อี้เหมินที่กำลังผ่านทางมาพอดีจำได้ว่าสองสาวนั้นเป็ใคร ก็รีบเข้าไปช่วยเหลือทันที เขาออกคำสั่งให้ลูกน้องไปจัดการชายหนุ่มทั้งสองทันที
" จัดการให้หลาบจำ "น้ำเสียงดุเอ่ยขึ้นอย่างโมโห เมื่อเห็นว่าหญิงสาวที่ตนเองหมายปองนั้นถูกทำร้าย
" ครับ "
" พี่อี้เหมิน " เป่ยลู่ร้องเรียกชื่อของเขาอย่างดีใจ ความเข้มแข็งที่มีพังทลายลงเมื่อชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ที่แสดงถึงความห่วงใยต่อเธอ
" ไม่เป็ไรใช่ไหม พี่มาช่วยแล้วนะ ไม่เป็ไรๆ "
เป่ยลู่ในตอนนี้ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยน้ำตา เขาดึงเธอเข้าไปกอดปลอบประโลมอยู่ชั่วครู่ ก่อนที่เธอจะหันไปหาเด็กน้อยเสี่ยวถิงที่นั่งกอดเข่าตัวสั่นอยู่ข้างรถเข็น
เป่ยลู่เข้าไปสวมกอดเสี่ยวถิงเอาไว้ในออ้มกอด เด็กสาวหวาดกลัวจนตัวสั่นร้องไห้ออกมาไม่หยุด กว่าจะสงบได้ก็นานพอสมควร
อี้เหมินพาทั้งสองมาส่งที่บ้าน หลังส่งเสี่ยวผิงเข้าบ้านแล้วเป่ยลู่ก็ออกมาพูดคุยกับชายหนุ่มที่ยืนรออยู่นอกบ้าน พร้อมกับถือแก้วน้ำมาให้เขาได้ดื่มแก้กระหายด้วย ซึ่งอี้เหมินก็รับมาดื่มจนหมดแก้ว
" พี่ว่าควรหยุดขายอาหารสักวันสองวันก่อนนะ ดูท่าเสี่ยวถิงคงหวาดกลัวไม่น้อยเลย "
" คงต้องหยุดนั่นแหละค่ะ ฉันเองก็ไม่มีกะจิตกะใจจะไปขายอาหารเหมือนกัน ขอบคุณนะคะที่มาช่วยไม่อย่างนั้น " เป่ยลู่เอ่ยบอกกับเขา เธอไม่อยากจะคิดว่าหากเขาไม่บังเอิญผ่านมาป่านนี้เธอกับเสี่ยวถิงจะเป็ยังไง
" เข้าบ้านเถอะ เื่นั้นพี่จะจัดการให้เองครับ แล้วนี่เจ็บมากไหม " เขาใช้นิ้วมือของตนเองเกลี่ยแก้มของเธอที่มีรอยช้ำอย่างแ่เบาเพราะกลัวว่าจะทำให้เธอเจ็บมากกว่าเดิม
" ไม่เป็ไรแล้วค่ะ " เธอเอ่ยบอกกับเขา
หลังจากนั้นเขาก็สั่งให้เธอกลับเข้าบ้านและล็อคประตูให้เรียบร้อย ส่วนตนเองนั้นกลับไปจัดการกับขี้เมาทั้งสองที่ลูกน้องของเขาจับกุมตัวเอาไว้....
เป่ยลู่เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่นี้เขาไม่ได้อยู่ในชุดปกติที่เธอเคยเห็น แต่เป็เครื่องแบบที่เธอไม่แน่ใจว่า ทหาร หรือตำรวจกันแน่ แต่เมื่อจะออกไปถามเขาก็จากไปไกลแล้ว เอาไว้เจอครั้งหน้าเธอจะลองเสียมารยาทถามเขาดู
ทางด้านเสี่ยวถิงนั้นตอนนี้นอนหลับไปแล้วเป่ยลู่จึงกลับ้ข้าห้องตนเองเพื่อพักผ่อน วันนี้เป็วันที่แน่จริงๆ จากเหตุการณ์ในคืนนี้ทำให้เธอคิดได้ว่าควรจะมีอาวุธติดตัวเอาไว้สักอย่างเพื่อป้องกันตนเอง เพราะไม่แน่ใจว่าหากเกิดเื่ขึ้นครั้งหน้า เขาจะมาช่วยเหลือได้ทันหรือเปล่า
รุ่งเช้าหลังตื่นนอนแล้วเธอบอกให้เสี่ยวถิงอยู่บ้านพักผ่อนไปก่อน สักวันหรือสองวัน ค่อยกลับไปขายอาหารเหมือนเดิม แต่ตอนนี้เธอตั้งใจจะออกไปตลาดเพื่อสั่งทำอาวุธป้องกันตัวเสียก่อน ซึ่งเธอตั้งใจจะสั่งทำกระบองเหล็กยาวประมาณ 1 เมตร ติดรถเข็นเอาไว้
เมื่อกลับมาจากตลาดก็เห็นว่าเสี่ยวถิงทำอาหารเช้าเสร็จแล้วเธอจึงนั่งลงกินจนอิ่ม เพราะวันนี้มีเวลาว่างเธอจึงคิดจะทำขนมให้เสี่ยวถิงกินสักครั้ง เพื่อว่าได้กินขนมแล้วจะรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
ซึ่งขนมที่ทำก็เป็ขนมที่ง่ายๆซึ่งก็คือ บัวลอยไข่หวานนั่นเอง
" พี่สาวทำอะไรคะ "
" พี่กำลังจะทำขนมน่ะ รับรองว่าเธอไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน "
" อร่อยไหมคะ "
" แน่นอนจ้ะ "
" ฉันช่วยพี่นะคะ "
" เอาสิ" กว่าขนมที่ทั้งคู่ช่วยกันทำเสร็จก็เลยมื้อกลางวันมาแล้ว พวกเธอจึงขนมแทนข้าวกลางวันในวันนี้แทน ซึ่งเสี่ยวถิงยังคิดอีกว่าควรจะทำไปขายที่ร้านด้วย แต่ตัวเธอเองยังไม่แน่ใจว่าจะทำขายด้วยหรือเปล่า เพราะมีวิธีทำหลายขั้นตอน คงต้องคิดดูก่อน
่บ่าย4โมงเย็นอี้เหมินแวะมาหาที่บ้าน วันนี้เป่ยลู่จึงได้แนะนำให้ทั้งสองได้รู้จักกัน เพราะถึงยังไงเขาก็เป็เ้าของลบ้านเช่าหลังนี้ และเธอก็คิดว่าเผื่อว่าเขาจะช่วยอะไรได้บ้างในอนาคต
" สวัสดีค่ะ พี่อี้เหมิน "
" สวัสดีครับ สองสาว "
"เป็ยังไงบ้าง ดีขึ้นแล้วใช่ไหม หืม " น้ำเสียงที่เขาใช้เอ่ยถามนั้นทำให้เป่ยลู่รู้สึกดีไม่น้อย เธอยิ้มให้เขาก่อนจะตอบและเอ่ยขอบคุณเขาไปอีกรอบ ส่วนเสี่ยวถิงนั้นนั่งนิ่งๆฟังพี่ๆทั้งสองพูดคุยกันเงียบๆ มีบ้างที่ร่วมพูดคุยด้วยเมื่อพวกเขาหันมาถามกับเธอ
"ถ้าพี่ไม่มีธุระที่ไหน อยู่กินอาหารเย็นด้วยกันนะคะ " เป่ยลู่เอ่ยชวนเขา
" งั้นรบกวนด้วยครับ " เมื่อเขาตอบรับแล้วสองสาวจึงเข้าครัวไปช่วยกันทำอาหารไมกี่อย่าง เมื่อเสร็จแล้วก็ยกออกมาตั้งโต๊ะ พร้อมที่จะกินร่วมกันแล้ว เพราะความช่างสังเกตุของเสี่ยวถิงและอยากจะถามพี่สาวจึงได้เอ่ยบางคำขึ้นมา
" พี่สาว เขาชอบพี่ใช่ไหมคะ "
" ไม่รู้สิเขาไม่ได้บอก " เป่ยลู่เอ่ยตอบพลางส่งยิ้มให้ ไม่ใช่ว่าเธอไม่รู้ว่าชายหนุ่มคิดยังไงแต่เธอเองก็ไม่แน่ใจว่ารู้สึกยังไงกับเขา หลายเดือนที่ผ่านมาที่เขาแวะเวียนมาหานั้นช่วยทำให้เธอหายเหงาและว้าเหว่ไม่น้อย เธอชอบเขาหรือเปล่าก็ยังตอบไม่ได้แค่รู้สึกดีเท่านั้น