แอบแซ่บ ผัวเพื่อน

    ตอนที่ 29 เหยื่อระดับแนวหน้า


    "คุณพราวรินทร์สนใจดื่มแชมเปญเพิ่มอีกสักแก้วไหมครับ?"

    เสียงทุ้มเข้มแฝงความอบอุ่นทว่าทรงอำนาจดังขึ้นจากทางด้านหลัง ในจังหวะที่สายลมหนาวยามราตรีพัดผ่านระเบียงทางเชื่อมของโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวริมแม่น้ำเจ้าพระยา

    ฉันค่อยๆ หมุนเรือนร่างระหงในชุดเดรสผ้าซาตินสีกรมท่าเข้มผ่าหลังลึกกลับมาอย่างเชื่องช้า ทุกท่วงท่าการขยับไหวล้วนผ่านการฝึกฝนและจัดวางมาราวกับงานศิลปะชิ้นเอก เพื่อให้ดูเรียบหรูสง่างามทว่าเปี่ยมล้นด้วยเสน่ห์สะกดใจ ฉันจงใจเอียงใบหน้าเล็กน้อยจนปอยผมลอนยาวสลวยขยับไหวเปิดเปลือยลำคอระหง พร้อมส่งกลิ่นน้ำหอมแนวลึกลับยั่วยวนที่ผสมผสานระหว่างมวลดอกไม้ราตรีและกลิ่นอายบางเบาของไม้จันทน์หอมให้โชยละล่องไปแตะประสาทสัมผัสของชายหนุ่มใหญ่ตรงหน้า

    เจ้าของเสียงทุ้มผู้นั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก 'คุณธนา' มหาเศรษฐีระดับแนวหน้าของประเทศ ผู้ผลิตและส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ที่สุด ทั้งยังเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจคนสำคัญที่คุณเกริกต้องให้ความเกรงใจอย่างถึงที่สุด

    เขายืนตระหง่านอยู่ตรงนั้นในชุดสูทสีดำสนิทที่ตัดเย็บอย่างประณีตจากฝีมือช่างระดับโลก รูปร่างของชายในวัย 45 ปีได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยมจนดูแข็งแกร่งและภูมิฐานอย่างยิ่ง ใบหน้าคมคายมีริ้วรอยตามวัยที่ยิ่งช่วยขับเน้นความสุขุมลุ่มลึกและน่าเกรงขาม ดวงตาสีเข้มคมปลาบภายใต้กรอบแว่นสายตาทรงเรียบหรูจ้องมองตรงมาที่ฉันด้วยแววตาที่พยายามประคองความสุภาพ ทว่าในส่วนลึกกลับสั่นไหววูบวาบด้วยตัณหาที่ซ่อนเร้น

    "ขอบคุณค่ะคุณธนา... พราวคิดว่าแชมเปญรสเลิศขนาดนี้ หากต้องยืนดื่มเพียงลำพังท่ามกลางสายลมหนาวริมแม่น้ำ คงจะดูแห้งแล้งและจืดชืดแย่เลยนะคะ"

    ฉันช้อนดวงตาคมเฉี่ยวขึ้นสบประสานสายตากับเขาพลางส่งยิ้มหวานละมุนละไมอย่างมีจริต รอยยิ้มที่ดูสุภาพอ่อนหวานดุจลูกแกะแสนเชื่องต่อหน้าบุคคลระดับสูง ทว่าปลายนิ้วเรียวสวยที่ประคองก้านแก้วแชมเปญบางใสกลับจงใจหมุนแก้วไปมาเบาๆ ให้น้ำสีทองขยับไหวสะท้อนประกายล้อแสงไฟวิบวับของงานเลี้ยงหรู

    ในแวดวงธุรกิจและสังคมชนชั้นสูงต่างรู้ดีว่าคุณธนาคือสุภาพบุรุษที่หาตัวจับยากอย่างยิ่ง เขามีประวัติขาวสะอาดบริสุทธิ์ ไร้ซึ่งข่าวคาวเรื่องชู้สาวหรือการนอกใจภรรยามาโดยตลอดนับตั้งแต่แต่งงานสร้างครอบครัว สื่อสังคมออนไลน์มักนำเสนอภาพลักษณ์ของเขาในฐานะแฟมิลี่แมนผู้แสนดีที่รักภรรยาและลูกๆ อย่างสุดซึ้ง คอยพาครอบครัวออกงานสังคมและท่องเที่ยวอย่างอบอุ่นอยู่เสมอ

    ทว่าภาพลักษณ์อันประเสริฐเลิศเลอและเกราะศีลธรรมสีขาวสะอาดเหล่านั้นกลับไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกเกรงขามหรือถอดใจเลยแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้าม มันกลับกระตุ้นสัญชาตญาณนักล่าในตัวตนของฉันให้ตื่นตัวและหัวใจเต้นระทึกด้วยความตื่นเต้นท้าทาย

    นี่คือความท้าทายระดับแนวหน้าที่ฉันตั้งตารอคอย การได้กระชากหน้ากากผู้ชายแสนดีที่มีภาพลักษณ์สมบูรณ์แบบไร้ที่ติเช่นนี้คือสุดยอดปรารถนาของนักจิตวิทยาอย่างฉัน

    ฉันรู้ดีจากทฤษฎีทางจิตวิทยาและประสบการณ์ตรงที่ผ่านมาว่า มนุษย์ทุกคนล้วนมีความปรารถนาส่วนลึกที่ถูกกดทับไว้ภายใต้จิตสำนึก ยิ่งพยายามสร้างภาพลักษณ์ภายนอกให้ดูสะอาดบริสุทธิ์ เป็นพ่อพระ หรือสุภาพบุรุษผู้ไร้รอยราคีมากเท่าใด ความต้องการดิบอันหิวกระหายในราคะและสิ่งแปลกใหม่ที่ถูกคุมขังไว้ในใจก็ยิ่งรุนแรงและเปราะบาง พร้อมที่จะแตกร้าวพังทลายลงได้ทันที หากมีสิ่งเร้าที่เย้ายวนและเหมาะสมก้าวเข้ามาสะกิดเพียงนิดเดียว

    "ถ้าอย่างนั้น ผมขออนุญาตถือวิสาสะยืนดื่มเป็นเพื่อนคุณพราวรินทร์ตรงนี้สักครู่นะครับ ถือเสียว่าเป็นการแลกเปลี่ยนทัศนะและสูดอากาศบริสุทธิ์หลังจากต้องอุดอู้อยู่ในงานเลี้ยงที่แสนอึดอัดมาหลายชั่วโมง"

    เขาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพทุ้มต่ำพลางก้าวเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างฉันตรงระเบียงหินอ่อนสลัว ระยะห่างที่ลดลงเหลือไม่ถึงคืบทำให้ฉันได้กลิ่นน้ำหอมแนวอบอุ่นของเปลือกไม้ราคาแพง ผสมผสานกับกลิ่นสะอาดสะอ้านแบบกายชายจากตัวเขา กลิ่นอายความเป็นสุภาพบุรุษวัยกลางคนผู้เปี่ยมด้วยเสน่ห์ลอยมาปะทะประสาทสัมผัสของฉันอย่างลงตัว

    ยามที่ลมหนาวริมแม่น้ำเจ้าพระยาพัดโบกเข้ามาปะทะผิวกายขาวเนียนละเอียดตรงแผ่นหลังผ่าลึกของฉัน ร่างระหงแสร้งสั่นสะท้านเบาๆ

    ฉันแสร้งทำท่าทางหนาวสั่นพลางขยับกายเข้าไปชิดใกล้ เบียดเบนเรือนร่างเข้าหาเขามากขึ้นอีกนิด จนไหล่บางของฉันเฉียดสัมผัสกับท่อนแขนกว้างภายใต้เสื้อสูทเนื้อดีของเขาอย่างตั้งใจทว่าแนบเนียนดูเป็นธรรมชาติที่สุด

    "งานเลี้ยงคืนนี้อบอวลไปด้วยเกียรติยศและเงินตราที่ผู้คนต่างนำมาประดับไว้บนใบหน้านะคะ... แต่สำหรับพราว พราวกลับชอบความเงียบสงบและเป็นส่วนตัวของระเบียงสลัวตรงนี้มากกว่า เพราะมันทำให้เราไม่ต้องคอยสวมหน้ากากเข้าหากันตลอดเวลา"

    ฉันเอ่ยขึ้นพลางช้อนสายตาเชื่อมปรอยมองประสานกับเขาผ่านขอบแก้วแชมเปญบางใส แสงสีทองของน้ำแชมเปญสะท้อนวับวาบในดวงตาคู่สวย

    "หน้ากากอย่างนั้นหรือครับ... คุณพราวรินทร์พูดราวกับว่าทุกคนในงานเลี้ยงกำลังสวมบทบาทสมมติเพื่อหลอกลวงคนอื่นอยู่"

    เขาถามด้วยความสนใจปนแปลกใจ รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก ดวงตาคมภายใต้กรอบแว่นสายตาทรงเรียบหรูขยับเลื่อนลงมาจับจ้องที่ริมฝีปากอิ่มสีแดงเบอร์กันดีของฉันยามที่ขยับเอ่ยปาก

    "ไม่ใช่การหลอกลวงหรอกค่ะคุณธนา... แต่บางครั้งหน้ากากที่หนาและหนักอึ้งจนเกินไป ก็ทำให้เราหายใจไม่ออกและหลงลืมไปว่าในส่วนลึกของจิตวิญญาณ เราต่างโหยหาความเร่าร้อนและการปลดปล่อยขีดจำกัดของตัวเองมากเพียงใด"

    น้ำเสียงของฉันลดระดับลงจนแผ่วเบาและทุ้มต่ำน่าดึงดูดใจ ราวกับกำลังป้อนถ้อยคำหวานล้ำทางจิตวิทยาลงสู่โสตประสาทของเขาโดยตรง

    "โดยเฉพาะกับผู้ชายที่มีระบบคิดและการทำงานที่เคร่งครัดเป็นระเบียบแบบแผนอย่างคุณธนา... การต้องควบคุมเครื่องยนต์ทรงพลังให้อยู่ในระบบระเบียบที่ไร้ที่ติอยู่ตลอดเวลา คงต้องแบกรับแรงกดดันและแรงเสียดทานไว้มหาศาลเลยใช่ไหมคะ?"

    ฉันแสร้งหยิบยกเรื่องเครื่องยนต์กลไกซึ่งเป็นธุรกิจหลักของเขาขึ้นมาเปรียบเปรย ทว่าน้ำเสียงและแววตาของฉันกลับลึกซึ้งทอดสะพานสื่อความนัยถึงความปรารถนาส่วนบุคคลอย่างเด่นชัด

    ถ้อยคำสองแง่สองง่ามเปรียบเสมือนลูกศรที่เจาะทะลวงผ่านหน้ากากสุภาพบุรุษของคุณธนาลงไปถึงแก่นแท้ภายในจิตใจของเขา

    เขาชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาสีเข้มคมปลาบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจที่โดนหญิงสาวรุ่นน้องพูดจี้จุดอ่อนทางอารมณ์ได้อย่างแม่นยำ

    เขายกแก้วแชมเปญในมือขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด ปลายลิ้นร้อนแตะเลียริมฝีปากเบาๆ เพื่อดับความแห้งผากที่พุ่งริ้วขึ้นมาในลำคอ

    "ชิ้นส่วนที่ประณีตและผลิตขึ้นด้วยมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดมักจะต้านทานแรงเสียดทานได้ดีครับคุณพราวรินทร์... แต่ที่คุณพูดก็มีส่วนถูก เครื่องยนต์ที่ทำงานหนักและเก็บสะสมความร้อนไว้ภายในเป็นเวลานาน หากไม่ได้รับน้ำมันหล่อลื่นสูตรพิเศษที่เหมาะสม มันก็อาจจะเกิดการสึกหรอและหลอมละลายได้ง่ายๆ เช่นกัน"

    เขาตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เริ่มสั่นพร่าเล็กน้อย สายตาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของฉันราวกับต้องการค้นหาตัวตนที่แท้จริงภายใต้หน้ากากเสน่หา

    บทสนทนาสองแง่สองง่ามเริ่มดำเนินไปอย่างลื่นไหลและทวีความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความมืดสลัวริมระเบียงที่ช่วยอำพรางสายตาจากผู้คน

    "แล้วคุณธนาพอนึกออกไหมคะ... ว่าเครื่องยนต์ระดับแนวหน้าที่ทรงเกียรติและแสนดีเครื่องนี้ จะเสาะหาน้ำมันหล่อลื่นสูตรพิเศษที่นุ่มนวลและประณีตพอที่จะช่วยระบายความร้อนที่อัดอั้นอยู่ออกมาได้จากที่ไหน?"

    ฉันแสร้งเอียงคอถามพลางส่งสายตาใสซื่อทว่ามุมปากกลับหยักยิ้มยั่วยวน ปล่อยให้ลมพัดปลายผมยาวสลวยเผยลำคอระหงขาวเนียนละเอียดและผิวผ่องตรงแผ่นหลังผ่าลึกให้เด่นชัดขึ้นในมุมมืดสลัวของระเบียง

    เครื่องเพชรระย้าบนคอระหงทอแสงวิบวับ สอดประสานกับประกายตาที่เปี่ยมไปด้วยจริตล่อลวงของฉันอย่างลงตัว

    ดวงตาของคุณธนาวูบไหวอย่างรุนแรง ลมหายใจเริ่มหอบถี่ขึ้นทีละน้อยจนสังเกตได้จากแผ่นอกแกร่งที่สะท้อนขึ้นลง

    เขากวาดสายตามองเรือนร่างของฉันอย่างหิวกระหาย พลางกระดกแชมเปญแก้วใหม่ขึ้นดื่มอึกใหญ่เพื่อหวังดับความร้อนรุ่มที่พุ่งพล่านในกาย

    "บางที... น้ำมันหล่อลื่นสูตรพิเศษนั้นอาจไม่ได้มีวางขายทั่วไปตามท้องตลาด แต่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมาช่วยดูแลอย่างใกล้ชิด"

    เขาขยับกายเข้ามาเบียดชิดกับฉันมากขึ้นจนผิวกายขาวผ่องตรงแผ่นหลังแทบจะแนบชิดกับเสื้อสูทสีเข้มของเขา

    "ผู้เชี่ยวชาญพิเศษอย่างพราว... ยินดีที่จะช่วยดูแลและบำบัดระบบกลไกภายในอันประณีตซับซ้อนของคุณเสมอนะคะ"

    ฉันตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วหวานละมุนละไม พลางจงใจลากปลายนิ้วเรียวสวยผ่านหลังมือของเขาเบาๆ สัมผัสทางกายที่แฝงไปด้วยมารยายั่วสวาทบวกกับฤทธิ์แอลกอฮอล์กำลังทำลายความซื่อสัตย์อันจอมปลอมของคุณธนาลงไปทีละชั้น

    ศีลธรรมและพันธนาการเรื่องครอบครัวที่คุณธนายึดมั่นมาตลอด บัดนี้เปรียบเสมือนแผ่นน้ำแข็งบางๆ ที่โดนเปลวไฟแห่งเสน่ห์ยั่วยวนของฉันหลอมละลายจนไม่เหลือชิ้นดี

    ความเงียบสงัดริมระเบียงทางเชื่อมทำให้ฉันได้ยินเสียงเต้นระรัวของหัวใจคุณธนาที่ดังโครมครามด้วยความสับสนปนตื่นเต้นเร้าใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมานานนับสิบปี

    เขารู้ดีว่าสิ่งที่เขากำลังคิดและขยับเข้ามาทำนี้เป็นสิ่งต้องห้ามและผิดบาป ทว่าเสน่ห์ยั่วยวนอันลึกลับและมารยาหญิงระลอกแล้วระลอกเล่ากลับพังทลายขีดจำกัดความอดทนของเขาลงจนหมดสิ้น

    "คุณพราวรินทร์รู้ไหมครับ... ว่าการท้าทายเครื่องยนต์ที่มีระบบความปลอดภัยหนาแน่นขนาดนี้ อาจทำให้คนขับสติหลุดจนควบคุมตัวเองไม่ได้ และนำความร้อนแรงมาแผดเผาตัวคุณเอง"

    เขาเอ่ยเตือนเสียงพร่าทว่าแววตากลับเผยความหิวกระหาย ปรารถนาจะครอบครองเรือนร่างระหงในชุดเดรสผ่าหลังลึกนี้ใจจะขาด

    "พราวไม่เคยกังวลเรื่องระบบความปลอดภัยหรอกค่ะคุณธนา... ยิ่งการท้าทายนั้นมีความเสี่ยงสูงเท่าไร ผลลัพธ์ในยามที่ระบบทุกอย่างแตกร้าวเสียหายก็ยิ่งสร้างความเร่าร้อนและสุขสมลึกซึ้งถึงใจที่สุดเสมอค่ะ"

    ฉันตอบกลับอย่างฉลาดและคมคาย จงใจทอดสะพานให้อย่างเปิดเผยเพื่อกระตุ้นจิตใต้สำนึกของมหาเศรษฐีใหญ่ให้หลุดพ้นจากกรงขังแห่งศีลธรรม

    ความขัดแย้งในใจของคุณธนาพังทลายลงอย่างราบคาบ แววตาคมกริบของเขากลายสภาพเป็นประกายแห่งความหิวกระหายราคะที่ไร้ซึ่งหน้ากากสุภาพบุรุษปิดบังอีกต่อไป

    "ถ้าอย่างนั้น... หากผมอยากได้รับการบำบัดรักษาแบบส่วนตัวและลึกซึ้งถึงแก่นจากคุณพราวรินทร์เป็นพิเศษ คืนนี้พอจะมีเวลาว่างให้คนไข้อย่างผมไหมครับ?"

    เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกระเส่าต่ำพร่าที่เต็มไปด้วยกระแสความต้องการเบื้องลึกซึ่งไม่อาจควบคุมได้อีกต่อไป

    "บริการพิเศษและการบำบัดรักษาที่ลึกซึ้งขนาดนั้น... พราวคิดว่าสถานที่เปิดโล่งแบบนี้ไม่เหมาะหรอกค่ะคุณธนา เราต้องการห้องที่เงียบสงบ มิดชิด และปลอดภัยสำหรับเราสองคนเท่านั้นค่ะ"

    ฉันตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลพลางส่งสายตาหวานเชื่อมอย่างมีศิลปะ จากนั้นค่อยๆ ขยับถอยหลังออกมาหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่าง ดึงเกมให้เขาเป็นฝ่ายรุกคืบเข้าหาด้วยความโหยหาเอง

    คุณธนาหัวเราะทุ้มต่ำในลำคอด้วยความพึงใจในจริตที่รู้จักหลบหลีกทว่าแฝงการเชิญชวนเพื่อล่อเหยื่อของฉัน

    เขาวางแก้วแชมเปญลงบนโต๊ะกระจกข้างระเบียงอย่างเชื่องช้า พลางล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าด้านในเสื้อสูท

    เขาก้าวตามเข้ามาประชิดกายอย่างรวดเร็วทว่าแนบเนียน จนหากมองจากภายนอกจะเห็นเพียงแค่นักธุรกิจสองคนที่กำลังยืนล่ำลากันตามมารยาท

    ในจังหวะที่ฝ่ามืออุ่นร้อนของคุณธนายื่นออกมาประคองจับมือฉันเพื่อกล่าวคำลาอย่างเป็นทางการ

    ฉันก็สัมผัสได้ถึงกระดาษโน้ตใบเล็กเนื้อละเอียดที่ถูกสอดเข้ามาในอุ้งมืออย่างเงียบเชียบและมิดชิดที่สุด

    "นี่คือบัตรผ่านและหมายเลขห้องพักสูท VIP ของผมที่ชั้นบนสุดของโรงแรมในคืนนี้ครับคุณพราวรินทร์"

    เขากระซิบด้วยน้ำเสียงแหบพร่าสั่นระริกที่ข้างหู ส่งกระแสลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดผิวเนื้อแถวซอกคอขาวเนียนและใบหูของฉัน

    "ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการบำบัดรักษาอารมณ์จากคุณผู้เชี่ยวชาญในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้านะครับ... ผมจะรอคุณอยู่ที่นั่นเพียงคนเดียว"

    เมื่อสิ้นคำกระซิบเสนอแนะอันเร่าร้อน เขาก็ค่อยๆ ละปลายนิ้วออกจากฝ่ามือของฉันอย่างเชื่องช้า ส่งสายตาคมกริบแฝงประกายราคะทิ้งท้าย ก่อนจะหมุนร่างหนาเดินกลับเข้าไปยังโถงจัดเลี้ยงด้านใน

    ท่าทางการเดินของคุณธนายังคงดูภูมิฐาน สง่างาม และเป็นสุภาพบุรุษผู้เพียบพร้อม ราวกับไม่มีเรื่องราวน่าหวาดเสียวใดๆ เกิดขึ้นบนระเบียงมืดสลัวแห่งนี้เลยแม้แต่น้อย

    ฉันยืนประคองกระดาษโน้ตเงียบๆ พลางยืนกอดอก มองตามหลังเงาร่างของเขาที่กลืนหายไปในกลุ่มแขกเหรื่อชั้นสูงด้วยความสะใจปนภาคภูมิใจลึกๆ ในอก

    ภาพลักษณ์บุรุษผู้สะอาดบริสุทธิ์รักเดียวใจเดียวที่สังคมต่างยกย่อง... ท้ายที่สุดก็เป็นเพียงภาพลวงตา ทุกคนล้วนพ่ายแพ้พังทลายให้กับมารยาตัณหาเบื้องลึกอย่างง่ายดาย เพียงได้รับการป้อนเหยื่อล่อที่เย้ายวนและประณีตพอดีคำจากฉันเท่านั้น

    ฉันขยับยิ้มอย่างสมเพชและพึงใจในชัยชนะบางเบา พลางก้าวเดินเลี่ยงออกจากระเบียงหินอ่อน ลัดเลาะไปตามโถงทางเดินอันกว้างขวางด้านหลังงานเลี้ยงที่ผู้คนเริ่มบางตา

    แสงไฟสีนวลของโถงทางเดินสาดกระทบแผ่นหลังผ่าลึกสีกรมท่าเข้ม สะท้อนส่วนโค้งเว้าของเรือนร่างระหงสะดุดตาชวนสะกดใจ

    ฉันหยุดฝีเท้าลงตรงหัวมุมทางเดินอันเงียบสงัด คลี่กระดาษโน้ตในอุ้งมือออกดูหมายเลขห้องสูท VIP ที่ระบุไว้อย่างชัดเจน

    รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นบนใบหน้าสวยเฉี่ยว มันคือรอยยิ้มที่มองเห็นความเสแสร้งและศีลธรรมจอมปลอมของผู้มีหน้ามีตาในสังคมเป็นเพียงเรื่องน่าขันและสมเพชปนเปกัน

    เหยื่อระดับแนวหน้าผู้ขาวสะอาด... บัดนี้ได้ยอมก้าวข้ามเส้นแบ่งศีลธรรมเข้ามาสู่กรงขังของฉันด้วยความอยากรู้อยากลองและตัณหาของตัวเองอย่างราบคาบ

    ฉันกำกระดาษโน้ตหมายเลขห้องสูท VIP ใบนั้นไว้แน่น พลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อกระตุ้นระบบความตื่นตัวในกาย

    เกมนักล่าและกลเกมบำบัดใจผ่านมารยาล่อลวงในค่ำคืนนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น โถงทางเดินทอดยาวสลัวสีส้มอบอุ่นของโซนห้องพักพิเศษชั้นบนสุดกำลังรอคอยฉันอยู่เบื้องหน้า

    ฉันหมุนเรือนร่างระหงก้าวเดินไปยังลิฟต์โดยสารส่วนตัวสำหรับแขกพิเศษ แล้วกดปุ่มเพื่อเดินทางขึ้นสู่ชั้นบนสุดของโรงแรมอย่างเงียบเชียบ

    ประตูลิฟต์เปิดออกในชั้นห้องสูท VIP เผยให้เห็นโถงทางเดินยาวเหยียดที่ปูด้วยพรมหนานุ่ม ช่วยดูดซับเสียงฝีเท้าจนเงียบสนิท ปราศจากผู้คนคอยรบกวน

    ฉันสาวเท้าเดินอย่างเชื่องช้าตรงไปยังบานประตูห้องเป้าหมาย ยกปลายนิ้วเรียวสวยขึ้นเตรียมจะเคาะประตูบานใหญ่เพื่อเริ่มต้นการบำบัดรักษาตัณหาของเหยื่อรายนี้ในค่ำคืนนี้...

    แต่ในจังหวะที่หัวใจเต้นระทึกและฝีเท้าหยุดลงตรงหน้าบานประตูไม้บานหนา ความรู้สึกบางอย่างที่สะท้อนอยู่ในก้นบึ้งของจิตใจก็พลันผุดพรายขึ้นมา ตลอดเส้นทางการเป็นนักล่าที่ผ่านมา ฉันเคยมองผู้ชายเหล่านั้นเป็นเพียงเหยื่ออันไร้ค่า เป็นแค่ก้อนหินที่ถูกจัดวางเอาไว้บนกระดานหมากรุกที่ฉันเป็นผู้ควบคุมเบ็ดเสร็จ

    ทว่าความท้าทายกับคุณธนาในครั้งนี้กลับมีมวลอารมณ์บางอย่างที่แตกต่างออกไป เขาไม่ใช่ผู้ชายหยาบโลนธรรมดาที่จะก้าวข้ามขีดจำกัดความดีงามด้วยอารมณ์ชั่ววูบได้ง่ายๆ แต่เป็นผู้ชายที่สุขุมนุ่มลึก มีกำแพงชั้นเชิงที่ต้องใช้กลยุทธ์และการวางหมากอย่างรัดกุมที่สุดเพื่อเจาะทะลวงเข้าถึงแก่นแท้

    หากฉันพลาดพลั้งเพียงก้าวเดียว หน้ากากกุลสตรีผู้งดงามที่ฉันอุตส่าห์สวมทับไว้อาจถูกเขามองทะลุ และกลายเป็นฉันเองที่ต้องสูญเสียการควบคุมในกระดานเกมนี้

    ทว่าความหวั่นเกรงเพียงชั่วแล่นนั้นก็พลันสลายหายไปในพริบตา เมื่อฉันเลื่อนฝ่ามือสัมผัสกับแผ่นไม้หนาทึบของประตู สัมผัสได้ถึงความเงียบงันเบื้องหลังที่กำลังรอคอยการสั่นคลอน

    เสียงลมหายใจของฉันกลับคืนสู่จังหวะที่มั่นคงและเงียบสงบ รอยยิ้มเยือกเย็นทว่าซ่านไปด้วยความกระตือรือร้นของนักล่าปรากฏขึ้นบนเรียวปากอิ่มสีแดงเบอร์กันดี

    ไม่มีศึกครั้งใดที่ฉันยอมก้าวเท้าเข้ามาแล้วจะเดินถอยหลังกลับไปมือเปล่า โดยเฉพาะกับเหยื่อระดับแนวหน้าผู้มีมูลค่าและเพียบพร้อมไปด้วยเกียรติยศที่สูงลิบลิ่วเช่นนี้

    ฉันขยับข้อมือเบาๆ ก่อนจะลงมือเคาะประตูไม้บานใหญ่หนาทึบตรงหน้า 3 ครั้ง เสียงเคาะประตูสะท้อนในโถงทางเดินเงียบเชียบ ราวกับเป็นเสียงสัญญาณเตือนภัยที่เปิดทางพาเขาก้าวข้ามเข้าสู่ดินแดนตัณหาอันดำมืดและไร้ซึ่งทางออกของเกียรติยศอันดีงามที่เขาเคยภาคภูมิใจมาตลอดชีวิต...