หลิงเหยาขมวดคิ้ว ไม่รู้เพราะเหตุใดเมื่อถูกฉินอวี่จ้องมองนางจึงรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยเดิมคิดว่าฉินอวี่กำลังหลงใหลอยู่กับความงามของตนเอง แต่สายตาของฉินอวี่ทำให้หลิงเหยารู้สึกสับสน และยิ่งโกรธมากขึ้น
ในฐานะผู้หญิง นางมีสัมผัสที่หกอันเฉียบแหลมนางสามารถมั่นใจได้เลยว่า ฉินอวี่ไม่ได้มองดูนางราวกับว่ามีคนอื่นกำลังซ้อนอยู่ในสายตาของฉินอวี่สิ่งนี้ทำให้หลิงเหยารู้สึกผิดหวังเล็กน้อยและยังมีข้อสงสัยบางอย่างเกี่ยวกับรูปลักษณ์ของนางแต่สุดท้ายนางกลับหงุดหงิดมากขึ้น ยกแส้สีทองในมือแล้วพูดเบาๆ “มองอะไรของเจ้า? อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจก็แล้วกัน”
ฉินอวี่ได้สติกลับมา มุมปากมีความขมขื่นเล็กน้อยหลิงเหยาที่อยู่ตรงหน้าจะเป็นโจวเสวี่ยฉิงไปได้อย่างไรกัน?แม้ว่าใบหน้าท่าทางของทั้งสองคนจะคล้ายกันกว่าเจ็ดส่วนแต่บุคลิกและอารมณ์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
และเวลาก็ผ่านไปหลายปีแล้ว จะเป็นนางได้อย่างไร?
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ฉินอวี่ก็ถอนหายใจและไม่มองหลิงเหยาให้มากนัก หยิบเม็ดยาจากจื่อซวินเอ๋อออกมาและทำสมาธิเพื่อฟื้นฟูร่างกายจากอาการบาดเจ็บ
หลิงเหยามีสีหน้านิ่งไป นางค่อยๆลดมือที่ยกขึ้นไปในอากาศลงอย่างช้าๆมองไปยังฉินอวี่ในชุดที่เลอะเทอะและโชกไปด้วยเลือดทั่วทั้งร่างนางจึงนึกขึ้นมาได้ว่าฉินอวี่ไม่มีคร่ำครวญอะไรเลยตั้งแต่ต้นจนจบ
มีความคิดบางอย่างในใจที่อธิบายไม่ได้นางกัดริมฝีปากเบาๆ จ้องมองทางฉินอวี่ ด้วยดวงตาที่ใสบริสุทธิ์ ในขณะนี้หลิงเหยาได้พบว่านางไม่สามารถมองอะไรในตัวของผู้ฝึกตนตัวน้อยในขั้นยุทธ์ระดับแปดคนนี้ได้เลย
ยิ่งกว่านั้นดวงตาที่พร่ามัวและซับซ้อนก่อนหน้านี้ได้แผดเผาหัวใจของหลิงเหยาราวกับรอยตราที่นาบมาด้วยความร้อนความเศร้า ความเหงา และความโดดเดี่ยวที่ฉินอวี่เผยออกมาอย่างไร้ตัวตนได้กระทบจิตใจของหลิงเหยา ราวกับว่าผู้ฝึกตนตัวน้อยคนนี้มีเรื่องที่แสนเศร้ามากมายที่ไม่ต้องการให้ผู้คนรับรู้
ดังที่ฉินอวี่กล่าวไว้หลิงเหยาเป็นบุตรแห่งสวรรค์อันภาคภูมิของสำนักและเป็นหนึ่งในกลุ่มเสมือนนักบุญหญิงของสำนักเหยาฉือและด้วยสาเหตุที่มีแก่นแท้แห่งเต๋าติดตัวแต่กำเนิดการฝึกฝนของนางจึงเต็มไปด้วยความราบรื่น อายุเพียงสิบปีนางก็สามารถก้าวเข้าสู่ขั้นกุมารทิพย์ที่ผู้คนนับไม่ถ้วนยังไม่สามารถทำได้จนได้รับการยกย่องให้เป็นนักบุญหญิงและเจ้าสำนักรุ่นต่อไป
ด้วยความพร้อมทั้งด้านความรู้ความสามารถและความงดงามหลิงเหยาจึงเป็นที่รักใคร่และทะนุถนอมของเหล่าอาจารย์และผู้อาวุโสในสำนักเหยาฉือ
ความรักที่มากเกินไปและการห้อมล้อมทะนุถนอมของบรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องทำให้หลิงเหยาเริ่มสูญเสียจิตใจเดิมแท้ของนาง แต่นางก็ไม่ชอบความรู้สึกเช่นนี้เลยนางมักจะรู้สึกเสมอว่ามีบางอย่างในชีวิตขาดหายไปและปรารถนาที่จะออกจากสำนักไปท่องโลกภายนอกเป็นอย่างมาก
ครั้งนี้ได้ยินว่ามีคนกล้าไปที่ภูเขาด้านหลังเพื่อแอบดูเหล่าศิษย์น้องที่กำลังอาบน้ำอยู่แต่ศิษย์ที่ส่งออกไปต่างกลับมาอย่างล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลิงเหยาเห็นโอกาสนี้จึงเริ่มขออาสาที่จะออกมาตามจับสยงท่าเทียนและหลี่เทียนจีทั้งหมดนี้จึงทำให้เกิดเหตุการณ์ในปัจจุบันนี้ขึ้น
ครึ่งชั่วยามต่อมา
คราบเลือดบนร่างกายของฉินอวี่เริ่มตกสะเก็ดไปเกือบทั้งหมดแล้วและฉินอวี่ก็ลืมตาขึ้นจากการทำสมาธิ แต่กลับเห็นคนกำลังยืนเอามือไพล่หลังทอดสายตามองออกไปในส่วนลึกของเนินเขา สายลมพัดผ่านเข้ามาพัดชุดสีขาวและเส้นผมของนางปลิวไสว
ดวงตาของฉินอวี่ซับซ้อนมากขึ้น แม้เขาจะรู้ว่าหญิงงามคนนี้ไม่ใช่หญิงงามคนนั้นแต่รูปลักษณ์ของหลิงเหยา ทำให้ฉินอวี่ไม่สามารถหยุดเชื่อมโยงระหว่างนางทั้งสองคนได้
ในเวลานี้ ลูกหมาป่าที่ถูกโยนทิ้งไปข้างๆดูเหมือนจะฟื้นขึ้นมาแล้ว ส่งเสียงหอนเหมือนลูกสุนัขขึ้นมาทันทีซึ่งดูเหมือนกำลังหิว
หลิงเหยาหันกลับมาประจวบกับเห็นการจ้องมองที่ซับซ้อนของฉินอวี่ หลิงเหยาขมวดคิ้วและถอนหายใจ
ฉินอวี่ละสายตากลับมา สีหน้ากลับมาเป็นปกติเขาเหลือบมองลูกหมาป่าที่กำลังส่งเสียง แล้วพูดช้าๆ “เจ้าช่วยข้านำหมาป่าตัวนี้ไปคืนให้ราชาหมาป่าหน่อยพวกเราออกจากแดนสุสานอสูรแห่งนี้กันเถอะ”
เมื่อแน่ใจว่าหลิงเหยาจะไม่ลงมืออีก ฉินอวี่จึงไม่มีความคิดจะอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้วเมื่อมีหลิงเหยาอยู่ด้วย แม้ว่าราชาหมาป่าจะมีความขุ่นเคืองใจก็คงไม่กล้าทำอะไรหลิงเหยา ท้ายที่สุดเขาก็จะต้องกลัวคำพูดเมื่อก่อนหน้านี้ของหลิงเหยา
เพียงแต่ เพื่อความปลอดภัยจะต้องขอให้หลิงเหยาช่วยนำลูกหมาป่าไปคืนเสียก่อนหลังจากที่ราชาหมาป่าออกไปจากที่นี่ แล้วค่อยจากออกไปก็ยังไม่สาย
ส่วนเรื่องตำหนักเต๋า... ฉินอวี่ไม่เคยคิดอยากได้อะไรจากด้านในนั้นมาก่อนตำหนักเต๋ายังไม่เปิดออก ก็ถูกผู้ฝึกตนจับจ้องกันแล้ว จะเห็นได้ว่าตำหนักเต๋านี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆหากมีการเกิดขึ้นจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าจะเชื้อเชิญผู้แข็งแกร่งมาได้มากน้อยเพียงใดถึงแม้จะอยู่ที่นี่ต่อไป ก็ไม่มีทางได้ของวิเศษอะไรออกมาเช่นกันและอาจต้องประสบกับอันตรายมากยิ่งกว่า
“เจ้าไม่มีมือไม่มีเท้าหรือ?” หลิงเหยาพูดอย่างเย็นชานางรู้สึกได้ว่าตั้งแต่ฉินอวี่มองไปที่ใบหน้าของนางก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปเป็นคนอื่น สิ่งนี้ทำให้หลิงเหยารำคาญใจอย่างยิ่งเพราะนางรู้สึกเสมอว่าดวงตาของฉินอวี่เหมือนกำลังมองไปที่บุคคลอื่นในฐานะที่เป็นบุตรแห่งสวรรค์อันภาคภูมิ หลิงเหยาจึงสุดที่จะทนได้!
“ข้ามีเรื่องมากมายเกี่ยวกับปรมาจารย์โจวเสวี่ยฉิงของเจ้าถ้าเจ้าช่วยข้าทำเรื่องนี้ พวกเราค่อยๆ พูดคุยกันได้” ฉินอวี่ยิ้มอย่างช่วยไม่ได้มันไม่มีประโยชน์ที่เขาจะรีบทำอะไร ด้วยท่าทีในปัจจุบันของหลิงเหยาทำได้แค่ใช้บางสิ่งบางอย่างเพื่อโน้มน้าวนาง
หลิงเหยานิ่งและจ้องมองฉินอวี่อย่างโกรธเกรี้ยวนางต้องการปฏิเสธโดยสัญชาตญาณ แต่สิ่งที่ฉินอวี่พูดทำให้นางไม่สามารถปฏิเสธได้หลิงเหยากัดริมฝีปากเบาๆ ยกมือขวาขึ้น และนำลูกหมาป่าลอยเข้าไปในมือของนางจากนั้นจึงคว้าไว้และพาไปทางราชาหมาป่า
จนกระทั่งหลิงเหยามอบลูกหมาป่าให้กับราชาหมาป่าและราชาหมาป่าก็ส่งเสียงเห่าหอนด้วยความดีใจปนประหลาดใจขึ้นมา คาบลูกหมาป่าไว้และนำฝูงหมาป่าจากออกไป เมื่อเห็นสิ่งนี้ฉินอวี่ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ฉินอวี่ยืนขึ้นอย่างช้าๆและคิดว่าจะรออีกสักครึ่งชั่วยาม ให้ราชาหมาป่าอยู่ห่างออกไปเสียก่อนเขาและหลิงเหยาจึงจะออกไปจากที่นี่ และกลับไปยังเมืองหลักเทียนอู่แม้ว่าระดับการฝึกฝนจะยังไม่เข้าสู่ขั้นยุทธ์ระดับเก้าแต่ฉินอวี่ก็มั่นใจว่าตนเองจะสามารถเข้าสู่ระดับเก้าได้ภายในสองเดือนจากนี้ถึงเวลานั้น ฉินอวี่ก็มั่นใจยิ่งนักว่าจะสามารถสังหารชุยซั่วได้ในคราเดียว!
ขณะที่ฉินอวี่กำลังจ้องตรงไปยังหลิงเหยา ทันใดนั้นพื้นที่ก็สั่นสะเทือน
ฉินอวี่หันศีรษะไปมองส่วนลึกเข้าไปในเนินเขาสีหน้าดูตกตะลึงไปเล็กน้อย และเขายังได้ยินเสียงที่อธิบายไม่ถูกซึ่งไม่สามารถระบุลักษณะของเสียงได้ถูก บางครั้งก็เหมือนว่ามีแต่ก็ดูเหมือนจะไม่มี แต่ฉินอวี่มั่นใจว่าเคยได้ยินเสียงเช่นนี้มาก่อนอย่างแน่นอน!
“มันคือเสียงอะไรกันแน่? เสียงสั่นสะเทือนของพื้นที่เสียงคาถาเวทดังขึ้นเป็นพักๆ...” ฉินอวี่จ้องเข้าไปในส่วนลึก และเริ่มครุ่นคิด เขายังคงมั่นใจว่าเคยได้ยินเสียงเช่นนี้มาก่อนแต่นึกอย่างไรก็นึกไม่ออก
“หรือจะกลับกันก่อนดี ที่แห่งนี้ค่อนข้างอันตราย”ฉินอวี่พึมพำ หลังจากคิดดูแล้ว เขาก็หันกลับมา และมองไปทางหลิงเหยาก่อนจะพูดขึ้น“ที่แห่งนี้อันตราย พวกเราออกไปกันก่อนดีกว่า!”
ก่อนที่ฉินอวี่จะพูดจบเขาก็รีบออกไปอย่างรวดเร็ว เขาเดินไปไม่กี่ก้าวก็หยุดลงอย่างกะทันหันจากนั้นก็หันกลับไปมองหลิงเหยาที่ยังคงเดินตามมาอย่างช้าๆ และพูดว่า “สหายหลิง?”
หลิงเหยาทำไม่รู้ไม่ชี้และยังคงก้าวไปข้างหน้าช้าๆ
ฉินอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อยและยืนอยู่ตรงหน้าหลิงเหยาจึงได้สังเกตเห็นว่าหลิงเหยาเริ่มมีอาการตาปรือเล็กน้อยและยังคงก้าวเดินไปข้างหน้า
ฉินอวี่ตกใจและคาดเดาอะไรบางอย่างได้จากนั้นจึงตรงไปอุ้มหลิงเหยาและวิ่งออกไปอย่างไม่พูดจา แต่หลิงเหยาโบกมือซ้ายขึ้นปลดปล่อยพลังปราณออกมาทั่วทิศ จนฉินอวี่ตกใจล่าถอยออกมา
“หลิงเหยา!” ฉินอวี่ตะโกนด้วยเสียงต่ำ
หลิงเหยายังคงเหมือนคนหูหนวกก้าวต่อไปข้างหน้าช้าๆ อย่างเป็นจังหวะ!
ทันใดนั้นฉินอวี่ก็ได้ยินเสียงของคาถาเวทที่เลื่อนลอยดังออกมาจากร่างกายของหลิงเหยาเมื่อมองดูหลิงเหยาที่กำลังมีท่าทางเหมือนซากศพเดินได้ม่านตาของฉินอวี่ก็หดตัวลงอย่างรวดเร็ว และอุทานขึ้นอย่างตกใจ “เสียงวิถีห้วงมรณะ!”
“เป็นไปได้อย่างไรเหตุใดจึงมีเสียงวิถีห้วงมรณะอยู่ที่นี่ได้?”ฉินอวี่มองเข้าไปในส่วนลึกของเนินเขาด้วยความเหลือเชื่อ สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอย่างมากทันใดนั้นก็มองไปทางหลิงเหยาอย่างกะทันหัน และพึมพำเบาๆ “ใช่แล้วยังอยู่ในวัยหนุ่มสาวแต่เข้าถึงขั้นกุมารทิพย์ได้นางจะต้องเป็นร่างแท้แห่งเต๋าโดยกำเนิด!”
“มีเพียงร่างแท้แห่งเต๋าเท่านั้นที่จะสามารถสะท้อนเสียงวิถีห้วงมรณะออกมาได้! ที่แห่งนี้... แท้จริงแล้วไม่ใช่ตำหนักเต๋าอะไรเลยแต่เป็นกับดัก เป็นแผนชั่วร้าย!” ฉินอวี่รู้สึกตกใจ
ในตอนที่เขาอยู่ในสำนักเทียนฉีฉินอวี่เคยได้ยินเสียงวิถีห้วงมรณะด้วยตนเองมาก่อน!
นั่นคือเสียงวิถีห้วงมรณะในตอนที่ปรมาจารย์สำนักเทียนฉีกำลังบำเพ็ญอย่างเด็ดขาดเพื่อก้าวสู่ระดับฝึกตนชั้นสูงในตอนนั้น บังเอิญว่าเป็นช่วงเวลาที่สำนักเทียนฉีกำลังทดสอบศิษย์ที่เข้าใหม่พอดีมีชายหนุ่มผู้เป็นร่างแท้แห่งเต๋าโดยกำเนิดคนหนึ่งได้เกิดสะท้อนกับเสียงวิถีห้วงมรณะท้ายที่สุดเขาคนนั้นก็เดินไปยังสถานที่บำเพ็ญของปรมาจารย์ด้วยท่าทางราวกับซากศพที่เดินได้ร่างหนึ่ง
ส่วนเกิดเรื่องอะไรขึ้นนั้นฉินอวี่ก็ไม่รู้เช่นกัน
แต่ท้ายที่สุดกลับกลายเป็นว่าชายหนุ่มที่มีร่างแท้แห่งเต๋าโดยกำเนิดจะต้องตายอย่างน่าเวทนาส่วนปรมาจารย์ก็บรรลุสู่ขั้นที่ต้องการได้สำเร็จ!
ท้ายที่สุดสำนักเทียนฉีก็ไม่ปล่อยเรื่องนี้ให้จบไปโดยเปล่าแต่ได้ให้การชดเชยแก่คนในตระกูลของชายหนุ่มคนนั้นแม้แต่น้องชายก็ถูกปรมาจารย์รับเป็นศิษย์สายตรงคนสุดท้าย
แม้ว่าฉินอวี่จะอ่านตำราโบราณมาหลายหมื่นเล่มเขาก็พบการกล่าวถึงเสียงวิถีห้วงมรณะนี้ไว้เพียงไม่กี่คำบอกไว้เพียงแค่ว่าสิ่งนี้จะสะท้อนกับร่างแท้แห่งเต๋าโดยกำเนิด ส่วนเรื่องอื่นๆนั้นเป็นเพียงการคาดเดา!
ถ้าไม่ใช่เพราะฉินอวี่เคยได้ยินเสียงเช่นนี้มาก่อนเขาก็คงไม่มีทางรู้ว่ามันคือเสียงวิธีห้วงมรณะ! และด้วยจุดจบของหลิงเหยาก็คงจะไม่แตกต่างไปจากชายหนุ่มคนนั้นสักเท่าไร
“เดี๋ยวก่อนนะ หรือจะมีคนอยู่ในตำหนักเต๋าแห่งนี้?หรือจะมีการปิดผนึกร่างอันแข็งแกร่งเอาไว้ที่นี่?”ฉินอวี่ครุ่นคิดอย่างจริงจัง และรู้สึกเสียดายบางสิ่งอยู่ในใจเขาเสียใจที่นำลูกหมาป่าคืนให้กับราชาหมาป่า ไม่เช่นนั้น... ตอนนี้ก็คงจะขอความช่วยเหลือจากราชาหมาป่าได้แต่ตอนนี้... เป็นเรื่องยากยิ่งนักที่เขาจะหยุดหลิงเหยาด้วยพละกำลังของเขาเอง
เมื่อมองย้อนกลับไปที่หลิงเหยาซึ่งกำลังเดินไปข้างหน้าช้าๆในใจของฉินอวี่ก็ดิ้นรนอย่างหาที่เปรียบมิได้
ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ ฉินอวี่คงไม่คิดอะไรมากและแค่เดินออกไปเพราะเขามาในพื้นที่ต้องห้ามแห่งนี้ก็เพื่อหาโอกาสในการกำจัดหลิงเหยาหากมีโอกาสเขาสามารถทิ้งหลิงเหยาเอาไว้ที่นี่ได้ทันทีโดยไม่ลังเล
แต่ด้วยโชคชะตาเหมือนกลั่นแกล้งคนหลิงเหยากลับมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกับโจวเสวี่ยฉิงจึงทำให้ฉินอวี่ไม่สามารถเพิกเฉยกับเรื่องนี้ได้
“รูปร่างหน้าตาคล้ายกันเป็นคนสำนักเหยาฉือเหมือนกัน... นี่เป็นชะตาที่ถูกสวรรค์ลิขิตไว้หรือ หรือว่า... เจ้ากำลังมาเพื่อทำตามคำสัญญาในอดีต?” ฉินอวี่พึมพำกับตนเองด้วยความเจ็บปวดมองดูร่างของหลิงเหยาที่เริ่มต่อสู้ดิ้นรนมากขึ้น
หลิงเหยาค่อยๆ หายลับไกลออกไป จึงไม่มีเวลามากนักสำหรับความลังเลของฉินอวี่
ฉินอวี่กัดฟันแน่น และค่อยๆ หลับตาลงรอยยิ้มอันแสนหวานและวาจาที่แสนไพเราะนั้น ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของเขา
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งฉินอวี่ก็ลืมตาขึ้นอย่างจริงจัง ลำแสงสีแดงเพลิงสาดส่องออกมาทั่วทั้งร่างพุ่งตรงไปทางหลิงเหยา