ตอนที่ 158 อัจฉริยะปีศาจ
เป็นอะไรที่แปลกใหม่ทีเดียวสำหรับนิทาน ยามนี้เขานั่งอยู่ที่ม้านั่งหินในสวน ข้างกายคือคีตาที่นอนแทะไก่ทอดอย่างเอร็ดอร่อย ม้านั่งหินตัวนี้เป็นม้านั่งขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเขตสวนบ้านเพชฌฆาต
นิทาน องค์หญิงไพลิน และเฮเลนนั่งพูดคุยกันอย่างสนุกสนานพร้อม ๆ กับกินไก่ทอดกองโตที่กลางโต๊ะ ทางด้านหน้าคือลานกว้างที่มีโอไรออนถือดาบสองมือเข้าฟาดฟันกับเพชฌฆาตที่ใช้มือเดียว
เคร้ง เคร้ง เคร้ง!
“รักษาสมดุลขาด้วย”
“แทนที่จะมองวิถีดาบของคู่ต่อสู้ มองใบหน้ากับสายตาแทน!”
“ดาบไม่ได้มีไว้ฟันอย่างเดียวนะ! อย่าลืมการแทงหรือเฉือนด้วย!”
เสียงของเพชฌฆาตดังก้องไปทั่วลานกว้าง ยามเขาสอนดาบให้แก่โอไรออนเขาค่อนข้างเข้มงวดกว่าปกติไม่น้อยทีเดียว แต่ก็ดูเพลินตาไปอีกแบบสำหรับคนที่นั่งกินไก่ทอด
“เอ๊ะ คุณเฮเลนเป็นคนมาลาไคหรอกเหรอครับ” นิทานเอ่ยขึ้นมาหลังจากที่พวกเขานั่งพูดคุยกัน
“ใช่ค่ะ ฉันย้ายตามพ่อแม่มานครรัตนะตั้งแต่ยังเด็กเลยแทบไม่รู้วัฒนธรรมมาลาไคเลย” เธอจับปลายผมของเธอพร้อมยิ้มอย่างอบอุ่น ชาวไฟกัลป์มักจะมีผมสีดำตาสีน้ำตาลเสียมากกว่า ส่วนชาวมาลาไคจะมีเส้นผมโทนสีเขียว อย่างเขียวอ่อนหรือเขียวขี้ม้า ส่วนดวงตามักจะเป็นโทนสีฟ้าอ่อนเฉกเช่นเดียวกันกับเผ่าซือบาส
ยุคหลังมานี้การแยกเผ่าพันธุ์จากสีผมเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากขึ้นมากเนื่องจากความรักข้ามเผ่านั้นมีมากขึ้นในทุก ๆ วัน และทุกเผ่าพันธุ์นั้นก็สนับสนุนเรื่องนี้ คงมีแค่ไม่กี่เผ่าที่เกลียดกันอย่างแท้จริงจึงจะไม่ค่อยยอมรับนัก เช่นเผ่ารูเบียสและซือบาส ส่วนเผ่ามนุษย์นั้นไม่มีปัญหาแม้แต่น้อย ด้วยปริมาณที่มหาศาล เผ่ามนุษย์จึงมีลักษณะที่แตกต่างกันไปตามพื้นที่
“ตอนแรกก็ลำบากพอตัวเลยค่ะ นครรัตนะร้อนสุด ๆ ต่างกับเมืองวีรันที่ฉันเกิด ปรับตัวแทบแย่แน่ะ” เฮเลนหัวเราะ
นิทานพยักหน้ารัวเร็วอย่างเห็นด้วย แม้แต่ตอนนี้เองตัวเขาก็ยังคงกางร่มปกปักหทัยอยู่ ด้วยขนาดที่ใหญ่ของมันเขาจึงประยุกต์นำมันมาวางตั้งตรงบนโต๊ะ เชื่อมไม่ให้ล้มด้วยเชื่อมโยง กลายเป็นที่บังแดดและให้ไอเย็นแก่โต๊ะหินตัวนี้ ร่มปกปักหทัยนั้นอารากะส่งคืนให้เขาเป็นที่เรียบร้อย ช่วงหลายวันมานี้เขาจึงทำตัวให้ชินกับพลังใหม่ของร่มที่เขาเลือกมา
“โอ้! เอาเรื่องเลยนี่โอไรออน!” เสียงที่ดังขึ้นของเพชฌฆาตทำให้ทุกคนหันไปมองลานกว้าง พวกเขาจึงได้เห็นว่ายามนี้โอไรออนยืนหอบตัวโยน แม้แต่ดาบในมือก็สั่นสะท้าน หากในมือของเพชฌฆาตกลับไม่มีดาบอยู่ หล่นอยู่ทางด้านข้างแทน
“มีไม่กี่คนหรอกนะครับที่จะทำให้ดาบผมหลุดจากมือได้” เพชฌฆาตหัวเราะพลางเอามือขยี้ผมของโอไรออน
แม้โอไรออนจะหอบหนักหากใบหน้าของเขาก็แดงซ่านด้วยความดีใจ นัยน์ตาทอประกายตื่นเต้นหันมามองยังนิทานที่ดูอยู่
นิทานหัวเราะแล้วจึงชูนิ้วโป้งให้ แม้เพชฌฆาตจะต่อให้แต่การจะทำให้ดาบหลุดจากมือยอดนักดาบเช่นเขาได้นั้นไม่ง่ายเลย
“มีความสามารถจริง ๆ นะเนี่ย งั้นเด็กคนนี้เราจองนะ” องค์หญิงไพลินฉีกยิ้ม เธอถูกใจศักยภาพของโอไรออนเป็นอย่างยิ่ง เรื่องคำแห่งพลังยังไม่ใช่อะไรที่ต้องคิด โอไรออนอายุเพียง 10ขวบเท่านั้น ไม่ใช่วัยสำหรับการค้นพบคำแม้แต่น้อย
ความสามารถในการต่อสู้เป็นอีกคุณสมบัติที่น่านับถือ และโอไรออนดูจะมีพรสวรรค์ด้านนี้เป็นพิเศษ
“แต่นายดูใช้ดาบไม่ค่อยถนัดมือเลยนะ?” นิทานถามขึ้น ยามที่เขาคุยเล่นกับเฮเลน เขาไม่ได้ไม่สนใจโอไรออนเลย เขาสังเกตโอไรออนอยู่ตลอดถึงได้พบว่าท่าทีของเขาแม้จะดูค่อนข้างมั่นคงแถมยังมีกลิ่นอายของเพลงดาบบ้างแล้ว หากกลับยังดูมีบางอย่างที่ขาดไป
“คุณนิทานก็เห็นเหมือนกันเหรอครับ ผมสังเกตมาช่วงหนึ่งแล้วแต่เจ้าตัวยืนยันว่าอยากเรียนใช้ดาบ” เพชฌฆาตพูดเสริม ในฐานะยอดฝีมือดาบเขาย่อมมองออกเช่นกัน
“ผมชอบดาบมากนะครับ แต่บอกไม่ถูกเหมือนกัน เหมือนมันไม่เข้ามือผมเต็มที่ยังไงไม่รู้” โอไรออนอธิบาย เขาเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่เช่นกัน คิดเพียงว่าเมื่อโตขึ้นหรือเก่งขึ้นกว่านี้อาจจะถนัดขึ้นเอง
“ลองเปลี่ยนประเภทดาบมั้ยล่ะ เพชฌฆาต บ้านนายใช้แต่ดาบรูปแบบไฟกัลป์นี่นา” องค์หญิงไพลินเสนอ ดาบในแบบของไฟกัลป์นั้นเป็นดาบขนาดกลางที่มีคมด้านเดียว มีรูปร่างคล้ายมีดยาวเสียมากกว่า
ดาบของมาลาไคจะเป็นดาบสองคมที่หนักขึ้น ส่วนดาบของอิสึกะจะเป็นคมด้านเดียวหากยาวกว่าและเรียบเล็กกว่า หลายภูมิประเทศก็ให้กำเนิดอาวุธในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป
“งั้นรอบหน้าเดียวเราไปเดินดูร้านอาวุธกันมั้ย ของกลุ่มการค้าอิสึกะนั่นแหละ ส่วนลดเยอะดี” นิทานเอ่ยชักชวนให้เด็กตัวน้อยที่ยามนี้มานั่งข้างเขา
“ไปครับ!” โอไรออนรีบตอบอย่างยินดี คำแห่งพลังที่หน้าผากของเฮเลนเรืองแสงน้อย ๆ
ทำความสะอาด
เพียงชั่วพริบตาร่างของโอไรออนและเพชฌฆาตที่ชุ่มเหงื่อและโคลนก็สะอาดเอี่ยม พวกเขาจึงหยิบไก่ทอดมาแทะกันได้อย่างเอร็ดอร่อย
เมื่อร่างกายสะอาดแล้วเพชฌฆาตก็ทิ้งตัวนั่งข้างเฮเลน พิงไหล่เธออย่างรักใคร่พร้อมทั้งเอ่ยขอบคุณและชมเรื่องไก่ทอดไม่หยุด เรียกเสียงหัวเราะจากรอบข้าง
“ใช้ส่วนลดคุ้มเลยนะนายนี่” องค์หญิงไพลินหัวเราะเมื่อได้ยินว่านิทานที่ยามนี้ดูไม่ได้ขัดสนเรื่องการเงินแล้วยังคงมีความงกอยู่เช่นเดิม
“ลองอ้อนพี่สาวเขาเยอะ ๆ ดูโอไรออน พี่สาวเขารวยมากนะ” นิทานกระซิบกับโอไรออนเบา ๆ หากก็ดังพอที่ทั้งโต๊ะจะได้ยิน ไพลินส่ายหน้าขำส่วนเพชฌฆาตหัวเราะร่า
นิทานยิ้มน้อย ๆ ให้กับบรรยากาศและคนรอบข้าง มื้ออาหารกับกลุ่มใหญ่เช่นนี้หากเป็นที่เมืองศิลาลัยนิทานคงไม่มีโอกาสได้เข้าร่วม เขาคงยังหาอะไรกินกับคีตาสองคนเช่นเดิม แม้จะไม่ได้เหงาอะไรแต่บรรยากาศเช่นนี้ก็ชวนคิดถึง เขาเริ่มคิดถึงเพื่อน ๆ หน่วยสามแล้ว ช่วงหลังนี้พวกเขาไม่ค่อยได้กินข้าวเย็นด้วยกันที่ร้านภารตาเลย
หลังจากมื้ออาหาร พวกเขายังคงนั่งกันอยู่ที่ม้านั่งในสวนบ้านเพชฌฆาต ของหวานในวันนี้ยังคงเป็นขนมร้านประจำของนิทานอย่างขนมอบของคุณยายเอมิลี่ เขาแวะซื้อมาเป็นจำนวนมากเพื่อเย็นนี้โดยเฉพาะ
โอไรออนต้องเตรียมตัวกลับบ้านแล้ว เฮเลนจึงอาสาพาไปส่ง ขณะนี้จึงเหลือเพียงพวกเขาเท่านั้น เมื่อเห็นเช่นนั้นองค์หญิงไพลินจึงได้เริ่มเล่าเรื่องที่เธอหาข้อมูลเพิ่มเติมมา
“กลุ่มขุดค้นของกลุ่มการค้าเชียนเป่าน่ากลัวพอตัวเลย” เธอเริ่มเปิดประเด็น เรียกสายตาของเพชฌฆาตให้กลับสู่ความจริงจัง
“มีความเป็นไปได้ว่าจะมีนักสลักจากสองมหาตระกูลเข้าร่วมด้วยครับองค์หญิง” เพชฌฆาตเอ่ยเสริม
“ไม่ต้องสงสัยเลย ไอ้พี่นั่นมีส่วนเกี่ยวข้องแน่นอน” ไพลินขมวดคิ้วแน่น
มหาตระกูลคชสาร มหาตระกูลวิรุปักษา กลุ่มการค้าเชียนเป่า นิทานพึมพำขุมกำลังหลักที่สนับสนุนองค์ชายจันทรกานต์
“อย่าลืมพวกโจรสลัดด้วยนะครับ” จากงานประมูลครั้งนั้น พวกเขาสงสัยกันว่าองค์ชายจันทรกานต์อาจจะลอบร่วมมือกับโจรสลัดบางกลุ่ม มีความเป็นไปได้เช่นกันที่พวกมันจะมีเอี่ยวในกลุ่มขุดค้นนี้
“ที่เรารู้แน่ ๆ แล้วคือนักสลักเอก 4คน เป็นผู้เรียนรู้ 3คำมาก่อนทั้งสิ้น” เธอดีดนิ้วเผยให้เห็นรายชื่อข้อมูลและรูปเหมือนของสมาชิกกลุ่มขุดค้น โดยที่ 2ใน4นั้นมีนามสกุลคชสารและวิรุปักษา
นิทานจับจ้องรายชื่อเหล่านั้นพร้อมทั้งจดจำไว้ในใจอย่างแม่นยำ แม้แต่คีตาเองก็ดูจะเริ่มจดจำใบหน้าเหล่านั้นแล้วเหมือนกัน
“แนวหน้า ตรวจจับ สนับสนุน ครบเลยนะ” นิทานไล่เปิดดูรายชื่อเหล่านั้นพร้อมประวัติการต่อสู้แบบคร่าว ๆ เท่าที่องค์หญิงไพลินสามารถสืบหามาได้ แล้วเขาจึงไปสะดุดอยู่กับรูปของคนสุดท้าย
คนคนนี้ไร้ซึ่งชื่อหรือรูปเหมือนที่ชัดเจน ต่างกับสมาชิกคนอื่นเป็นอย่างมาก รูปของเธอนั้นไม่ชัดเจน สามารถเห็นผมสีส้มได้ราง ๆ เท่านั้น เพียงระบุว่าเป็นสตรี นอกนั้นแทบไม่มีข้อมูลอะไรอยู่เลย
น่าแปลกที่คีตาดูจะสนใจเป็นพิเศษ มันมุดขึ้นมาอยู่ในวงแขนของนิทาน จับจ้องรูปเหมือนที่ไม่เห็นใบหน้านั้นอย่างจริงจัง
“ทำไมรูปเหมือนเป็นเช่นนี้ล่ะครับองค์หญิง” เพชฌฆาตถามขึ้น เขาก็กำลังจดจ่อกับบุคคลคนนี้เช่นกัน
“คนคนนี้สมควรเป็นอัจฉริยะปีศาจที่คุณตาอารากะพูดถึง” เธอเอ่ยช้า ๆ
“สายของเราทำได้แค่เห็นจากไกล ๆ เท่านั้น จากด้านหลังด้วย เลยระบุได้แค่ว่าเป็นผู้หญิง ผมสีส้มยาวถึงกลางหลัง เพราะมุมที่แอบมองและระยะเลยไม่อาจระบุอย่างอื่นได้”
“อีกอย่างหนึ่งก็คือดูเหมือนว่าสมาชิกกลุ่มจะนับถือเธอมากเชียวละ มากจนผิดปกติเลย เหมือนพวกเขาทั้งหมดมั่นใจว่าไม่มีทางเอาชนะเธอได้ไม่ว่ายังไง”
นิทานขมวดคิ้วกับคำอธิบายนั้น หากเป็นหัวหอกของการขุดค้นนี้ก็สมควรเป็นนักสลักเอกเช่นเขา หากเป็นนักสลักโทจะโดนกดทับพลังมากจนเกินไป ไม่สามารถใช้ความสามารถทั้งหมดได้เช่นเดียวกันกับเพชฌฆาต หากอยู่ในสุสานจะทำได้เพียงแค่รับมือกับสัตว์อสูรระดับนักสลักโทเท่านั้น ไม่อาจเอาชัยได้ง่ายดายเช่นปกติ
นักสลักเอกจากผู้เรียนรู้ระดับ 3คำ 4คนคิดว่าไม่มีทางเอาชนะได้? นิทานเคาะโต๊ะเป็นจังหวะ
ผู้ขีดเขียนชะตาระดับเดียวกัน ศักยภาพของแต่ละคนก็ไม่น้อยเลย แต่คิดว่าไม่มีทางเอาชนะเธอได้ไม่ว่ายังไง
คำประเภทภาพหลอนหรือคุกคามทางจิตหรือเปล่านะ?
นิทานคิดถึงความเป็นไปได้ในแง่ต่าง ๆ ตัวเขาเองแม้จะสามารถเอาชนะนักสลักเอกหลายคนพร้อมกันได้เช่นกัน หากก็เพราะคำแห่งพลังอันแสนพิเศษของเขาและคีตาที่สนับสนุนกันและกันจนเหมือนพวกเขามีคำแห่งพลัง 6 คำ
ส่วนผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่ผู้ฝึกสัตว์เช่นเขา คำแห่งหลังแบบใดกันที่จะทำให้เธอแข็งแกร่งได้ถึงขนาดนั้น
ผู้เรียนรู้ 5 คำในตำนานรึเปล่า นิทานลองสันนิษฐานหากไม่นานก็ปัดความคิดนั้นทิ้งไป ผู้เรียนรู้ 5คำนั้นเป็นตำนาน แม้แต่ในยุคสมัยนี้ก็ยังไม่มีคนที่ยืนยันได้ชัดเจนว่าเป็นผู้เรียนรู้ 5คำ
“เพราะงั้นพูดตามตรงว่าให้เตรียมตัวสำหรับการต่อสู้กับกลุ่มขุดค้นนี้ไว้ด้วยนะ พอมีไอ้พี่นั่นมาเอี่ยวแบบนี้ เราไม่วางใจกับสนธิสัญญาอะไรนั่นสักนิด” องค์หญิงไพลินเอ่ยเสียงเครียด
ทั้งสองพยักหน้าน้อย ๆ พวกเขาเข้าใจดีถึงความตึงเครียดของสถานการณ์
“อีกเรื่องที่ต้องระวังให้มากก็คือ หนีเป็นหนีนะ ห้ามดื้อดึงเด็ดขาด” คราวนี้เธอมองไปยังนิทานเป็นพิเศษ
“ในสุสานนั่น แม้แต่ท่านป้าก็เข้าไปช่วยไม่ได้ จะให้บุกฝ่าเข้าไปอารากะก็ไม่ยอมแน่ เขาต้องเป็นห่วงเรื่องข้อมูลชุดนั้นจะเสียหายเป็นหลัก”
“ดังนั้น เจออะไรที่สู้ไม่ไหว หนีทันที!”
ด้วยท่าทีของไพลินที่ไม่มีการล้อเล่นแต่อย่างใด นิทานและเพชฌฆาตจึงพยักหน้ารับมั่น
“ผมยังไม่ได้ทำให้เฮเลนเป็นผู้หญิงที่มีความสุขที่สุดในโลกเลยครับ ผมหนีแน่นอนครับองค์หญิง” เพชฌฆาตยิ้มบาง
“ฉันกลัวตายกว่าที่เธอคิดเยอะ ไม่ต้องห่วง” นิทานกล่าวยิ้ม ๆ
เมื่อได้ยินดังนั้นเธอจึงเป่าลมจากปากอย่างคลายกังวล เธอรู้ดีว่าเพื่อนของเธอคนนี้ยามหัวแข็งหรือเลือดร้อนแล้วยากจะควบคุมขนาดไหน เธอจึงได้เพียงแต่ภาวนาว่าจะไม่มีอะไรที่ดึงดูดความสนใจของนิทานได้ถึงขนาดนั้นโผล่ออกมา
“อีกอย่าง ฉันคิดท่าหนีใหม่ได้ด้วยนะ” นิทานฉีกยิ้มราวกับเด็กที่ต้องการจะอวดของเล่นใหม่