บทที่19
สำนักเทพปฐี
เสียงหนึ่งดังขึ้นมาท่ามกลางความวุ่นวายการปะทะที่มันกำลังจะเริ่มขึ้นต้องหยุดลงอย่างทันควันดวงตาของผู้คนเ่าั้หันไปมองต้นเสียงที่ดังขึ้นมา
หลี่หยุนที่กำลังยืนอยู่ก็มองตรงไปที่ต้นเสียงนั้นเช่นเดียวกันเมื่อมองตรงไปเองก็พบเห็นเข้ากับร่างของคนผู้หนึ่ง
โดยร่างของผู้ที่ปรากฏกายอยู่บริเวณสุดสายตาในตอนนี้คือบุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีดำท่าทางกระเซอะกระเซิงเป็ชายวัยห้าสิบเขามีใบหน้าที่เห*่ยวย่นเล็กน้อยบนใบหน้ามีหนวดเคราสีดำประดับอยู่เรือนผม้าศีรษะเองก็มีสีดำสลับขาว
คนผู้นี้บนใบหน้าแดงก่ำดวงตาสะลึมสะลือภายในมือถือน้ำเต้าที่เป็น้ำเต้าสุราเอาไว้ ทั่วทั้งร่างกายเองก็มีแต่กลิ่นเหล้าแม้หลี่หยุนยืนอยู่ห่างออกจากบริเวณนั้นมาเป็จำนวนมาก
จมูกของเขายังคงได้กลิ่นเหล้าบนกายของคนผู้นั้นเลย
ร่างกายที่กำลังยืนอยู่เซไปเซมาราวกับเป็ต้นไม้ที่โดนสายลมพัดร่างกายที่กำลังยืนอยู่ราวกับว่าไม่สามารถยืนได้
เมื่อเอนไปทางซ้ายทีขวาทีมันเองก็ราวกับว่าร่างกายของคนผู้นั้นจะล้มลงไปกับพื้น
หลี่หยุนเหลือบสายตาของตนเองขึ้นไปเล็กน้อยคิดเกี่ยวกับเื่ที่เกิดขึ้น“ จริงอยู่ที่ว่าตัวของเราทำการวางเกี่ยวกับรายละเอียดของเมืองแห่งนี้เอาไว้แต่ก็วางรายละเอียดเอาไว้คร่าวๆเท่านั้น ”
“ มองถึงสำนักใหญ่แต่ละสำนักและก็มองถึงรายละเอียดส่วนใหญ่ภายในเมืองแห่งนี้ก็ไม่ได้วางทั้งหมด”
“ เนื้อหาภายในนิยายมีบางส่วนที่หลุดไปบ้างเพราะว่าการบรรยายนั้นไม่จำเป็จะต้องบรรยายทุกอย่างอย่างละเอียดถี่ถ้วน”
“ เพราะแบบนั้นผู้ที่ปรากฏกายอยู่ด้านหน้าในตอนนี้ คือผู้ใดกัน? ” เขาคิดภายในใจของตนเองอย่างสับสนเมื่อมองเห็นผู้ที่อยู่ด้านหน้า
มันเป็เพราะว่าจริงอยู่ที่เขานั้นวางรายละเอียดส่วนใหญ่ภายในเมืองแห่งนี้เอาไว้ทว่าเขาก็ไม่ได้วางพวกมันเอาไว้ทั้งหมด
ตอนนี้ผู้ที่ปรากฏกายมาบริเวณด้านหน้าของเขาเขามองดูแล้วชายผู้นี้น่าจะมีบางอย่างที่ไม่ธรรมดา
อีกทั้งชุดที่กำลังสวมใส่อยู่มันก็เป็ชุดเดียวกับคนของสำนักเทพปฐี
หลี่หยุนมองเห็นเช่นนั้นเขาก็พยายามแสดงท่าทางสงบนิ่งเอาไว้เขาพยายามแสดงท่าทางสงบนิ่งเพื่อให้ผู้ที่อยู่บริเวณด้านหน้าได้แสดงตัวออกมา
ในขณะที่เขากำลังยืนจ้องมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชายขี้เมาพูดนั้นที่ปรากฏกายออกมาแสยะยิ้มออกมาที่มุมปากแล้วมันก็ทำการกล่าวกับพวกคนของสำนักคุ้มภัย “พวกเ้าก็ทำเช่นนี้ไม่เทียบเท่ากับว่าเื่จะเดินทางไปถึงหูของท่านอ๋องนั้นหรือ?”
เมื่อชายขี้เมาพูดนั้นพูดออกมามันเองก็ทำให้พวกสำนักคุ้มภัยพวกนั้นต่างพากันแสดงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหนักใจ
สุดท้ายแล้วพวกมันเองก็กัดฟันแน่นแล้วยอมเดินถอยไปแต่โดยดี
พวกคนของสำนักคุ้มภัยเดินถอยหลังออกไปจากจุดนี้ฟันภายในปากของมันกัดกระทบกันแน่นด้วยความรู้สึกที่เปี่ยมล้นไปด้วยความโกรธ
แต่ถึงอย่างไรก็ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ปะทะที่บริเวณตลาดมันเองก็น่าจะจบลงแล้วด้วยเช่นเดียวกัน
ตอนแรกคิดว่าจะมีการเปิดการปะทะบริเวณใจกลางตลาดแห่งนี้เสียแล้ว
เหล่าผู้คนที่อยู่บริเวณรอบรอบเองก็หวาดกลัวถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นมาจริงๆ
หลังจากที่คนพวกนั้นเดินออกไปจากบริเวณนี้กลุ่มศิษย์ของสำนักเทพปฐีที่กำลังยืนอยู่หันไปหาชายขี้เมาที่สวมใส่ชุดรูปแบบเดียวกันผู้นั้นแล้วก็กล่าวออกมาอย่างพร้อมเพียง“ ขอบคุณท่านอาจารย์มาก!!! ”
คนพวกนั้นทำการก้มศีรษะคำนับชายชี้เมาที่กำลังยืนอยู่
แต่มันเองก็ทำให้หลี่หยุนรู้ด้วยเช่นเดียวกันว่าชายผู้นั้นเป็ผู้ใด
คนผู้นั้นคือเ้าสำนักเทพปฐีคนปัจจุบัน
หลี่หยุนถือโอกาสที่ได้เผชิญหน้ากับคนผู้นั้นใช้แววตาที่เต็มไปด้วยความจริงจังต้องมองไปที่มัน
หลังจากนั้นเขาถ่ายทอดลมปราณออกมาจากแก่นิญญาภายในร่างกายส่งมาถึงบริเวณดวงตา
ดวงตาที่สุขสันต์เสริมด้วยพลังลมปราณได้ใช้ทักษะอย่างรู้ออกมา“ หยั่งรู้!!! ”
เขาใช้ทักษะอย่างรู้จ้องมองไปที่อีกฝ่ายที่อยู่บริเวณด้านหน้ามองตรงไปสามารถประเมินถึงความสามารถของอีกฝ่ายใดเข้าคร่าวๆ
[ชื่อ ???]
[ทักษะพร์ - กำลังกายสามดาว - เรียนรู้รวดเร็วระดับสามดาว ]
[ขอบเขตพลังบ่มเพาะปราณ - ก่อจิตขั้นเก้า ]
เมื่อเห็นความสามารถของมันปรากฏขึ้นมาด้านหน้าหลี่หยุนอุทานภายในใจของตนเอง “ ระดับก่อจิตขั้นเก้า ไม่เพียงเท่านั้นยังมีทักษะพร์ทางด้านกำลังระดับสามดาว”
“ ความสามารถเช่นนี้ไม่ใช่คนธรรมดาเป็ยอดฝีมือคู่หนึ่งภายในเมืองเล็กๆเช่นนี้ชายขี้เมาผู้นี้น่าจะเป็คนที่แข็งแกร่งลำดับต้นๆเลยก็ว่าได้”
ภายในอาณาจักรที่อ่อนแอที่สุดอย่างอาณาจักรฟ้าครามและก็ภายในเมืองขนาดกลางเช่นนี้สำหรับยอดฝีมือที่อยู่ในระดับจิตขั้นเก้าถือว่าเป็ยอดฝีมือที่มีระดับสูงมากแล้ว
เพราะว่าผู้คนภายในสถานที่แห่งนี้ไม่น่าจะมีผู้ใดที่มีความแข็งแกร่งสูงกว่าระดับก่อจิตขั้นเก้า
เพราะว่าถ้าขึ้นไปจากระดับจิตขั้นเก้ามันเองก็เป็อยู่ในระดับต้นปราณขั้นหนึ่ง
ซึ่งระดับสร้างปราณและระดับก่อจิตอยู่ห่างกันมากพอสมควรผู้คนภายในเมืองแห่งนี้ที่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีฝีมืออันใดมากมายคงจะได้แต่แหงนมองระดับสร้างปราณ
แต่สิ่งที่เขากำลังสงสัยในยามนี้มันเองก็คือเหตุใดเหตุใดผู้ที่อยู่ด้านหน้าที่มีพร์มากขนาดนี้ถึงทำให้สำนักแห่งนี้ตกต่ำ
หลี่หยุนรู้สึกประหลาดใจจริงๆระดับยอดฝีมือที่อยู่ในระดับจิตขั้น และพร์ทางด้านพละกำลังระดับสามดาวคนผู้นี้น่าจะแข็งแกร่งเลยทีเดียว
มันเลยทำให้เขานั้นเต็มไปด้วยความสงสัยว่าเหตุใดผู้ที่อยู่บริเวณด้านหน้าในยามนี้ถึงไม่สามารถนำพาให้สำนักของตนเองรุ่งเรืองได้
ตามความสงสัยนั้นกลุ่มคนของสำนักเทพปฐีก็ได้เดินออกจากถนนเส้นหลักมุ่งตรงกับไปยังสำนักของตนเอง
หลี่หยุนตอนแรกคิดจะเดินทางกลับไปที่บ้านแต่เมื่อเห็นคนพวกนั้นน่าสนใจและก็ยังมีปัญหาที่ติดอยู่ภายในอก
เขาหันไปบริเวณด้านหลังแล้วก็กล่าวกลับสาวใช้ข้างกายของเขา“ เดินทางตามไปกันเถอะ… ”
หลี่หยุนตัดสินใจเดินตามคนพวกนั้นไปอย่างห่างๆเขารู้สึกสนใจในตัวของสำนักเทพปฐีและกลุ่มคนพวกนั้น
จะทำการเดินทางตามไปเรื่อยๆโดยที่ไม่ให้อีกฝ่ายนั้นรู้ตัวสุดท้ายแล้วเขาเองก็มาโผล่ที่สำนักเทพปฐีในที่สุด
มันเป็สำนักที่ตั้งอยู่บริเวณด้านหลังเมืองสำนักเล็กๆที่มันทั้งเก่าและทรุดโทรม ภายในสถานที่แห่งนี้มีศิษย์อยู่เพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น
แล้วป้ายบริเวณด้านหน้าสำนักมันเองก็ราวกลับว่าแขวนไว้เฉยๆมีฝุ่นเกาะจนป้ายบริเวณ้าประตูทางเข้ามันแทบจะมองไม่เห็นชื่อเลยด้วยซ้ำ
แล้วมันเองก็เรากลับว่าโชคชะตานั้นเป็ใจเมื่อเขาเดินทางมาถึงมันก็มีศิษย์อีก 2 ผู้ที่อยู่ภายในสำนักต่างพากันลาออก
เมื่อพวกมันพากันลาออกชายขี้เมาผู้นั้นที่เดินกลับมาถึงก็ไม่ได้ยื้อกันไปเลยแม้แต่น้อยทำการสะบัดมือไล่พวกมันไป
มันกลับกลายเป็ว่าภายในสถานที่แห่งนี้เหลือศิษย์อยู่ภายในสำนักเพียงแค่สามคนเท่านั้น
ภายในสำนักที่ทรุดโทรมชายขี้เมาที่เดินทางกลับมาหย่อนก้นนั่งลงตรงบริเวณเก้าอี้กลางห้องโถง
ศิษย์เหลือเพียงแค่สามคนภายในสำนักก็เต็มไปด้วยความหนักใจพวกเขาเป็ศิษย์ชายทั้งหมดแสดงท่าทางหนักใจโดยการถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ทั้งหลายและคอตกลงแสดงใบหน้าที่อื่นละอาย
ภายในใจของพวกเขาก็คิดเอาไว้ว่าสำนักแห่งนี้คงจะอยู่ได้ต่อจากนี้อีกไม่นาน
หลี่หยุนที่กำลังยืนมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากบริเวณด้านนอกเขายืนมองเช่นนั้นอยู่สักพักก่อนที่จะหันใบหน้าของตนเองไปหาซินซิน “เ้าเดินทางกลับไปก่อนก็ได้… "
นางแสดงใบหน้าที่สงสัย“ หมายความว่าอย่างไรหรือเ้าคะ? ”
“ ถ้ามีเื่ที่จะต้องทำสักหน่อย เอาเป็ว่าเ้าเดินทางกลับไปก่อน ”
“ ได้อย่างไรล่ะเ้าคะตอนนี้คนของสำนักกระบี่ราชันย์กำลังเดินเพ่นพ่านอยู่ภายในเมือง..”
นางพูดออกมาเช่นนั้นแต่ยังไม่ทันพูดจบหลี่หยุนที่กำลังยืนอยู่ยกมือขึ้นมาห้ามปากของนางแล้วก็ตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว “พวกมันไม่มีแล้วตอนนี้คนพวกนั้นตายหมดแล้วเ้าสังหารไปเมื่อครู่อย่างไรจำไม่ได้อย่างนั้นหรือ… ”
ซินซินได้ยินเช่นนั้นก็ไม่สามารถพูดอะไรออกสุดท้ายแล้วนางเองก็ต้องพยักหน้าแล้วก็เดินตรงกลับไปที่บ้านบริเวณชานเมือง
นางเดินหายออกไปจากถนนเส้นนี้หลี่หยุนที่กำลังยืนอยู่บริเวณหน้าประตูสำนักเขาทำการก้าวเท้าออกไปและก้าวเข้าไปภายในสถานที่แห่งนั้น
“ ตึก!!! ตึก!!! ตึก!!! ” เสียงฝีเท้าดังแว่วมาจากบริเวณด้านหลังดวงตาของศิษย์ทั้ง 3 ภายในสำนักที่หลงเหลืออยู่หันไปมองอย่างรวดเร็ว
เขาได้ยินเสียงของฝีเท้าปริศนาที่ย่างกายเข้ามาภายในสำนักหันกลับไปมองก็พบเจอเข้ากับบุรุษวัย 20 ต้นๆผู้หนึ่งที่ก้าวเดินเข้ามา
หลี่หยุนก้าวเดินเข้ามาภายในสถานที่แห่งนี้ดวงตาของคนพวกนั้นต่างพากันจ้องมองไป
พวกมันเองก็เป็บุรุษที่มี่วัยไล่เลี่ยกันสองคนบริเวณด้านหลัง่วัยประมาณ18-19 ส่วนคนที่อยู่บริเวณด้านหน้าสุดน่าจะเป็ศิษย์พี่มีไว้ประมาณยี่สิบต้นๆ
หลี่หยุนเดินเข้ามาด้วยท่าทางไม่เก่งกว่าอันใดเขาเอามือทั้งสองข้างไขว้หลังก้าวเท้าเข้ามาจนถึงบริเวณตัวห้องโถงที่มีทั้ง 3กำลังยืนอยู่
คนพวกนั้นจ้องมองอย่างประหลาดใจก่อนที่มันจะถามขึ้นมา“ เ้าเข้ามาที่สถานที่แห่งนี้ทำไม? ”
หลี่หยุนแสดงรอยยิ้มที่มุมปากทั้งสองข้างจากนั้นก็ตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว“ ข้ามาสมัคร.. ”
“ มาสมัครเป็ศิษย์อย่างนั้นหรือ!!! ถ้าอย่างนั้นต้องรอก่อนนะเพราะว่าตอนนี้ท่านเ้าสำนักยังสลบไม่ฟื้นเลย..”คนที่อยู่บริเวณด้านหน้าสุดทำการปรายมือไปด้านหลังให้เห็นท่านเ้าสำนักที่อยู่ในสภาพเมาแอ๋แล้วก็กำลังหลับอยู่บนเก้าอี้
หลี่หยุนส่ายใบหน้าของตนเองไปมาแล้วตอบกลับ“ ไม่ใช่!! ข้ามาสมัครเป็อาจารย์ต่างหาก!! ”
“ !!!! ”
….