15
เชี่ยชินกง
“เชี่ย!!” เอ่ยได้แค่นั้น จีลู่ฟางก็ชะงักไปก่อนจะพึมพำชื่ออีกฝ่ายที่ติดอยู่ในลำคอออกมา
“ชิน...กง”
บุรุษหน้าเหม็นที่ข้าพยายามหลบหน้ามาตั้งนานนึกว่าจะไม่มีโอกาสมาเจอกันแล้วเสียอีก!
“ฟางเอ๋อร์!?” ฝ่ายเชี่ยชินกงที่พาฮูหยินของตนมาซื้อเสื้อผ้าก็ใไม่แพ้กันซึ่งสำหรับฮูหยินคนนี้เป็การแต่งงานกันแบบกะทันหัน เพราะตัวเขาในวัย 17 หนาวที่ได้ข่าวว่าอยู่ๆ น้องน้อยจีลู่ฟางวัยสิบหนาวที่ถูกกำหนดว่าจะให้หมั้นหมายกับเขาหลังนางเข้าพิธีปักปิ่นก็เกิดร่างกายไม่แข็งแรงเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ ต้องนอนอยู่แต่บนเตียงตลอดเวลาจึงตัดสินใจไปสานสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับบุตรีตระกูลหย่า อีกหนึ่งตระกูลที่สนิทสนมกับครอบครัวตนเอง
คนหนึ่งใเพราะดันมาประสบพบเจอคนที่ตัวเองพยายามอยู่ห่างๆส่วนอีกหนึ่งนั้นใในความงามของผู้ที่เกือบจะได้ร่วมเรือนกันตอนนั้นฟังจากเสียงเล่าลือว่าจีลู่ฟางเติบโตมาเป็สาวงามก็ไม่เชื่อจนได้มาเห็นตัวจริงทำให้เชี่ยชินกงรู้สึกเสียดายขึ้นมา
เห็นว่านางหายจากอาการป่วยเพราะได้เข้าหอกับหานิเทียนด้วยนี่…
หากรู้อย่างนี้เขาคงไม่ผลีผลามไปลักลอบได้เสียกับ ‘หย่าลู่โหรว’หรอก!! แม้นางจะสวยแต่ยังนับว่าน้อยกว่าสตรีตรงหน้าเขาหลายเท่า!!!
“ท่านพี่” เสียงใสกังวานของหย่าลู่โหรวหรือเชี่ยฮูหยินเอ่ยเรียกเชี่ยชินกงเบาๆทำให้เขาหลุดจากภวังค์ แล้วหันกลับไปสนใจคนข้างกาย
“เลือกอาภรณ์ได้แล้วหรือโหรวโหรว?”
“เ้าค่ะ งานเลี้ยงประจำปีข้าจะใส่สีชมพูกลีบบัวขลิบทองท่านพี่ว่าดีหรือไม่เ้าคะ?” หย่าลู่โหรวพูดพลางหยิบอาภรณ์ที่หมายตาไว้ขึ้นมาพร้อมกับมองไปที่เชี่ยชินกงด้วยแววตาออดอ้อนหากแต่วูบหนึ่งดวงตาเรียวก็ได้ตวัดมาจ้องผู้ที่ท่านพี่เรียกว่าฟางเอ๋อร์ราวกับจะกินเืกินเนื้อ
“โอ...เข้ากับเ้าจริงๆ” แม้จะหันหน้าไปตอบฮูหยินเช่นนั้นแต่ใจของเชี่ยชินกงในตอนนี้ลอยไปอยู่ที่จีลู่ฟางเรียบร้อยแล้ว
เหอะๆคิดว่าสามีเ้าหล่อตายล่ะ หน้าตาดีไม่ได้ครึ่งนึงของสามีข้าสักกะนิด!
ถึงจะเป็แค่ในนามและทำตัวเป็คนแปลกหน้ากับข้าก็เหอะ!!
จีลู่ฟางที่ไม่อยากพูดอะไรให้มากความจึงหยิบอาภรณ์สามตัวบวกกับอาภรณ์สีม่วงอ่อนที่เว่ยถิงถืออยู่ไปจ่ายเงินแล้วเดินออกจากร้าน
“ไม่เป็ไรนะเ้าคะคุณหนู” เว่ยถิงที่ถือถุงเสื้อผ้าตามหลังมาเอ่ยด้วยความเป็ห่วงเพราะตอนคุณหนูเป็เด็กก่อนที่จะกินขนมผิงติดคอจนนอนสลบอยู่หลายวันแล้วฟื้นมาเป็เช่นนี้คุณหนูมักจะถูกนายท่านกับฮูหยินบอกเสมอว่าคุณชายเชี่ยชินกงก็คือคู่หมั้นรวมถึงฝั่งตระกูลเชี่ยก็จะชอบให้คุณชายมาหาคุณหนูอยู่บ่อยๆ
แต่พอคุณหนูกลายเป็คนป่วยติดเตียงได้ไม่นานนักก็ได้ข่าวว่าเชี่ยชินกงแต่งหย่าลู่โหรวเข้าจวนแล้วทำให้พันธะทางใจที่เคยพูดกันไว้ระหว่างตระกูลจีและตระกูลเชี่ยเป็อันสิ้นสุดไปรวมทั้งความสัมพันธ์ฉันสหายด้วย
ซึ่งทั้งหมดนางก็ไม่ได้รายงานให้คุณหนูฟังหรอกเพราะกลัวคุณหนูเจ็บช้ำน้ำใจ และดูเหมือนว่าเ้าตัวจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำจนได้มาเจอกันอีกรอบ
“ข้าไม่เป็ไร” จีลู่ฟางตอบเสียงเรียบ แล้วพูดต่อ
“พวกเราไปดูปิ่นสวยๆ ร้านนั้นกันเถิด”
ก่อนที่ร่างบางจะลากสาวใช้ประจำตัวเดินไปที่ร้านปิ่นทว่าก็ต้องหงุดหงิดเพราะระหว่างทางนั้นเต็มไปด้วยเหล่าคุณชายที่พาสตรีของตนมาเลือกซื้อของ
ให้ตายเถิด!วันนี้มันวันแห่งความรักหรืออย่างไรเหตุใดถนนสตรีถึงเต็มไปด้วยคู่รัก!!
อิจฉา~~ตาร้อน~~
ไม่สิ!บางทีอาจจะไม่ใช่คนรักก็ได้นะ! อย่าลืมสิยุคนี้มันยุคเสรี ชายหญิงไปไหนมาไหนด้วยกันไม่จำเป็ต้องเป็คู่รักเสมอไปก็ได้บางทีผู้ชายคนนั้นอาจจะเป็พวกไม้ป่าเดียวกันหรือชายหญิงคู่นั้นเป็แค่พี่น้องไม่ร้องนะไม่ก็เป็พี่ชายที่พาน้องสาวมาซื้อของ
แม้จะพยายามคิดเช่นนั้นแต่จีลู่ฟางที่เพิ่งเสียอารมณ์จากคุณชายเชี่ยกับเมียของเขาไม่มีเวลามาช็อปปิ้งต่อหรอก
“พวกเรากลับกันเถิดเว่ยถิงข้าหมดอารมณ์ช็อปปิ้งแล้ว!” นางหันไปพูดกับเว่ยถิงที่เริ่มตามอารมณ์ของผู้เป็นายไม่ทัน
พวกเราเพิ่งมาที่นี่ได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยามเลยนะเ้าคะ!แต่เมื่อคุณหนูบอกให้กลับ…กลับก็ได้เ้าค่ะ!
“คุณหนูเ้าคะ…เื่คุณชายเชี่ยน่ะ…” ในที่สุดเว่ยถิงจึงตัดสินใจเอ่ยกับจีลู่ฟางที่นั่งทำท่ากระฟัดกระเฟียดขณะนั่งรถม้ารับจ้างกลับเรือนรับรองทว่าไม่ทันพูดจบประโยคก็ถูกตัดบท
“คุณชายช่งคุณชายเชี่ยอันใดกันเว่ยถิง? ข้าแค่หงุดหงิดที่วันนี้มีแต่คู่รักมาเดินตลาดสตรีตัดภาพมาที่ข้า!”
ถึงเื่อีตาเชี่ยนี่จะมีส่วนนิดหน่อยก็เถอะส่วนเมียชื่ออะไรหว่า…น่าจะเป็หนึ่งในอนุจากเนื้อเื่เดิมที่ผันตัวมาเป็ฮูหยินเพราะข้าเปลี่ยนชะตาของตัวเองแน่เลย…
นึกชื่อแปบจำไม่ค่อยได้แล้วอะเพราะอีตานี่มีอนุเยอะมากกกและข้าก็โผล่มาอยู่นี่นานแล้ว
อืม…ตัวท็อปๆ ที่ชอบหาเื่นางเอกก็เกาอิงน่า…หวาหวา…หย่าลู่โหรว…
พวกนางนอกจากจะหาเื่จีลู่ฟางแล้วยังตบตีกันเองด้วย! ที่เผ็ดสุดก็หวาหวานี่แหละที่อีตาเชี่ยไปเจอในหอนางโลมเลยไถ่ตัวออกมาเป็อนุ...เวลาทะเลาะจึงด่ากราดเต็มที่อย่างไม่มีกระดากอายแบบอีกสองคนที่เป็คุณหนู…
ช่างเหอะ!จะเป็ใครก็ช่าง หวังว่าจะไม่ต้องมาข้องแวะกันอีกนะ!
“อะ…เอ๋?” เมื่อเห็นเว่ยถิงทำหน้างุนงงร่างบางจึงพูดต่อ
“เอาจริงๆ มันก็ไม่มีอะไรมากหรอก ข้าแค่อิจฉาเท่านั้นเองเพราะข้าก็มีสามีแล้วใช่ไหมล่ะ…แต่เขาไม่เห็นจะสนใจพาข้ามาเดินแบบนี้บ้างเลย…”
“อาจจะเป็เพราะยังไม่ชินกันหรือเปล่าเ้าคะ? เพราะคุณหนูกับนายท่านเพิ่งแต่งงานกันได้ไม่นาน…”
ยิ่งฟังที่เว่ยถิงพูดจีลู่ฟางก็ยิ่งเซ็ง
ข้าก็ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ของตัวเองกับเขาจะพัฒนาขึ้นไปได้อย่างไร
เพราะวันๆแค่พูดกันก็ยังนับออกมาเป็จำนวนคำได้ แถมยังชอบหลอกด่าข้าด้วย…
นึกถึงตอนยังเป็ขนมผิงก็อดเฟลไม่ได้เพราะชีวิตไม่เคยขาดผู้ข้างกาย ถึงพวกนั้นจะมาเข้าหาเพราะเงินแล้วพากันจากไปก็เถอะ…
“ก็หวังว่าจะเป็อย่างที่เ้าเอ่ย…” ร่างบางเปรยตอบผู้เป็สาวใช้เบาๆแล้วไล่ความคิดเื่หานิเทียนออกไปจากหัว…
…ฝ่ายหย่าลู่โหรวที่ยังคงอยู่ร้านอาภรณ์สตรีก็ได้เอ่ยถามสามีของตนด้วยความสงสัย
“เมื่อครู่นี้คือผู้ใดหรือเ้าคะท่านพี่?”
“อ๋อ…จีลู่ฟางน่ะพอดีว่าสมัยก่อนตระกูลของข้ากับนางเป็สหายกัน” เชี่ยชินกงตอบ
“จีลู่ฟาง…” หย่าลู่โหรวพึมพำก่อนจะนึกขึ้นมาได้
ที่แท้ก็เป็ว่าที่คู่หมั้นของสามีนางแต่สุดท้ายก็ไม่ได้หมั้นกัน เพราะเชี่ยชินกงมารักกับนางเสียก่อนซึ่งตัวของหย่าลู่โหรวรู้ดีว่าเพราะเหตุใดด้วยผู้เป็สามีเอาแต่พร่ำพรรณนาความซวยของชีวิตที่จะถูกจับหมั้นกับสตรีที่ต้องนอนติดเตียงตลอดเวลาก่อนจะเปลี่ยนมาชื่นชมความงามของตัวนางว่าสวยกว่าจีลู่ฟางร้อยเท่าพันเท่า
นั่นทำให้หย่าลู่โหรวที่ความจริงแล้วตระกูลของนางมีฐานะต่ำกว่าตระกูลจีพอใจและอยากเอาชนะทั้งตัวเองก็หลงใหลในความหล่อเหลาของคุณชายเชี่ยจึงยอมเป็ของเชี่ยชินกงอย่างง่ายดาย
แต่พอได้มาแต่งงานกันจริงๆแล้วนางก็พบว่าเขาเป็บุรุษที่เ้าชู้มาก
เห็นนางเผลอทีไรเป็ต้องส่งสายตาไม่ก็แอบไปอยู่กับสตรีอื่นทุกที…
แต่ที่แล้วมาเชี่ยชินกงยังไว้หน้านางอยู่บ้างทั้งสตรีทุกคนที่เขาควงล้วนงดงามน้อยกว่าตนเองและไม่เคยมีความสัมพันธ์กับผู้ใดเกินครึ่งเดือนรวมถึงมิได้รับผู้ใดเข้ามาเป็อนุ
ทว่าท่าทางเมื่อครู่ของเขานั้นได้แสดงออกมาให้นางเห็นเต็มสองตา!
ท่าทางที่แสดงถึงความปรารถนาชัดเจนซึ่งเขามิเคยแสดงต่อผู้ใดมาก่อนแม้แต่กับนาง!!
“คิดอันใดมากมายโหรวโหรวตอนนี้ข้ามีเ้าแล้ว ซ้ำนางก็แต่งงานแล้วด้วย” เชี่ยชินกงกล่าวพลางยกมือลูบหัวของหย่าลู่โหรวเบาๆอย่างรู้ว่านางกำลังคิดสิ่งใดอยู่แม้ตัวเขาจะมิสามารถปฏิเสธได้เต็มปากว่าไม่ได้คิดอะไรกับจีลู่ฟางก็ตาม
“เ้าค่ะ…” เ้าของชื่อรับคำ ในใจนึกขัน
หากบอกว่ามีข้าแล้วเหตุใดท่านถึงยังไปเกาะแกะอยู่กับสตรีอื่นอีกล่ะเ้าคะ?
“ว่าแต่เ้าเลือกอาภรณ์เสร็จหรือยัง ข้าจะได้ไปจ่ายเงินให้” ร่างสูงถามพลางคิดในใจว่าเหตุใดสตรีถึงใช้เวลาเลือกเสื้อผ้านานนัก
“เสร็จแล้วเ้าค่ะ” หย่าลู่โหรวตอบพลางส่งอาภรณ์สองชุดในมือให้ผู้เป็สามีนำไปจ่ายเงินขณะเดียวกันก็ครุ่นคิด
แม้ปากของท่านจะเอ่ยเช่นนั้นแล้วใจของท่านล่ะเ้าคะ?
คิดเช่นนั้นเหมือนกันหรือไม่?
ก่อนหน้านั้นที่ได้ยินข่าวว่าจีลู่ฟางซึ่งนอนติดเตียงหายป่วยแล้วข้าก็มิได้คิดอันใดมากมาย กระทั่งได้มาเจอนางที่งามกว่าข้าหลายเท่าทั้งยังเห็นสายตาของท่านพี่ที่มองไปยังสตรีผู้นั้น…
เขาว่ากันว่าดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจและสายตาของท่าน…
ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ทำให้ข้าอดคิดมิได้เลย…
ข้ากลัวเหลือเกินว่าถ่านไฟเก่าจะกลับมาคุอีกครั้ง!