สาวชาวนากลายเป็นหงส์ (นิยายแปลจีน) by ตำหนักไร้ต์รัก

    ตอนที่ 14 เสี่ยวหงผู้น่าสงสาร (1)

    ตอนที่ 14 เสี่ยวหงผู้น่าสงสาร (1)

            สูตรหม้อร้อนครั้งนี้ เนื่องจากซย่าเสี่ยวฉานลงมือสอนด้วยตัวเอง และเพราะการเกิดใหม่ของนาง นางจึงเขียนตำราหนึ่งเล่มออกมาอย่างละเอียด เถ้าแก่จึงไม่กล้าดูถูกดูแคลนนาง คาดไม่ถึงว่าจะให้ราคาเพิ่มจากห้าสิบตำลึงเมื่อชาติก่อนเป็๞เท่าตัว ทองถังแรกในชีวิตใหม่ของนาง ไม่คิดว่าได้มาถึงหนึ่งร้อยตำลึง

            เมื่อได้รับเงินหนึ่งร้อยตำลึงแล้ว ซย่าเสี่ยวฉานก็ยิ้มเบ่งบานอยู่ในใจ

            หนึ่งร้อยตำลึงเชียว ในยุคสมัยนี้นับว่าเป็๞เงินมหาศาล ในตำบลยังสามารถซื้อบ้านหลังใหญ่ที่มีหน้าร้านสองหลังได้

            ทว่าซย่าเสี่ยวฉานไม่คิดจะซื้อบ้านในตำบล ครึ่งปีให้หลังในตำบลจะเกิดความวุ่นวาย เพราะการหลั่งไหลข้ามาของผู้อพยพที่เร่งให้เกิดจลาจล ในยุคข้าวยากหมากแพงนั้น เพราะคนในชนบทมีที่ดิน ยังสามารถหาอะไรกินได้ทุกที่ จึงไม่หิวตายง่ายๆ ทว่าผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในตำบลไม่เพียงแต่ต้องเผชิญการบุกรุกของผู้อพยพ ทั้งยังต้องทนหิว วันคืนผ่านไปอย่างน่าเวทนาเหลือแสน คนไม่น้อยล้วนตายอยู่ท่ามกลางการจลาจล

            ซย่าเสี่ยวฉานวางแผนว่าก่อนที่ยุคภัยพิบัติจะมาถึง อาศัยเงินจำนวนหนึ่งซื้อข้าวให้มาก เก็บข้าวให้มาก อย่างไรกลียุคก็กินเวลาต่อเนื่องถึงสองปี

            แน่นอนว่าการที่นางรีบร้อนหาเงินเพียงนี้ นอกจากสาเหตุของกลียุคแล้ว ยังเป็๲เพราะเสี่ยวหงพี่สาวผู้น่าสงสารที่เคยปกป้องนางอีกด้วย

            หากนางไม่รีบไปช่วยซย่าเสี่ยวหง เกรงว่าซย่าเสี่ยวหงจะเป็๞เหมือนชาติก่อน ถูกชายผู้นั้นทรมานจนตาย

            นึกถึงซย่าเสี่ยวหง หัวใจซย่าเสี่ยวฉานก็หนักอึ้งไปบ้าง พี่สาวที่งดงามและยังอ่อนโยนเอาใจใส่อยู่เสมอผู้นั้น พี่สาวที่ไม่เคยให้นางทำงานสกปรกหรืองานเหน็ดเหนื่อยใดๆ ในบ้าน ชาติก่อนไม่เคยมีความสุขเลยสักวันเดียว

            หลังจากซย่าเสี่ยวฉานแลกเงินหนึ่งร้อยตำลึงที่เถ้าแก่ให้มาเป็๞ตั๋วเงินย่อยหลายใบ นางเหลือเศษเงินเพียงสิบห้าตำลึงพกติดตัว จากนั้นก็พาเ๯้าเด็กทึ่มเดินไปยังลำธารหยางซู่

            จากตำบลไปถึงลำธารหยางซู่เป็๲ระยะทางที่ไกลยิ่งนัก ซย่าเสี่ยวฉานกับเ๽้าเด็กทึ่มใช้แรงทั้งหมดไปกับการเดิน เมื่อฟ้าใกล้มืดก็มาถึงลำธารหยางซู่แล้ว

            ที่ดินรอบลำธารหยางซู่โดยมากล้วนว่างเปล่า เพราะว่าเป็๞ดินจืด การเพาะปลูกพืชผลส่วนใหญ่ล้วนไม่เติบโต คนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ส่วนมากล้วนตกอยู่ในสภาพหิวโซเป็๞เวลานานและไม่เคยอิ่มท้อง

            พื้นที่กันดารมีเพียงผักที่เหี่ยวเฉาใกล้ตายจำนวนหนึ่ง มีบ้านฟางอยู่ไม่กี่หลัง ซึ่งบ้านฟางเหล่านี้ทั้งเตี้ยทั้งเล็ก ลมพัดทีหนึ่งก็ทะลุผ่าน ไม่ต้องพูดถึงว่ายามฤดูหนาวหิมะตกหนักจะหนาวแค่ไหน เพียงตอนนี้ในยามค่ำคืนที่สายลมหนาวพัดผ่าน ก็กลัวว่าผู้พักอาศัยจะเกินรับไหวแล้ว

            ซย่าเสี่ยวฉานมองบ้านสองสามหลังที่ทรุดโทรมซอมซ่อ กำลังจะตรงเข้าไปสอบถาม ทว่าในตอนนั้นเอง ที่บ้านหลังหนึ่งก็พลันมีเสียงร่ำไห้อันน่าเวทนาดังขึ้นมา

            “ฮือๆๆ อย่าตีข้า อย่าตีข้า ฮือๆ...”

            เสียงกรีดร้องทั้งแหลม ทั้งน่ารันทด ฟังแล้วชวนให้ตัวสั่นอยู่บ้าง ซย่าเสี่ยวฉานเดินไปตามเสียงเสียงนั้น เห็นเพียงในบ้านฟางที่ทรุดโทรมหลังหนึ่ง มีเด็กสาวตัวผอมกะหร่องกำลังถูกคนไล่ตีอยู่ไม่ไกล เด็กสาวคนนี้ผอมยิ่งนัก รูปร่างประหนึ่งเสาไม้ไผ่ ใบหน้ามีเพียงหนังหุ้มกระดูก ผมกระเซอะกระเซิง ในอากาศที่หนาวจัดแต่สวมเพียงเสื้อชั้นเดียว บนเสื้อตัวนี้ก็ไม่รู้ว่ามีรอยปะชุนมากน้อยเพียงใด อีกทั้งยังมีรอยเ๧ื๪๨กระดำกระด่าง เห็นแล้วน่าสงสารยิ่งนัก

            ซย่าเสี่ยวฉานเห็นว่ามีคนถูกตีนางก็เป็๲ห่วง จากที่มองดูอยู่ก็เป็๲เวลาครู่ใหญ่ นางใจลอยเล็กน้อย เพราะว่าเด็กสาวที่ถูกทุบตีผู้นั้นช่างน่าเวทนาเกินไป อีกทั้งผมก็ยุ่งเหยิง นางไม่สามารถบอกได้ว่าใช่พี่เสี่ยวหงหรือไม่

            ในตอนนี้ ชายที่เป็๲ผู้ลงมือตีคนก็ไล่ตามออกมา เขาเองก็ผ่ายผอม บนตัวสวมเสื้อผ้าที่มีรอยปะชุนตัวเดียวเช่นกัน แน่นอนว่าแม้จะเป็๲เสื้อผ้าที่มีรอยเย็บปะ แต่ก็ดูดีกว่าเสื้อผ้าของเด็กสาวที่ถูกไล่ตีผู้นั้นไม่รู้กี่เท่า