกออกไป ไม่มีใครในพวกเขาที่จะคิดสงสัยหรือเอ่ยถาม เพราะที่แห่งนี้เปรียบเสมือนสวนหลังบ้านอีกแห่งของคนผู้นั้น
ยามเมื่อกลุ่มของหยวนอิงย่างเท้าเข้าห้องโถงงานเลี้ยง สายตาหลายคู่ล้วนจับจ้องมาทางพวกเขา หากหยวนอิงหาได้สนใจไม่ ด้วยความสนใจของเขาทั้งหมดมุ่งตรงไปยังตำแหน่งหนึ่งซึ่งมีชายหนุ่มในชุดสีม่วงคาดด้วยแถบทอง เส้นผมดำขลับแผ่เต็มแผ่นหลังหนาแกร่ง ใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มรวมทั้งสายตาประดุจเหยี่ยวคู่นั้นที่กำลังจับจ้องมองมาทางตนพาให้ใจเต้นระรัว สายตาคนทั้งคู่สบประสานกัน แม้ไม่มีใครเอื้อนเอ่ยเป็คำพูดแต่ต่างรู้ดีแก่ใจว่า มีความสุขเพียงใดที่ได้พบหน้ากัน
สายตาถังหลี่จับจ้องอยู่บนร่างหยวนอิงตลอดเวลานับจากก้าวเท้าเข้ามาในงานเลี้ยง ความรู้สึกยินดียามได้จ้องมองใบหน้าและดวงตาคู่นั้นเอ่อล้นอยู่ภายในใจ นี่เป็สิ่งที่เขาเฝ้ารอมาตลอด คงจะมีสักวันที่คนผู้นี้จะมาอยู่ข้างกายของเขาตลอดไปโดยไม่มีวันพรากจาก ถังหลี่คิดขณะสบตากับหยวนอิง
ขณะที่หยวนอิงกำลังมองถังหลี่อยู่ ทันใดนั้นเสียงคุ้นเคยก็ดังขึ้นไม่ไกล เมื่อสบตาเ้าของเสียงร่างของหยวนอิง ก็สั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ มือทั้งสองข้างกำแน่นจนเล็บแทงเข้าไปในฝ่ามือ ลมหายใจเริ่มติดขัด ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความรู้สึกผสมปนเปกันไปหมด ทั้งโกรธแค้น เสียใจ และเ็ป คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ใครอื่น นั่นคือพระราชบิดาของเขาเอง ฮ่องเต้แห่งแคว้นหยวน พร้อมด้วยหยวนฟง พี่ชายต่างมารดา ทั้งสองสบตาหยวนอิงเพียงแวบเดียวก่อนจะเบือนหน้าหนีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจและเหยียดหยาม
ดวงตาของหยวนอิงแดงก่ำด้วยความเ็ปและแค้นเคือง เมื่อเห็นการกระทำของหยวนซ่ง ผู้เป็บิดา ไม่นานหลังจากพิธีพระราชทานรางวัลอันยิ่งใหญ่เสร็จสิ้นลง จักรพรรดิแคว้นถังได้ตรัสถามฮ่องเต้หยวนซ่งเกี่ยวกับฐานะองค์ชายของเขา แต่หยวนอิงไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า หยวนซ่งจะกล่าวร้ายตระกูลลู่และตัวเขาต่อหน้าธารกำนัลอย่างโจ่งแจ้ง เหยียดหยามเขาราวกับสวะ และตัดขาดความสัมพันธ์ในฐานะพ่อลูกอย่างสิ้นเชิง เยื่อใยแห่งความผูกพันที่ยังหลงเหลืออยู่เพียงน้อยนิดในใจของหยวนอิงขาดสะบั้นลงในทันที เขาสิ้นหวังอย่างสุดซึ้ง หัวใจแหลกสลายราวกับกระเบื้องที่แตกละเอียด ความเป็จริงอันโหดร้ายกระแทกเข้าใส่หยวนอิงอย่างจัง เขาแทบจะหายใจไม่ออก ร่างกายสั่นเทา ฝ่ามือเล็บข่วนจนเจ็บแสบ ขณะที่หยวนอิงกำลังจมดิ่งอยู่ในความเศร้าโศกและไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป โชคชะตาก็เข้าข้างเขา เมื่อจักรพรรดิแคว้นถังทรงเห็นว่าหยวนอิงเป็สหายสนิทขององค์ชายห้า และทรง้าให้ถังหลี่มีผู้ช่วยที่ไว้ใจได้ จึงได้พระราชทานตำแหน่งอ๋องให้แก่หยวนอิง เป็การช่วยกอบกู้เกียรติยศและตบหน้าหยวนซ่งไปในตัว
ด้วยความเ็ปในใจ หยวนอิงจึงดื่มสุราจนมึนเมา แล้วขอตัวออกมาพักผ่อนเพียงลำพังในศาลาใกล้ๆ แต่แล้วก็ต้องพบกับหยวนฟง พี่ชายที่เขาไม่อยากเผชิญหน้าที่สุด
“เป็อย่างไรบ้าง ดูเ้าก็ค่อนข้างจะสบายดีนะ ข้าไม่คาดคิดเลยว่าเ้ายังคงมีชีวิตรอดมาได้” หยวนฟงกล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“อา ใช่ เ้าไม่อยากรู้หรือว่าตาของเ้าและคนตระกูลลู่เป็เช่นไรยามเ้าจากมา”
หยวนอิงจ้องมองหยวนฟงเขม็งแต่ไม่โต้ตอบสิ่งใด เขารู้ว่าหยวนฟงกำลังพยายามยั่วโทสะของตน
“ผู้หญิงในตระกูลลู่บางคนหน้าตาไม่เลว สหายข้าเล่นกับพวกเขาอย่างสนุกสนานก่อนจะถูกส่งไปลานปะา ส่วนเด็กเล็กๆ ก็ร้องไห้เสียงดังระงม ก่อนศีรษะจะกระเด็นพร้อมกัน” หยวนฟงกล่าวด้วยรอยยิ้มยั่วยุ และยังคงกล่าวต่อเมื่อเห็นท่าทีหยวนอิงที่กำลังโกรธจัด
“โอ ใช่ ส่วนท่านตาของเ้าแม่ทัพลู่ถิงผู้เกรียงไกร เสด็จพ่อทรงมีรับสั่งให้แห่ประจานรอบเมืองก่อนใช้ห้าม้าแยกร่าง ศพของเขาก็โยนให้สุนัขกิน เขาจะรู้ไหมว่าหลานสุดที่รักนั้นหนีมาเสวยสุขอยู่แคว้นถังขณะิญญาของเขากำลังเร่ร่อนหาร่างไม่พบ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
หยวนอิงซึ่งรับฟังเื่ราวร่างสั่นไปทั้งตัว สองตาแดงก่ำด้วยความโกรธ จนไม่อาจระงับอีกต่อไป เขา้าให้คนเบื้องหน้าหายไปตลอดการอย่ามีชีวิตอยู่อีกเลย ในขณะที่หยวนอิงกำลังจะลงมือ พลันมีเสียงหนึ่งดังขึ้นขัดจังหวะ
“ขอโทษที ข้ามาขัดจังหวะพวกท่านหรือไม่” เป็ถังหลี่นั่นเอง ที่กล่าวด้วยสีหน้ารู้สึกผิดเมื่อเข้ามาขัดจังหวะการพูดคุย
หยวนฟงชะงัก สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะหันมาทางถังหลี่และกล่าวตอบ
“หาขัดจังหวะอันใดไม่ แค่พี่น้องจากกันนานข้ารู้สึกเป็ห่วง เข้ามาถามไถ่สารทุกข์สุกดิบก็เท่านั้น”
“ข้าก็ออกมาได้สักระยะแล้ว เช่นนั้นขอตัวก่อน ฝากองค์ชายห้าช่วยดูแลน้องเล็กด้วย” หยวนฟง กล่าวออกมาเสมือนพี่ชายแสนดีเป็ห่วงน้องชายเต็มประดา
ถังหลี่ยิ้มอย่างสุภาพแต่รอยยิ้มนี้กลับไม่ได้ไปถึงดวงตา
“ข้าจะดูแลเขาให้ ไม่ต้องกังวล หากมีผู้ใดหมายเอาชีวิตเขา ข้าจะทำให้แน่ใจว่าศีรษะมันจะต้องกระเด็นไม่วันใดก็วันหนึ่ง เช่นนี้ท่านวางใจได้แล้วใช่หรือไม่”
หลังได้ฟังคำกล่าวของถังหลี่ หยวนฟงถึงกับหุบยิ้มอย่างฉับพลัน ก่อนจะเอ่ย “เช่นนั้นต้องขอขอบคุณองค์ชายห้าแล้ว”