ตอนที่ 23
เมืองชิงลู่
หลังจากหลิงเฉินเดินทางมาถึงเมืองชิงลู่ยามนี้ตะวันลอยเด่นกลางหัว เขาสามารถผ่านเข้าประตูเมืองไปอย่างง่ายดาย เพราะว่าเมืองชิงลู่แห่งนี้สามารถให้คนของแคว้นิผ่านเข้าออกได้โดยไม่ตรวจสอบมากอยู่แล้ว
ภายในเมืองก็ดูไม่ต่างจากเมืองหลวงมากนักแต่ดูชาวเมืองของเมืองชิงลู่นั้นจะมิได้มีคนรำรวยมากนักทุกคนล้วนใช้ชีวิตอยู่อย่างไม่ลำบากแต่ก็ไม่ถือว่าสบาย ชาวบ้านส่วนใหญ่จะทำอาชีพเพาะปลูกและหาของป่าขายเพราะว่าเมืองแห่งนี้ถือว่าอุดมสมบูรณ์นัก รอบๆเมืองเต็มไปด้วยป่าและูเาและมีแม่น้ำขนาดใหญ่ไหลตัดผ่าน
แต่ที่เป็ปัญหาที่สุดสำหรับชาวเมืองก็คือเื่ของพวกสัตว์อสูริญญาที่มีมากมายนัก
หลิงเฉินที่ผ่านเข้าเมืองมาได้เขาก็ไปตามโรงเตี๊ยมที่ตั้งอยู่ที่ถนนสายที่สองของเมืองและก็เช่ามันเอาไว้เพื่อใช้พักอาศัยในตอนนี้ไปก่อน เพราะว่าหลิงเฉินยังไม่มีที่ดินและยังมิได้สร้างบ้านของตนเองเลยเขาจึงจำเป็ต้องอาศัยอยู่ที่โรงเตี๊ยมประจำเมือง
เมื่อสามารถจัดการเื่ที่อยู่อาศัยของตนเองสำเร็จหลิงเฉินก็ให้ลู่ิและลู่หนิงอยู่พักที่โรงเตี๊ยมไปก่อนแล้วเขาก็ออกไปสำรวจเมืองชิงลู่แห่งนี้เพียงคนเดียว
หลังจากที่เดินไปตามถนนสายต่างๆอยู่สักพักหลิงเฉินก็รู้ได้ว่าเมืองชิงลู่เปลี่ยนไปมากจากครั้งล่าสุดที่เขาเคยเดินทางมา
ขณะที่กำลังสำรวจอยู่บนถนนสายที่แปดของเมืองสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย หลิงเฉินได้มองหันซ้ายหันขวาตลอดทางเพราะว่าเขาจำเป็ต้องสำรวจร้านค้าเอาไว้ด้วยเผื่อมีของชิ้นใดที่กำลังขาดเหลืออยู่
แต่ตลอดสองข้างทางก็มีร้านค้าตั้งอยู่ส่วนใหญ่ก็เป็พวกของป่าเช่นเนื้อสัตว์หรือสมุนไพรที่ชาวเมืองไปหามาทั้งนั้น
ในขณะที่หลิงเฉินกำลังเดินชมเมืองอย่างหย่อนอารมณ์อยู่นั้นเองเสียงกรีดร้องของเหล่าชาวเมืองจากด้านหน้าของเขาก็ดังขึ้นพลันให้หลิงเฉินที่สนใจสองข้างทางอยู่นั้นได้หันมองตรงไป
เหล่าชาวเมืองต่างแหวกออกเป็ทางตรงอาชาร่างสีน้ำตาลที่กำลังวิ่งตรงมาทางเขาราวกับลูกธนู ดวงตาของเด็กหนุ่มอาภรณ์สีดำทมิฬที่ยืนอยู่ได้เหลือบขึ้นไปมองร่างของผู้ที่กำลังควบม้าตัวนั้นอยู่
สตรีนางหนึ่งที่วัยประมาณสิบเก้าปีที่สวมใส่อาภรณ์สีม่วงอ่อนงดงามที่ทั่วทั้งร่างกายผิวกายสีขาวนวล ไม่ว่าจะเป็ดวงตาและรูปปากเมื่อมองโดยรวมแล้วถือว่าหน้าตางดงามเป็เอก นางกำลังควบม้าตรงมาทางเขา หลิงเฉินไม่ตื่นตระหนกสักเพียงนิดดวงตาทั้งสองข้างหรี่เล็กลงเพื่อจ้องมองไปที่อาชาตัวนั้น
หลิงเฉินคิดจะหยุดมันแต่แล้วมีบางอย่างที่เข้ามาเปลี่ยนใจเขา จนทำให้หลิงเฉินเคลื่อนหลบอาชาสีน้ำตาลตัวนั้นไป
อาชาสีน้ำตาลเข้มที่ถูกควบอยู่โดยสตรีอาภรณ์สีม่วงอ่อนผู้นั้นวิ่งผ่านจุดที่หลิงเฉินอยู่ไปได้ไม่ไกลนักมันก็หยุดลงเมื่อเห็นบุรุษงามสง่าที่สวมใส่อาภรณ์สีขาวยืนขวางทางอยู่ด้านหน้า
บุรุษวัยประมาณยี่สิบห้าปีมีรูปหน้าที่หล่อเหลารูปกายที่องอาจผ่าเผยมีผมสีดำเข้มสวมใส่อาภรณ์ชุดสีขาวที่ดูแปลกตากว่าชาวบ้านทั่วไป
บุรุษผู้นั้นยกยิ้มที่มุมปากของตนเองก่อนจะยกมือข้างขวาขึ้นมาแล้วสะบัดมือของตนเองเบาๆ อยู่ๆก็เกิดสายลมวูบใหญ่พัดกระแทกร่างของอาชาสีน้ำตาลเข้มตัวนั้นให้ลมลงไปกับพื้น ก่อนที่ร่างของสตรีที่ควบอาชาตัวนั้นอยู่จะกระเด็นตกลงไปที่พื้นอย่างเบาๆ
“ โอ๊ย!!! ” นางส่งเสียงร้องเล็กๆออกมา
“ ท่านพี่ใหญ่ท่านแกล้งข้า!!! ” นางเปล่งเสียงดังลั่นด้วยความไม่พอใจ
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า พี่มิได้แกล้งเ้าสักหน่อยผู้ใดให้เ้ามาขี่ม้าเล่นในเมืองจนทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนกันเล่า ถ้าท่านพ่อรู้เข้าจะต่อว่าเอาแน่ๆ ” บุรุษอาภรณ์สีขาวผู้นั้นกล่าวขึ้นมาพลันกับเดินตรงเข้าไปหาสตรีชุดสีม่วงอ่อนที่ตกลงมาจากหลังม้านั่งนิ่งอยู่ที่พื้น
หลิงเฉินที่ยืนมองอยู่ไกลๆก็จ้องมองไปที่บุรุษหนุ่มรูปงามที่ท่าทางองอาจผู้นั้น เมื่อครู่ที่เขาตัดสินใจหลบอาชาตัวสีน้ำตาลที่วิ่งตรงเข้ามาก็เพราะว่าเขาััได้ถึงพลังิญญาของบุรุษผู้นี้
หลิงเฉินรู้อยู่ในใจแล้วว่าบุรุษผู้นี้เป็ผู้ใดเขาต้องเป็หนึ่งในคนของสกุลโม่อย่างแน่นอนเพราะว่าทักษะเมื่อครู่ที่บุรุษนี้ผู้นี้ใช้คือ ‘ ฝ่ามือวายุหวนกลับ ’ ที่เป็ทักษะระดับสีแดง ที่เป็วิชาลับของสกุลโม่
บุรุษชุดขาวที่ท่าทางองอาจผู้นั้นได้พาร่างของน้องสาวของตนลุกขึ้นมาจากพื้นก่อนจะพูดต่อ “ ฉวี่หลินเ้าขอโทษเหล่าชาวเมืองซะ ”
“ ท่านพี่เยี่ยนพวกท่านป้าท่านอาไม่โกรธข้าหรอกใช่มั้ยเ้าคะ!!! ” นางเปล่งเสียงใสแจ่วด้วยรอยยิ้มพลันมองไปรอบกายของนางที่เต็มไปด้วยชาวเมือง
เหล่าชาวเมืองทุกคนก็ยิ้มรับนางบนใบหน้าและภายในใจของพวกเขานั้นมิมีความโกรธเคืองการกระทำของนางเลยสักนิด
“ อันใดกันขอรับคุณชายใหญ่เื่เพียงแค่นี้เองพวกข้าไม่โกรธหรอกขอรับท่านเ้าเมืองดีต่อพวกเรามามากนะขอรับ ” ท่านอาผู้หนึ่งได้กล่าวขานรับไปด้วยรอยยิ้มแห่งความจริงใจ
“ ใช่แล้วเ้าค่ะ!!! ”
“ ใช่ขอรับเื่เพียงแค่นี้เอง!!! ”
เหล่าชาวเมืองนั้นกล่าวสนับสนุนภายในเมืองแห่งนี้ชาวเมืองถูกดูแลเป็อย่างดีจากเ้าเมืองโม่ คนในตระกูลโม่อย่างคุณชายใหญ่และคุณหนูรองก็เปรียบดังลูกหลานของพวกเขา ยามพวกเขาลำบากคนของตระกูลโม่ก็ยื่นมือเข้าช่วยโดยไม่บ่นสักคำแล้วเพียงเื่แค่นี้พวกเขาจะถือโทษโกรธได้เยี่ยงไร
บุรุษชุดขาวยิ้มรับแก่น้ำใจของชาวเมืองทุกก่อนจะยกมือคารวะพร้อมกล่าวตามมารยาท “ ขอบคุณทุกท่านขอรับที่ไม่ถือสาน้องรองของข้า ”
หลิงเฉินที่ยืนมองอยู่ห่างประมาณหนึ่งก็ยืนยันตัวตนของพี่น้องคู่นั้นได้จากบทสนทนาเ่าั้ บุรุษชุดขาวผู้นั้นคงจะเป็คุณชายใหญ่แห่งสกุลโม่ และสตรีชุดม่วงอ่อนที่ก่อเื่นั้นคงจะเป็คุณหนูรอง
จบตอน