คุณเชื่อเื่พลังวิเศษมั้ย? แล้วพลังจิตล่ะ คุณเชื่อรึป่าว? ผมไม่เคยเชื่อเลยจนกระทั่งอายุ6ขวบ ผมชื่อ 'นิศากร รุ่งสติ' เรียกสั้นๆว่า 'นิศ' เป็แค่เด็กผู้ชายธรรมดาคนนึงที่พบเจอกับวันที่แสนโชคร้าย และเปลี่ยนแปลงชีวิตผมไปตลอดกาล ทุกอย่างมันเริ่มต้นขึ้นในวันที่อากาศสดใส
วันนั้นเป็วันอาทิตย์ ผม น้องชาย และพ่อกับแม่ กำลังเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดกันในวันหยุดสุดสัปดาห์ และในระหว่างที่กำลังนั่งอบู่บนรถนั่นเอง
"พ่อแม่จะพาผมกับน้องไปเที่ยวไหนกันหรอครับ" ผมถามขึ้นขณะที่กำลังนั่งเล่นกับน้องชายฝาแฝดตรงที่นั่งด้านหลัง
"ลองทายดูสิจ้ะ" เสียงนั้นดังมากคุณแม่ แม่ไม่ได้หันกลับมา แต่มองผ่านทางกระจกมองหลัง
"อืมมม....??"
"ไบ้ให้ว่า เป็จังหวัดที่ใหญ่สุดในภาคใต้"
"อ่อออ สุราษฎร์ธานีใช่มั้ยครับ!" ผมตอบอย่างมั่นใจ
"ใช่แล้วลูก ลุงอ๊อดเพื่อนพ่ออยู่ที่นั่นพอดี เราจะไปพักกับเขาที่นั่นหนึ่งคืน กลางวันก็ออกไปเที่ยวกันสองครอบครัว"
พ่อตอบกลับ นั่นทำให้ผมยิ้มแก้มปริ เพราะลุงอ๊อดเป็คนใจดี และเอ็นดูผมกับน้องมากๆ จนเป็เหมือนพ่อคนที่สองเลย
"เราจะไปบ้านลุงอ๊อดกันเหรอฮะ?! เย้!!!!! " น้องชายฝาแฝดของผมถึงกับร้องดีใจออกหน้าออกตา เพราะคนที่ลุงอ๊อดเอ็นดูมากจริงๆคือเ้า 'ทิช' หรือ ทิชากร รุ่งสติ' น้องชายที่หน้าตาเหมือนผมเปี้ยบ แต่กันก็แค่ทรงผมของมันที่ตัดด้านข้างและหวีเสยขึ้นทั้งหัว ส่วนตัวผมตัดเป็ทรงกะลาครอบ และใส่แว่นหนาเตอะเพราะอ่านหนังสือจนดึก
"ไปก็อย่าทำบ้านเขาเละเทะอีกล่ะ ทิช" ผมดุน้อง คราวก่อนที่ไปบ้านป้าสาพี่สาวของพ่อ ทิชเล่นซะข้าวของกระจัดกระจายแถมยังเสียหายอีก ถึงป้าจะไม่ได้ว่าอะไร แต่พ่อกับแม่ก็ต้องขอโทษกันยกใหญ่เลย
"ผมรู้แล้วน่าาา พี่นิศนี่ขี้บ่นจังเลยนะ อายุแค่หกขวบบ่นเป็คุณลุงเลย"
"ก็ถ้าไม่มีน้องซนเป็ลิงแหกกรงั้แ่หกขวบแบบแก่ พี่จะบ่นมั้ย" ผมตอกกลับ เ้าทิชเหมือนจะเถียงไม่ออกเลยได้แต่ทำหน้ามุ่ยไม่พอใจ ทำเอาพ่อกับแม่หลุดหัวเราะด้วยความเห็นอกเห็นใจ
"นิศดูแลน้องได้ดีแบบนี้ พ่อกับแม่ดีใจนะ" พ่อพูดขึ้น
ผมแอบอมยิ้มเล็กๆในคำพูดนั้นของพ่อ แต่แล้วภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไป เหมือนภาพมันค่อยๆขาด่ เสียงของพ่อเริ่มฟังไม่ชัดเจน พ่อกำลังพูดอะไรบางอย่างอยู่ แต่ผมไม่ได้ยิน
"พ่อพูดว่าอะไรน่ะครับ!?" ผมะโไปสุดเสียง แต่ผลที่ได้กลับกลายเป็ตรงข้าม พ่อไม่หันกลับมา แม่ก็ด้วย แม้แต่ทิชก็ยังเอาแต่มองออกไปนอกหน้าต่าง ผมตลึงไปชั่วครู่
"วันไหนที่พ่อกับแม่ไม่อยู่ขี้นมา" แต่แล้วเสียงของพ่อก็กลับมาชัดเจนอีกครั้ง พ่อละสายตาจากถนนแล้วหันมามองผม ผมพยามมองไปที่ใบหน้าของพ่อ แต่แปลกเหลือเกินที่สายตาของผม มันโฟกัสที่จุดเดียวคือปากของพ่อที่หันมายิ้มกับผม แล้วพูดขึ้นว่า
"นิศต้องดูแลน้องให้ดีนะ"
โครมมม!!!!!!!!!!!
"เฮือก!!" แล้วผมก็ตื่นขึ้นจากฝันนั้นที่ไม่ได้ฝันถึงมาหลายปี เหตุการณ์ในวันนั้น...แล้วอะไรบางอย่างก็พุ่งผ่านหน้าผมไป
เพล้ง!!!
กระถางต้นไม้ที่ผมปลูกเอาไว้ถูกลมที่พัดผ่านหน้าต่างเข้ามาปลิวไปจนถึงหน้าประตูห้องที่อยู่อีกฝั่ง จนแตกกระจายเละเทะ ผมพูดไม่ผิดหรอก ลมมันพัดกระถางหนักๆนั่นได้จริงๆ มันคือคำสาปที่พระเ้าประทานให้ผมหลังจากอุบัติเหตุครั้งนั้น ความสามารถในการ 'ควบคุมมวลของวัตถุ' ได้ในรัศมี3เมตรรอบตัวหรือสิ่งที่ัั และเมื่อผมฝันร้าย ผมจะเผลอใช้พลังนี้โดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งผมก็ฝันร้ายบ่อยเสียด้วย
"อีกแล้วหรอ"
ผมพูดกับตัวเอง มองดูนาฬิกาที่ติดอยู่ข้างพนังห้อง ตอนนี้เวลาประมาณตีสี่กว่าแล้ว ตื่นไวกว่าปกติเกือบชั่วโมงเลย
'นอนต่อดีมั้ยนะ?' ผมคิด 'ไหนๆก็ตื่นแล้ว'
ผมจึงลุกขึ้นจากเตียง เดินไปหยิบไม้กวาดและที่ตักขยะที่วางอยู่ใกล้ๆกับเศษซากกระถาง ใช้เวลาไม่นานในการเก็บกวาด ห้องก็กลับมาสะอาดเหมือนเดิม จากประตูห้องมองเข้าไปด้านไหน ผมมองเห็นเงาตัวเองสะท้อนกับกระจกหน้าต่าง
"....." ผมยังตัดผมเหมือนตอนเด็กๆ ้าตัดทรงกะลา ด้านข้างตัดสั้น ผมมองได้ไม่นานผมก็รีบเบือนหน้าหนี ยิ่งมองนานเท่าไหร่ผมก็ยิ่งคิดถึงน้องชายฝาแฝดจับใจ ตอนนี้เขาไม่อยู่แล้ว เขาตายไปเมื่อ7ปีก่อน ผมขอไม่เล่ารายละเอียดมากนัก หลังจากเสียทิชไป ผมก็ได้เจอกับลุงอ๊อดอีกครั้ง และได้ตัวท่านอุปถัมภ์เลี้ยงดูค่ากินค่าเล่าเรียน
เมื่อนาฬิกาบอกเวลาตี04:30น. ผมจึงเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็ชุดออกกำลังกาย เพื่อไปวิ่งในตอนเช้า หอของผมอยู่ในซอยเลี่ยงถนนหลัก จากหอไปถึงปากซอยระยะทางประมาณ500เมตร วิ่งตามไหล่ทางถนนสายหลักแล้วเลี้ยวเข้าซอยจากอีกทางเพื่อวกกลับมาที่หอ ผมทำแบบนี้เป็ประจำทุกเช้า แต่วันนี้ผมจะลองวิ่งอีกทาง
"อ้าว พ่อหนุ่มที่พึ่งย้ายมานี่นา" เสียงแหบพร่าของหญิงชราในชุดลูกไม้สมัยเก่าสีชมพู นุ่งผ้าขาวม้าสีน้ำตาลลายดอก 'ยายหมี' เดินหลังค่อมลงมาจากบ้านไม้ทรงกระท่อมที่ตั้งอยู่ระหว่างทางติดกับป่าต้นยางของแก "วันนี้วิ่งแต่เช้าเลยนะ"
"วันนี้ผมตื่นเร็วน่ะครับ" ผมตอบ ยายหมีเองก็ตอบกลับด้วยรอยยิ้ม แล้วเดินไปที่แปลงผักข้างๆบ้าน
ผมเริ่มออกวิ่งจากตรงนั้น ระยะทางที่ใช้ วิ่งตรงเข้าไปในซอยนี้อีกประมาณ500เมตร จะเจออ่างเก็บน้ำของหมู่บ้านข้างๆ วิ่งวนหนึ่งรอบเท่ากับสองกิโลเมตร วิ่งกลับหออีก500เมตร รวมเป็3กิโลฯในเช้านี้ ผมเคยใช้เส้นทางนี้วิางอยู่หลายครั้ง ทุกครั้งผมจะได้ยินเสียงไก่ขัน หรือเสียงสัตว์ที่ตื่นก่อนผู้คน แต่วันนี้ต่างจากทุกที การที่ผมวิ่งเร็วขึ้น ทำให้ระหว่างทางพบเจอแต่ความเงียบ ก่อนรุงสางทุกอย่างเหมือนถูกหยุดให้อยู่นิ่งๆ ผมได้เจอกับใครอีกคนที่ออกมาวิ่งในเวลานี้เหมือนกัน เขาสวมเสื้อฮู๊ดสีดำ สวมหน้ากากอนามัยสีดำ กางเกงขาจั๊มสีเทา แม้จะเพียงครู่เดียว แต่ผมจำเขาได้ดี ถึงจะเห็นใบหน้าไม่ชัด แต่แววตานั้น ช่างนิ่งสงบ เยือกเย็น และขมขื่น เหมือนผม...
ณ หอพัก 'เรือนดี' เวลา 07:00 น.
หอพักที่ผมอยู่ค่าห้องค่อนข้างสูง แต่โชคดีบนโชคร้าย เงินประกันที่พ่อแม่ของผมทำไว้รวมทั้งทรัพย์สินทั้งหมด เขาได้มอบให้กับผมโดยมีลุงอ๊อดเป็คนดูแล ทำให้ผมสามารถเช่าหอราคาแพงนี้ได้สบาย สิ่งของอำนวยความสะดวกมากมายที่หอพักจัดเตรียมไว้ให้ มันทำให้การใช้ชีวิตลำพังเป็เื่ง่ายขึ้น เสียอย่างเดียวเลยคือหอนี้มีกล้องวงจรปิดตลอดทางเดิน ซึ่งผมค่อนข้างเก็บตัวไม่ให้ภาพของตัวเองหลุดออกไป เพื่อป้องกัน ไม่ให้กลุ่มคนอันตราย(?)ตามเจอ
ใช่ว่าการเก็บตัวไม่ออกไปไหนจะเป็เื่ดี เพราะสุดท้ายลึกๆผมก็อยากล้างแค้น อยากเอาชนะเ้าพวกนั้น(?) ผมจึงขอร้องลุงอ๊อดหาทางทำให้ผมได้เข้าเรียนจนจบมัธยมปีที่4 โชคร้ายที่เ้าพวกนั้นเจอผมเข้าโดยบังเอิญ ไม่เกินวันพวกมันก็บุกมาจับผมถึงในโรงเรียน ผมจึงต้องย้ายโรงเรียนกระทันหัน และวันนี้เป็วันแรก ผมตัดผมทรงกะลาเหมือนเมื่อสมัยเด็ก รวมถึงแว่นตาด้วย บวกกัยชุดนักเรียนชายสีขาวสะอาดตาที่ ผมพึ่งซื้อมาก่อนจะย้ายมาที่นี่ ตราสัญลักษณ์ประจำโรงเรียนติดอยู่ที่กระเป๋าเสื้อด้านซ้าย เป็รูปต้นไม้ที่มีกิ่งก้านแผ่เต็มใบอยู่ในวงกลมสีขาว และกระเป๋าเป้ของโรงเรียนที่ปักตราประจำโรงเรียนไว้เด่นหรา
"อ้าว พ่อหนุ่ม" เสียงนั้นยานทุ้มและแหบพร่า เป็เสียงที่คนในหอนี้ต่างก็คุ้นเคยกันดี คุณลุงรปภ.ประจำหอพักชื่อ 'ลุงพจน์' เป็คนที่อัธยาสัยดีมากๆคนนึง เขามักจะนั่งตาตกอยู่ในห้องประจำการของตัวเอง แต่ผมไม่เคยเห็นเขาหลับเลย คุณลุงยามคนนี้นั่งขำอยู่คนเดียวทั้งคืนจนขอบตาเริ่มคล้ำ บางครั้งก็อารมณ์ดีเกินจนน่ารำคาน
"อรุณสวัสดิ์ครับ" ผมตอบเรียบตามมารยาท
"อารุนซาหวาดดด~ วันนี้ไปโรงเรียนแล้วเหรอเนี่ย ขอให้โชคดี มี_รุมล้อมนะไอหนุ่ม"
"ขอบคุณครับ สายแล้วผมต้องขอตัวก่อน"
"เจอกันๆ" เอาจริงๆผมว่าลุงเขาก็ดูวัยรุ่นเหมือนกันนะ ถ้าจับแต่งตัวเขาคงดูกระชากวัยแน่ๆ
ผมไม่มีรถใข้เดินทาง มีแต่เงินจำนวนหนึ่งใช้เลี้ยงปากท้องที่โรงเรียน และโรงเรียนก็อยู่ห่างจากหอแค่ราวๆ2กิโลเมตรเอง 'เดินไปก็ทัน'
จากหอถึงปากซอยมีระยะทาง500เมตร เดินออกไปทางซ้ายจะเจอร้านสะดวกซื้อ ชื่อว่า'24hour' เป็ร้านที่มีแฟรนไชส์อยู่ทั่วประเทศ เวลาเช้า่เปิดเทอมแบบนี้ ที่นี่จะเต็มไปด้วยกลุ่มนักเรียนวัยประถมเต็มสองฝั่นถนน เพราะอีกฝั่งของถนนเป็โรงเรียนระดับชั้นประถมศึกษาประจำหมู่บ้านที่ตั้งอยู่มานานหลายสิบปี 'โรงเรียนบ้านมายิก' ภาพเด็กหัวเกรียนวิ่งเกลื่อนกลาด ซึ่งผมไม่ชอบเด็ก
"เฮ้ยไอจ๊อด ขอกูเล่นกะเทียมบ้างสิวะ" ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อแล้วว่าคำพูดนั้นออกมาจากเด็กประถมที่อายุไม่น่าจะเกิน10ขวบจริงๆ เด็กชายตัวผอมกรังที่เนื้อตัวดูมอมแมมนั้นกำลังแย่งกล่องประทัดจิ๋วที่เรียกว่า'กะเทียม' จากในมือของเด็กชายตัวอ้วนกลมที่น่าจะอายุเท่ากัน
"มึงไม่ซื้อเองวะไอมอส ไอสัส" อืม พวกเขาแก่แดดกันทั้งคู่จริงๆ
"ก็เดี๋ยวกูค่อยซื้อไง อย่างกสิวะ ไออ้วน"
"ไม่!"
"นี่ทั้งสองคน อย่าทะเลาะกันสิ" ชายคนหนึ่งเข้าไปแทรกเด็กทั้งสอง เขาแต่งกายด้วยชุดนักเรียนแบบเดียวกับผม เพราะผมเห็นจากตราประจำโรงเรียนบนกระเป๋าที่เขาสะพาย ผิวของเขาขาวเหมือนชาวต่างชาติ คิ้วคมเข้ม ผมดำหยักศก เขาสวมหูฟังไว้ที่คอด้วย 'คงจะเป็ลูกครึ่ง'
"แย่งของคนอื่นมันไม่ดีนะ แบบนั้นไม่ต่างจากโจรเลยนะรู้มั้ย" ชายคนนั้นพูดต่อ
คนสมัยนี้ยังมีพวกที่ชอบยุ่งเื่ชาวบ้านอยู่สินะ คนแบบนี้มักจะถูกเอาเปรียบอยู่บ่อยๆ แต่นั่นก็ไม่ใช่เื่ของผม ผมจึงเดินเลยพวกเขาไปที่ร้านสะดวกซื้อ
ในร้านติดเครื่องปรับอากาศเย็นสบาย เสียงของเด็กวัยประถมดังระงมทั้งร้าน ช่างวุ่นวายจริงๆ ทั้งร้านมีคนที่อายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับผมอยู่สองคน คนนึงเป็ผู้ชายหน้าตาดีที่ท่าทางเกเร กับอีกคนที่เป็แคชเชียร์ของร้าน
ผมไม่ได้สนใจมากนักจึงรีบทำธุระของตัวเอง ลึกเข้าไปด้านในสุดของร้าน มีตู้เย็นขนาดใหญ่วางเรียงกัน ในนั้นมีเครื่องดื่มแช่อยู่หลายยี่ห้อ ผมเลือกหยิบชาเขียวยี่ห้อดังมาหนึ่งขวด จากนั้นจึงเดือนไปเลือกอาหารแช่แข็งในตู้ที่อยู่ใกล้ๆกัน จังหวะเดียวกันนั้น เด็กหนุ่มที่อยู่ในร้านคนนั้นก็ตรงเข้าไปที่เคาน์เตอร์เพื่อซื้อของ แต่ติดตรงที่ว่าเคาเตอร์นั้นมีเด็กน้อยต่อแถวอยู่แล้วเกือบสิบคน
“พี่! พวกผมต่อแถวกัน ทำไมพี่ไม่ต่อแถวอะ” เด็กคนหนึ่งพูดขึ้น
“นิสัยไม่ดี” เด็กสาวที่ต่อแถวถัดจากเด็กชายเสริม
“เงียบปากไป!! ไอพวกเด็กเวร” เด็กหนุ่มคนนั้นตะคอกเสียงแข็ง และไม่ทีท่าทีว่าจะสนใจคำพูดของพวกเด็กๆเลย ถ้าเข้าไปยุ่งมีหวังเื่ยาวแน่ๆ อยู่เฉยๆจะดีกว่า
“นี่! นายจะทำตัวทุเรศเกินไปแล้วนะมิท!” ในที่สุดแคชเชียร์สาวที่ยืนดูทุกอย่างมาั้แ่ต้นก็เปิดปากพูด ตัวเธอสูงราวๆ160 ผมสั้น ผิวสีน้ำตาลออกสว่าง เธอดูอวบเล็กน้อย และมีหน้าตาที่จัดว่าน่ารักสมวัย “ไม่อายชาวบ้านบ้างหรอ? ทำตัวเป็กุ้ยให้สังคมด่าแบบนี้”
“นี่เธอ!!?” มิท(?)กัดฟันกรอด เหล่าเด็กน้อยต่างเริ่มต่อว่าเขา เสียงด่าทอดังก้องไปทั้งร้าน มิทกำหมัดแน่นพรางกวาดสายตามองพวกเด็กๆที่กำลังรุมต่อว่าเขา “ไอเด็กเปรตพวกนี้!”
เสียงด่าทอดังขึ้นเรื่อยๆ เป็ภาพที่น่าสงสารจริงๆ โตกว่าแต่ทำตัวให้เด็กมันด่าแท้ๆ พอดีกับที่เด็กหนุ่มอีกคนเดินเข้ามาในร้าน เขาใส่ชุดนักเรียนมัธยมปลายที่เดียวกับผมอีกแล้ว แต่คนนี้แปลก เขาไว้ผมบนยาวจนแทบจะบังตาเขามิด สวมเสื้อหนังสีดำทับเสื้อนักเรียนไว้ แต่ที่ผมรู้ว่าเขาอยู่โรงเรียนเดียวกับผมได้ เพราะแถวนี้ไม่มีโรงเรียนไหนอนุญาตให้นักเรียนไว้ผมยาวขนาดนี้ได้ยกเว้นโรงเรียนที่ผมกำลังจะไปแล้วล่ะ เด็กหนุ่มคนนั้นเขาดูใเล็กน้อยที่เห็นสถานการณ์ตรงหน้า แต่แล้วกลับมาทำหน้าตายได้เหมือนเดิม
“ฉันบอกให้หุบปากไง!!!!!!!!!”
เด็กหนุ่มคนนั้นแหกปากออกมาด้วยความโกรธ ซึ่งมันก็ได้ผล ทั้งร้านถูกแทนที่ด้วยความเงียบ เด็กๆเงียบปากสนิท มิทมองดูผลงานของตัวเอง สีหน้ายิ้มแย้มแสดงถึงความพึงพอใจเมื่อทำให้คนอื่นยอมสยบให้ตัวเองได้แบบนั้น ‘น่าหมั่นไส้จริงๆ’
“มองไรไอแว่น” วูบหนึ่งที่ผมเผลอคิดอะไรในใจ ผู้ชายคนนั้นก็หันมาเห็นผมที่กำลังมองเขาอยู่พอดี ‘ปากดีอีกต่างหาก’
“... ป่าว” ผมตอบนิ่งๆ ไม่มีเื่กับชาวบ้านดีที่สุด คนแบบนี้ปล่อยๆไปเดี๋ยวก็ตายเองสักวัน ไม่ต้องเปลืองแรงเองด้วยซ้ำ
“ไม่ซื้อแม่งละ” มิทพูด เขาวางสินค้าที่จะซื้อไว้บนเคาเตอร์ด้วยอารมณ์โมโห หันไปกระซิบบางอย่างเบาๆกับเด็กสาวแคชเชียร์ แล้วทำท่าจะเดินออกไปจากร้าน แต่ก่อนออกไปยังไม่วานหาเื่คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่
“หลบสิวะไออ่อน!”
ตึง!
เขาผลักชายหนุ่มที่พึ่งมาถึงอีกคน จนกระแทกเข้ากับตู้แช่ไอศกรีมที่อยู่ติดกับประตูร้าน ชายคนนั้นไม่ได้ตอบโต้กลับ ทุกๆคนไม่พูดอะไร แต่คงกำลังสาปแช่งเขาอยู่ในใจก็เป็ได้
‘เปลี่ยนใจละ’
ตึง!!
“ฮาฮาฮาฮาฮา”
จู่ๆ หนุ่มอันธพาลคนนั้นก็หงายลงไปนอนกับพื้นอย่างแรง จนถึงกับเวียนหัวไปชั่วครู่ เหล่าเด็กนักเรียนตัวน้อยต่างพากันหัวเราะชอบใจ แม้แต่แคชเชียร์สาวคนนั้นยังหลุดขำ มิทเมื่อตั้งสติได้เขาก็พยายามที่จะลุกขึ้น แต่ก็ไม่เป็ผล ตอนนี้เขาคงรู้สึกเหมือนกำลังถูกถ่วงด้วยแท่งเหล็กหนักเกือบห้าร้อยกิโลอยู่แน่ๆ
“คิดราคาด้วยครับ” ผมใช้จังหสะที่ทุกคนมัวแต่สนใจตัวตลกที่กำลังนอนอยู่บนพื้น ผมรีบเข้าไปจ่ายเงินเพื่อรีบทำธุระของตัวเองให้เสร็จทันที
“ค.. ค่ะ” เธอตอบรับอย่างเลิกลั่ก ทีแรกผมมองเธอไม่ถนัด แต่พอดูใกล้ๆ ผู้หญิงคนนี้มีหน้าตาจัดว่าธรรมดาก็จริง แต่มีเสน่ห์บางอย่างทำให้ทุกคนต้องหลงไหล อาจจะเป็เพราะดวงตาของเธอก็ได้ ตาของหล่อนกลมโตทีเดียว
“สัตว์เอ้ย! หนักอะไรวะ!?” มิทสบถขึ้น ตามด้วนเสียงหัวเราะอีกระรอกของเหล่าเด็กๆ เด็กหนุ่มท่าทางแปลกๆนั่นลุกขึ้นช้าๆแต่เขากลับไม่ทำเหมือนคนอื่น เขาไม่ได้สนใจชายที่ทำร้ายเขาด้วยซ้ำ แต่กลับกำลังจ้องมองผม ผ่านเส้นผมยาวๆที่บังดวงตานั้น ทั้งๆที่มองแทบไม่เห็นมันแท้ๆ แต่… รู้สึกขนลุก
“ทั้งหมดห้าสิบสี่บาทค่ะ”
เสียงของแคชเชียร์ทำให้ผมละความสนใจจากชายคนนั้นได้ ผมรีบควักเงินในกระเป๋าแล้วก้าวอีกจากร้าน มิทที่กำลังหัวเสียอยู่บนพื้น ตัดสินใจถอดกระเป๋าแล้วลุกขึ้นมาพอดีกับที่ผมก้าวออกจากร้านนั้น เขาพยายามใช้แรงทั้งหมดที่มี ทุ่มน้ำหนักตัวช่วยเสริม เพื่อยกกระเป๋าใบนั้นให้ได้
‘ยกให้ตายก็ไม่ขึ้นหรอก’ สิ่งของที่นักเรียนนำมาที่โรงเรียนน่ะ ถ้าให้นับหนังสือเรียนคงไม่ถึงสิบเล่ม แต่ถ้าเป็สิ่งของอย่างอื่นแล้วละก็ มีเยอะมากมาย พลังของผมคือเพิ่มลดมวลของวัตถุ มวลมากขึ้นน้ำหนักย่อมมากขึ้น มวลน้อยลงน้ำหนักยิ่งเบา หลักการง่ายๆ ผมสามารถลดหรือเพิ่มมวลได้สูงสุดหนึ่งร้อยเท่า หนึ่งกรัมกกลายเป็หนึ่งขีด หนึ่งกิโลกรัมกลายเป็หนึ่งร้อยกิโลกรัม แล้วคิดว่ากระเป๋าของเด็กนักเรียนชายคนหนึ่ง มันจะหนักขนาดไหนล่ะ?
“กรอดด~” นักเลงหน้าตาดีคนนั้นยังไม่ละความพยายายามจากกระเป๋าที่อยู่บนพื้น หน้าของเขาเริ่มแดงก่ำ ‘โง่จริงๆ ถ้าทำแบบนั้นมันจะจบไม่สวยเอานะ’
โครม!!
นายมิทกระเด็นไปตามแรงกระชากของตัวเอง ทั้งคนทั้งกระเป๋าลอยกระเด็นอยู่กลางอากาศ กระแทกเข้ากับถังขยะรีไซเคิลที่วางอยู่หน้าร้านพอดี
“ฮาฮาฮาฮา!!”
“ว้ายๆ ลอยตกถังขยะ ว้ายๆ”
เสียงบรรดาเด็กประถมพากันล้อเลียนเขา ตอนนี้หมอนั่นคงอับอายไปสักพัก พลังของผม มีผลแค่กับสิ่งของรอบตัวในระยะสามเมตร ทันทีที่พ้นจากอำนาจพลัง กระเป๋าที่หนักเกือบครึ่งตันก็กลับสู่สภาวะเดิม และนี่คือผลลัพธ์
เมื่อพ้นจากร้านสะดวกซื้อแห่งนั้น ความแออัดก็หายไป ถนนที่ใช้ไปโรงเรียนตอนนี้มีร้านอาหารเช้ามากมายตั้งของขายกันแล้ว ผมที่ได้อาหารมื้อเช้าของตัวเองแล้วจึงไม่สนใจ ที่ผมสนใจมากจริงๆ คงจะเป็ผู้ชายท่าทางแปลกๆที่เจอกันในร้านเมื่อสักครู่ เหมือนว่าเขาจะรู้อะไรบางอย่าง
เพราะก่อนหน้านี้ระหว่างที่เดินสวนกันกับชายผมยาวคนนั้น ผมได้ยินเขาพูดบางอย่าง ฟังไม่ค่อยชัด แต่พอจะจับใจความได้ว่า
‘ผู้มีพลังวิเศษสินะ’
พอได้ยินคำนั้นผมถึงกับหยุดเดินไปจังหวะหนึ่ง แต่ความคิดของผมตอนนั้นมันบอกให้เพิกเฉยเอาไว้ ถ้าโชคดีเขาไม่ทำอะไร เราก็อยู่ของเราปกติ แต่ถ้าวุ่นวายมากนัก ‘ก็ฆ่าทิ้ง!’