ชาวบ้านธรรมดาในโลกนี้ส่วนใหญ่ล้วนมีพร์ด้านการฝึกตน สามารถดูดซับพลังจากอากาศหรือที่เรียกว่า ‘พลังปราณ’เพื่อใช้ในการฝึกได้ ทว่าพร์ของคนทั่วไปกลับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ส่วนใหญ่จะหยุดอยู่ที่ระดับสามหรือสี่ตลอดชีวิต ซึ่งแม้จะแข็งแรงพอจะชกหินให้แตกได้ แต่หากอยากเหาะเหินเดินอากาศ ย่อมต้องมีพลังอย่างน้อยระดับหก
สำหรับคนอย่างเ้าของร่างเดิมที่ไม่มีพร์ในการฝึกตนแม้แต่น้อย แค่เดินอยู่บนถนนก็ยังถูกมองด้วยสายตารังเกียจ
ฮวาชิงเหยียนไม่สนใจสายตาเ่าั้ นางเดินชมรอบเมืองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ทุกสิ่งในยุคโบราณนี้ล้วนน่าตื่นตาตื่นใจสำหรับผู้ที่เติบโตมาในยุคจักรวาลกับหุ่นยนต์เช่นนาง
ฮวาชิงเหยียนเดินชมเรื่อยๆ จนมาถึงสถานที่หนึ่งที่ปรากฏอยู่ในความทรงจำของเ้าของร่างเดิม นั่นคือหอประมูลฉางซิ่นที่ใหญ่และน่าเชื่อถือที่สุดในเมือง
รอบด้านเต็มไปด้วยผู้คนยืนเบียดเสียดกัน หน้าประตูมีเด็กรับใช้ของหอประมูลฉางซิ่นหลายคนกำลังประกาศเสียงดัง
“ทุกท่านโปรดใจเย็น! นักหลอมโอสถหวังเฟิงกำลังหลอมโอสถก่อแก่นปราณอยู่ ตอนนี้เป็่สำคัญ มีเพียงห้าเม็ดเท่านั้น หากท่านใด้าซื้อ โปรดลงชื่อไว้แล้วรอจับสลากตามดวง”
หวังเฟิง? อาจารย์หลอมโอสถระดับห้าของฮวาเย่ว์โหรว?
ฮวาชิงเหยียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย จากความทรงจำ โอสถก่อแก่นปราณมีไว้ช่วยทะลวงขอบเขตพลัง ยกตัวอย่างเช่น หากผู้ฝึกตนอยู่ระดับสาม เมื่อกินเข้าไปแล้วก็จะสามารถทะลวงสู่ระดับสี่ได้ ทว่าข้อเสียของโอสถเม็ดนี้คือจะใช้ได้ผลเพียงเม็ดเดียวในชีวิต เม็ดถัดไปจะไม่มีผลอีกต่อไป
ถึงแม้จะมีข้อจำกัด แต่ก็ยังเป็สิ่งที่ใครหลายคนถวิลหา โดยเฉพาะผู้ที่ติดอยู่ที่ระดับหก ซึ่งเป็รอยต่อระหว่างระดับกลางกับระดับสูง หากสามารถทะลวงได้สำเร็จ ก็จะเป็ผู้ฝึกตนระดับสูงทันที โอสถเม็ดนี้จึงทรงคุณค่าอย่างยิ่ง
แน่นอนว่าฮวาชิงเหยียนไม่ได้สนใจโอสถเม็ดนั้น นางอ้อมฝูงชนไปด้านข้างเพื่อเข้าหอประมูล และเบียดเข้าไปถึงโถงกว้างด้านในได้ในที่สุด
ทันใดนั้นเอง...
“หือ? นั่นมันคนไร้ค่าแห่งจวนอันกั๋วกงไม่ใช่หรือ”
น้ำเสียงหยาบกระด้างชวนหาเื่ดังขึ้นทันทีที่นางก้าวเข้ามา
ฮวาชิงเหยียนเงยหน้ามอง ก็เห็นเด็กหนุ่มชุดเขียวท่าทางเหลาะแหละเอนตัวพิงราวชั้นสอง เขาจ้องนางด้วยแววตาเย้ยหยัน
“เ้าคนไร้ค่านี่คิดจะมาซื้อโอสถก่อแก่นปราณ? คิดว่ากินโอสถเม็ดนี้แล้วจะฝึกตนได้หรือ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า แต่ถึงจะฝึกระดับหนึ่งได้นางก็ยังเป็คนไร้ค่าอยู่ดี แต่งตัวอย่างกับขอทานเช่นนี้ เ้ามีเงินซื้อโอสถก่อแก่นปราณที่ราคาเม็ดละหนึ่งหมื่นตำลึงทองหรือ”
เด็กหนุ่มชุดเขียวเยาะเย้ยก่อนคุณชายอีกสองคนที่อยู่ข้างเขาจะหัวเราะตาม
ั์ตาฮวาชิงเหยียนพลันเย็นเยียบ เด็กหนุ่มชุดเขียวผู้นั้นชื่อว่าอิ่นจื่อไป๋ เป็ญาติผู้น้องของฮวาเย่ว์โหรว อีกทั้งยังรังแกเ้าของร่างเดิมั้แ่เด็ก ฮวาเฮ่าเย่ว์ทนไม่ไหวจึงสั่งสอนเขาไปครั้งหนึ่ง และนั่นทำให้อิ่นจื่อไป๋ผูกใจเจ็บั้แ่ตอนนั้นเป็ต้นมา
หลังจากฮวาเฮ่าเย่ว์ถูกทำลายจุดตันเถียน อิ่นจื่อไป๋จึงซ้ำเติมด้วยการลากพวกสหายจอมเกเรมาเยาะเย้ย จนฮวาเฮ่าเย่ว์แทบไม่อยากออกจากจวนอีกเลย
ส่วนเด็กหนุ่มอีกสองคนข้างเขาก็เป็ขุนนางเล็กๆ ที่พึ่งบารมีตระกูลอิ่น
ฮวาชิงเหยียนหัวเราะเยาะพลางกล่าวเสียงเย็น “ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าใครกันแน่ที่กินโอสถก่อแก่นปราณเข้าไปแล้วไม่เพียงไม่ทะลวงขั้น กลับลดระดับตัวเองลงมาอีก คนพวกนั้นสมควรเป็คนไร้ค่ามากกว่าหรือไม่”
“เ้าพูดอีกครั้งสิ! เ้าคนไร้ค่า!”
สีหน้าอิ่นจื่อไป๋เขียวคล้ำด้วยโทสะ มือกำราวไม้บันไดแน่นด้วยความโกรธ ก่อนจะบีบจนมันแตกร้าวดังเปรี๊ยะ
นี่เป็ความอับอายที่เขาไม่อยากให้ใครรื้อฟื้นที่สุด เพราะตอนที่เขาได้โอสถก่อแก่นปราณมา เขาดีใจมากจึงไปหาความสำราญที่หอฮวาโหว แต่ดันเล่นสนุกเกินไปจนยาย้อนกลับ ทำให้ระดับพลังลดลงหนึ่งระดับ กลายเป็เื่น่าขันที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
แม้ไม่มีใครกล้าพูดตรงๆ เพราะเกรงกลัวอำนาจตระกูลอิ่น แต่เ้าคนไร้ค่าที่ใครๆ ต่างก็ดูแคลนกลับกล้าพูดออกมาเช่นนี้!
สายตาอิ่นจื่อไป๋เต็มไปด้วยความเคียดแค้นราวกับอยากจะฉีกฮวาชิงเหยียนเป็ชิ้นๆ ทว่านางกลับไม่หวาดหวั่นแม้แต่น้อย ทั้งยังจ้องเขาตอบอย่างกล้าหาญ ขณะกำลังจะพูดบางอย่างรอบข้างกลับเกิดเสียงอื้ออึงขึ้น
“ออกมาแล้ว! นักหลอมโอสถหวังออกมาแล้ว!”
“นักหลอมโอสถหวัง เลือกข้าที! ข้าอยู่ระดับสี่มาห้าปีแล้วนะ!”
“เลือกข้าสิ ข้าอยู่ระดับหกมาเป็สิบปี กว่าจะเก็บครบหนึ่งหมื่นตำลึงทองได้แทบตาย!”
ฮวาชิงเหยียนมองไปยังบันไดชั้นสอง ชายหนุ่มชุดคลุมยาวสีขาวซึ่งสง่างามเดินลงมาอย่างไม่เร่งรีบ ใบหน้าหล่อเหลา ดวงตาเรียวยาวแฝงอารมณ์เหนือใคร ผู้นี้คือหวังเฟิง นักหลอมโอสถระดับห้าแห่งเมืองชี่เฉิงที่ได้รับการยอมรับว่าเก่งที่สุด
แม้สีหน้าจะเรียบเฉยเหมือนไม่เห็นผู้ใดอยู่ในสายตา แต่ผู้คนยังให้การต้อนรับอย่างล้นหลาม
เมื่อหวังเฟิงก้าวลงมาถึงบันไดขั้นสุดท้าย หนึ่งในเด็กรับใช้ก็รีบเดินเข้าไปอย่างนอบน้อม พร้อมส่งกล่องจับสลากให้
หวังเฟิงเพียงเหลือบตามองกล่องสลากครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งขวดยาในมือให้เด็กรับใช้ จากนั้นหยิบสลากขึ้นมาสามใบ แล้วส่งกลับไปโดยไม่พูดจา ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับขึ้นไปยังชั้นสองอีกครั้ง
หวังเฟิงเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าอิ่นจื่อไป๋ แล้วยื่นขวดยาขาวขุ่นให้โดยไม่พูดอะไรสักคำ ก่อนเขาจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น “สองเม็ดนี้คือยาก่อแก่นปราณของเ้า”
อิ่นจื่อไป๋เปิดจุกขวดยาดู ก่อนจะยิ้มตาหยีแล้วยื่นกล่องเล็กขนาดเท่าเครื่องประทินโฉมออกมาจากอกเสื้อส่งให้หวังเฟิงพร้อมกล่าวขอบคุณ
ขณะเดียวกัน เด็กรับใช้ก็ประกาศรายชื่อจากสลากจนครบทั้งสามคน คนที่มีชื่อต่างพากันเข้าไปยังด้านในหอประมูลด้วยความตื่นเต้น
“ข้าคือเสิ่นซวง! ข้าคือเสิ่นซวง! นี่ตั๋วเงินหนึ่งหมื่นตำลึงทอง!”
“ฮ่าๆๆ ในที่สุดก็ถึงตาข้า! นักหลอมโอสถฮวาเย่ว์โหรวคือเทพีแห่งโชคลาภของข้าจริงๆ!”
“ยานั่นเล่า ข้ารอไม่ไหวแล้ว ข้าอยากเลื่อนระดับเต็มที!”
ผู้ที่ไม่ได้รับเลือกมองกลุ่มสามคนนั้นด้วยสายตาอิจฉาริษยา จ้องเด็กรับใช้ไม่วางตาเผื่อว่าจะมีชื่อถูกเรียกเพิ่มอีก
หลังจากเด็กรับใช้ได้รับเงินครบ และแจกยาก่อแก่นปราณเสร็จ เขาก็เงยหน้าถามหวังเฟิงที่ยืนอยู่บนชั้นสองด้วยความสงสัย
“นักหลอมโอสถ ยังขาดอีกสองเม็ดนะขอรับ”
หวังเฟิงกล่าวด้วยเสียงเฉยเมย “ปีนี้มียาแค่สามเม็ดเท่านั้น”
ทันใดนั้นเสียงฮือฮาก็ดังขึ้นทั่วทั้งหอประมูล
ทุกคนต่างรอคอยมานานกว่าหนึ่งปีเพื่อให้ได้ยานี้ แต่รอบนี้กลับมีเพียงสามเม็ด พวกเขาย่อมไม่พอใจ หลายคนยืนกรานไม่ยอมออกจากหน้าหอด้วยความคับข้องใจ ส่วนผู้โชคดีทั้งสามเมื่อเห็นท่าไม่ดี ก็รีบกลืนยาทันทีด้วยว่ากลัวจะถูกแย่ง
ฮวาชิงเหยียนลอบมองขวดในมืออิ่นจื่อไป๋เงียบๆ เพราะนางรู้ดีว่ายาอีกสองเม็ดอยู่ที่เขา
แต่นางไม่พูดอะไร เดินตรงไปยังโต๊ะบัญชี และกล่าวกับผู้ดูแลร้านวัยห้าสิบกว่าปีที่ใบหน้าอ่อนโยนว่า “ข้า้าซื้อสมุนไพรไป่เย่จ้ง ฝูตี้ไถ ไป๋ตู๋...ป่านเซี่ย ปั่วเอ๋อร์เฉ่า มีหรือไม่”
ฮวาชิงเหยียนกล่าวชื่อสมุนไพรต่อเนื่องมากกว่าร้อยชนิด สมุนไพรเหล่านี้ล้วนเป็วัตถุดิบพื้นฐานสำหรับการรักษาอาการของซูซื่อและฮวาเฮ่าเย่ว์
ผู้ดูแลร้านอ้าปากกว้างขึ้นเรื่อยๆ ตามชื่อสมุนไพรที่นางเอ่ยออกมา เขาอยู่ในวงการนี้มากว่าหกสิบปี ยังไม่เคยเจอเด็กสาวอายุไม่ถึงสิบห้าปีคนไหนสามารถท่องชื่อสมุนไพรได้มากเท่านี้มาก่อน
เขาพยักหน้าอย่างฝืดฝืนพลางกล่าวว่า “มีทั้งหมดนั่นละ เพียงแต่ราคา...สูงสักหน่อย”