อาฉาลืมตาขึ้น แสงสีเงินเจิดจ้าพลันดับลง รอบตัวมีแต่ความมืดมิด อวี้ฉานเมียเขาก็ไม่รู้ว่าหายไปไหนแล้ว
เขาย่างเท้าเดินกระย่องกระแย่ง พื้นใต้เท้าหยุ่นยวบเหมือนปูลาดด้วยสำลีมากกว่าจะเป็ยางมะตอย
อาฉาลองะโบนพื้น พบว่าแค่ดีดตัวทีเดียวก็เด้งขึ้นมาสูงลิ่วราวกับอยู่บนเตียงสปริงอย่างนั้น
“ฮ่าๆ พันพรือนิ (อะไรเนี่ย)” อาฉาะโเล่นไม่หยุด พื้นรองเท้าหูหนีบที่สวมอยู่ฟาดฝ่าเท้าดังเพียะ...เพียะ
สายลมโชยผ่าน พัดพากลิ่นหอมชาที่คุ้นเคยดีมาด้วย
เขานึกแปลกใจ เพราะปัจจุบันหาคนทำชาชนิดนี้เป็ไม่ได้แล้ว เพราะนักปรุงชาสูงวัยที่เขารู้จักได้เอาคัมภีร์ทำชาของตนลงโลงไปด้วย ตอนที่ตายไปเมื่อหลายสิบปีก่อน
อาฉาเดินตามกลิ่นหอมชาไปเรื่อยๆ แล้วเห็นแสงสว่างอยู่ลิบๆ ตรงกลางแสงนั้นมีต้นไทรต้นใหญ่ ชายชราหัวล้านอายุอานามใกล้เคียงกับเขาจำนวนหนึ่งกำลังนั่งชงชากันอยู่
เขาเขม้นตามอง หนึ่งในนั้นคือนักปรุงชาที่ซี้ม่องเท่งไปนานแล้วไม่ใช่หรือ
อาฉาจำได้แม่นว่าแกไว้เคราแพะ เ้าเครานี้เวลากินข้าวเลอะข้าว ดื่มชาเลอะชา แถมเวลากินเนื้อย่างตอนเทศกาลไหว้พระจันทร์ยังเลอะน้ำเนื้อย่างอีกด้วย
กำลังคิดจะเดินเข้าไปทักทาย เสียงคุ้นๆ ก็ดังขึ้นข้างหูเสียก่อน
“อาปา...”
ใครเรียกเขากันล่ะนี่
อาฉาหันไปมอง เห็นลูกสะใภ้ยืนโบกมือให้อยู่ไม่ไกล
หัวใจลิงโลดด้วยความยินดีที่ได้เจอศรีสะใภ้ ไม่รู้ว่ากี่ปีมาแล้วที่ไม่ได้เจอกัน เขาคิดจะเดินไปหาอีกฝ่าย แต่ยังไม่ทันได้ก้าวเท้า ลูกสะใภ้ก็มาอยู่ตรงหน้าก่อนแล้ว
“เฮ้ย!” ตอนที่ฝ่ายนั้นเข้ามาใกล้ อาฉาสะท้านวาบ รู้สึกว่าอากาศรอบตัวหนาวเหน็บขึ้นมากะทันหัน ราวกับถูกจับใส่ตู้แช่ในโรงเก็บศพ
ลูกสะใภ้ยิ้มบางๆ “อาปา มาผิดทางแล้วค่ะ...”
จากนั้นเธอก็ชี้ไปยังทิศทางตรงข้ามกับแสงสว่าง อาฉามองตาม ที่สุดปลายความมืดมิดตรงนั้น น้ำวนสีดำกำลังหมุนติ้ว
“รีบไปเถอะค่ะ เดี๋ยวจะไม่ทันการณ์...” ลูกสะใภ้รุนหลังเขา
พอเธอพูดอย่างนั้น เท้าทั้งสองข้างก็เหมือนถูกสั่งการด้วยรีโมท ถึงได้ขยับเดินไปเองอย่างน่าอัศจรรย์
มิหนำซ้ำฝีเท้ายังคล่องเบา กระฉับกระเฉงเหมือนสมัยหนุ่มๆ ไม่มีผิด เวลาเดินกระดูกไม่ลั่นกร๊อบ ทั้งยังไม่ส่งเสียงแปลกๆ เหมือนปั่นจักรยานขึ้นสนิมอีกแล้ว
ลูกสะใภ้ค่อยๆ ห่างออกไปพลางโบกมือลา
อาฉายกมือขึ้นโบกตอบอย่างมึนงง ในจังหวะที่ยกมือขึ้น เส้นเรืองแสงสีแดงพลันวาบเข้ามาทางหางตา เขาเงยหน้าขึ้นมอง แล้วเพิ่งเห็นเอาตอนนี้ว่าด้ายสีแดงสดเส้นหนึ่งพันอยู่บนปลายนิ้วก้อยของตัวเอง
เส้นด้ายที่ไม่ได้ผูกปมพันนิ้วก้อยรอบแล้วรอบเล่า ทิ้งชายคดเคี้ยวไปตามพื้นยาวเหยียดจนไม่เห็นปลายอีกด้าน
อาฉาก้มหน้ามองงงๆ ไม่รู้ว่าใครอุตริเอาด้ายเส้นนี้มาพันนิ้วเขาั้แ่เมื่อไร ลองดึงออกอยู่หลายครั้งก็ไม่สำเร็จ
“รีบไปสิคะ...ห้ามโอ้เอ้เด็ดขาด...” เสียงของลูกสะใภ้ลอยมาเบาๆ
“หนูเอามาพันนิ้วอาปาเรอะ ไม่ช่วยอาปาดึงออกหน่อยรึไง” ระยะห่างระหว่างทั้งคู่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อาฉาะโถามสุดเสียงเพราะกลัวอีกฝ่ายจะไม่ได้ยิน
ลูกสะใภ้อมยิ้มพลางส่ายหน้า พร้อมกับที่ร่างค่อยๆ เลือนหายไปในอากาศ
++++
รู้สึกราวกับหลับฝันไป วินาทีที่ลืมตาขึ้นมา กระบอกตาปวดระบมไปหมด
เบาะนุ่มใต้ร่างแตกต่างไปจากเตียงไม้ที่นอนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน อาฉาสูดหายใจลึกๆ แล้วอ้าปากหาวหวอด จมูกได้กลิ่นหอมฉุนอบอวลอยู่ในอากาศ
พอลองเพ่งมองดีๆ ถึงพบว่าตัวเองนอนอยู่ในกล่องแคบๆ ทาสีดำเงาวับ แสงอ่อนสลัวลอดเข้ามาจากรอยประกบ้า เสียงซือกง[1]สั่นกระดิ่งโลหะดังกริ๊งๆ แว่วเข้ามากระทบโสต แตรวงงานศพส่งเสียงหนวกหูอย่างยิ่ง
อาฉายกมือขึ้นออกแรงผลักฝาที่ปิดอยู่เหนือร่างให้เปิดออก แล้วพยายามลุกขึ้นยืนจากกล่องนั่น กระดาษเงิน กระดาษทอง ตลอดจนเงินก้นกระเป๋าที่อยู่บนตัวร่วงกราวลงมา
กลุ่มคนในห้องรับแขกที่กำลังก้มหน้าภาวนาให้เขาไปสู่สุคติเงยหน้าพรวด พากันมองเขาด้วยสีหน้าตื่นใสุดขีด แม้แต่วงดนตรีที่กำลังบรรเลงอยู่ยังหยุดเงียบ
อาฉามองไปรอบๆ พบว่าห้องรับแขกในบ้านตัวเองถูกประดับตกแต่งให้เป็ห้องตั้งศพ ผนังสี่ด้านห้อยกระดาษสีขาวเขียนโคลงไว้อาลัยจากประธานชุมชนที่ห้า มีกระทั่งจากประธานาธิบดีกับรองประธานาธิบดี
เขาหันไปมองข้างหลัง “เฮ้ย นี่มันอะไรกัน!” รูปถ่ายสีแค่ไหล่ของเขากับเจ๋อฟางหลานรักถูกขยายใหญ่ใส่กรอบวางไว้กลางห้องตั้งศพ
จากนั้นก็ก้มหน้าลงมอง “เหยด ใครมันจับฉันแต่งตัวแบบนี้!” เสื้อผ้าที่เขาสวมอยู่ในตอนนี้คือชุดขาวสำหรับแต่งให้ศพ
“จะ...เจ๋อฟาง...” ฮุ่ยเหม่ยที่ตอนแรกกำลังถือผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตากลับกลายเป็ตัวแข็งทื่อด้วยความใ ครางออกมาเบาๆ
“ฮุ่ยเหม่ย ทำไมมาอยู่ตรงนี้” อาฉาถามด้วยความฉงน “ทำไมถึงไม่อยู่เดือนในบ้าน คลอดลูกใหม่ๆ จะออกไปไหนมาไหนไม่ได้นา!”
เขามองไปทางซ้าย แล้วถามขึ้นมาอีก “เจ๋อฟางของฉันไปไหนนิ ทำไมถึงไม่เห็น”
“หลานชาย...หลานชายอาฉาตายแล้วฟื้น...” เหล่าหวังเพื่อนก๊วนหมากรุกลุกพรวดขึ้นวิ่งแน่บไปข้างนอก “หลานชายอาฉายังไม่ตาย หลานชายอาฉาฟื้นขึ้นมาแล้ว!”
พอเหล่าหวังะโอย่างนั้น บรรดาคนแก่ที่อยู่ในบ้านก็พากันโกยอ้าวไปข้างนอกอย่างแตกตื่น ห้องรับแขกว่างเปล่าโหรงเหรงภายในเวลาไม่กี่วินาที ราวกับว่าคนที่เพิ่งลุกขึ้นจากโลงศพน่ากลัวเสียยิ่งกว่าผี
“เหยดแหม่!” อาการแตกฮือของเพื่อนฝูงทำเอาอาฉาใเหมือนกัน “ฉันยังไม่ตายเว้ย ตอนแรกน่ะจะตายแล้ว แต่ลูกสะใภ้เขาเรียกกลับมา! ไอ้พวกนี้จะช่วยก็ไม่ช่วยกันสักนิด ดีแต่รีบเผ่นแน่บกันทุกคน ไหนว่ากระดูกกระเดี้ยวไม่ดีกันไงล่ะ ทำไมวิ่งเร็วอย่างกับติดปีกเลยวะ”
เชิงอรรถ
^ คำเรียกนักพรตในไต้หวัน