พรุ่งนี้... โลกที่เรารู้จักจะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป"
ฉันพึมพำกับตัวเองเบาๆ ขณะทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างรถยนต์ แรงสั่นะเืเพียงน้อยนิดจากเครื่องยนต์ที่กำลังเคลื่อนที่ไปตามเส้นทางคดเคี้ยว มุ่งหน้าสู่ชานเมืองอันเงียบสงบ ไม่ได้ทำให้จิตใจที่ว้าวุ่นของฉันสงบลงได้เลย วันนี้คือเส้นตายสุดท้าย ฉันต้องเดินทางไปตรวจความเรียบร้อยของ 'รังลับ' หรือบ้านพักตากอากาศที่ถูกดัดแปลงให้เป็ป้อมปราการ
ในใจรู้ดีว่าการขยับขยายอะไรในวินาทีสุดท้ายเช่นนี้อาจไร้ความหมาย แต่มันคือสัญชาตญาณของการเอาตัวรอด อย่างน้อยการได้เห็นด้วยตาตนเองว่ากำแพงทุกเิเแข็งแรงพอ ระบบกรองน้ำทำงานได้ และคลังเสบียงถูกปิดผนึกอย่างดี ก็พอจะช่วยบรรเทาความหวาดกลัวที่เกาะกินใจมาตลอดหลายเดือนลงได้บ้าง
ทว่า... เมื่อรถของฉันเคลื่อนมาถึงหน้าประตูทางเข้าบานั์ ภาพตรงหน้ากลับทำให้หัวใจของฉันกระตุกวูบ
รถจี๊ปทหารสีเขียวขี้ม้าคันหนึ่งจอดขวางทางเข้าไว้อย่างถือวิสาสะ ทหารสี่นายในชุดเครื่องแบบเต็มยศยืนตระหง่านราวกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง บรรยากาศรอบบริเวณเปลี่ยนไปเป็ความตึงเครียดในฉับพลัน
"สวัสดีครับคุณหนูหนิงหลง" พนักงานรักษาความปลอดภัยละล่ำละลักเดินเข้ามาทักทายที่ข้างกระจกรถ สีหน้าของเขาดูไม่สู้ดีนัก
"สวัสดีค่ะลุง... นั่นรถใครคะ? ทำไมทหารมากันเยอะเชียว" หนิงหลงลดกระจกลง สายตาจับจ้องไปที่รถคันนั้น ทหารสองนายยืนสนทนากับรปภ. อีกคน ส่วนอีกสองนายยังคงนั่งนิ่งอยู่ภายในรถที่ติดฟิล์มทึบจนมองไม่เห็นความเคลื่อนไหวภายใน
"ทหารจากค่ายไม่ไกลจากที่นี่ครับคุณหนู พวกเขาเพิ่งขับรถผ่านมาเห็นเข้า..."
"แล้วเขา้าอะไรจากเรา?" หญิงสาวขมวดคิ้วแน่น พลางสำรวจความเรียบร้อยของตัวเองในกระจกมองหลัง สมองประมวลผลอย่างรวดเร็วว่ามีส่วนไหนของบ้านที่สุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมายในสายตาเ้าหน้าที่รัฐบ้างหรือไม่
"พวกเขาตั้งข้อสงสัยเื่ 'กำแพง' ครับ... กำแพงรั้วที่เราสร้างมันสูงผิดปกติเกินไป เขาเลยอยากขอคุยกับเ้าของบ้านเพื่อสอบถามวัตถุประสงค์ คุณหนูจะให้ผมจัดการอย่างไรดีครับ?"
หนิงหลงถอนหายใจยาว ความระแวงของคนในเครื่องแบบเป็สิ่งที่หญิงสาวคาดการณ์ไว้แล้ว กำแพงคอนกรีตเสริมเหล็กที่สูงตระหง่านราวกับคุกหรือฐานทัพทหารย่อมเรียกสายตาได้ไม่ยาก แต่นี่มันที่ดินส่วนบุคคล และเธอไม่ได้ทำอะไรผิด
"ให้พวกเขาเข้าไปคุยข้างในค่ะ" หนิงหลงสั่งเสียงเรียบ "ในเมื่อเราไม่มีอะไรต้องปิดบัง ก็เปิดบ้านต้อนรับพวกเขาเสียเลย จะได้จบเื่ไป"
เผชิญหน้าพยัคฆ์
รถจี๊ปทหารเคลื่อนตัวตามหลังรถของหนิงหลงเข้ามาสู่พื้นที่ด้านในอย่างช้าๆ ภายในรถคันนั้น นายทหารข้างคนขับกวาดสายตามองไปรอบบริเวณด้วยความทึ่งผสมกับความสงสัย
"ท่านนายพลครับ ดูนั่นสิครับ นอกจากรั้วที่สูงจนน่ากลัวแล้ว ที่นี่ยังติดตั้งสายไฟฟ้าแรงสูงไว้รอบด้าน แถมแผงโซล่าเซลล์นั่น... ดูเหมือนพวกเขาจะพึ่งพาพลังงานตัวเองร้อยเปอร์เซ็นต์เลยนะครับ"
"สมัยนี้ยังมีคนกลัวไฟดับขนาดนี้เชียวหรือ?" ทหารอีกคนเสริมพลางมองดูโรงเลี้ยงสัตว์และพื้นที่เกษตรกรรมขนาดใหญ่ที่ถูกจัดวางอย่างเป็ระบบระเบียบ "นี่มันไม่ใช่บ้านพักตากอากาศแล้วครับท่าน มันเหมือนแหล่งพึ่งพาตนเองที่เตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันมากกว่า"
ชายผู้ถูกเรียกว่า 'ท่านนายพล' นั่งนิ่งอยู่เบาะหลัง ดวงตาคมปลาบดุจเหยี่ยวจดจ้องไปยังโครงสร้างหลักของบ้าน "แปลก... แปลกจริงๆ เดี๋ยวเราคงได้รู้กันว่าเ้าของบ้านคิดจะทำอะไรกันแน่"
เมื่อรถจอดสนิทที่หน้าคฤหาสน์รูปทรงทันสมัยแต่ดูบึกบึน ทหารทั้งหมดลงจากรถด้วยท่าทีระแวดระวัง หนึ่งในนั้นเอื้อมมือไปัักระจกหน้าต่างก่อนจะสะดุ้งเล็กน้อย
"ท่านครับ ประตูเหล็กกล้าหนาพิเศษ... ส่วนกระจกนี่ ผมมั่นใจว่าเป็กระจกกันะุเกรดกองทัพครับ ผมเคยเห็นตอนไปดูงานที่โรงงานผลิตยุทโธปกรณ์"
ในขณะที่ความสงสัยกำลังพุ่งพล่าน 'เลขาจาง' ชายหนุ่มในชุดสูทเนี้ยบผู้เป็มือขวาของพ่อฉันก็เดินออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มที่ฝึกฝนมาอย่างดี
"สวัสดีครับท่าน ผม 'เลขาจาง' จากบริษัท เทียนเฟยหลง กรุ๊ป ยินดีที่ได้ต้อนรับทุกท่านครับ"
"เทียนเฟยหลงงั้นหรือ... มิน่าล่ะ พลังเงินถึงบันดาลปราการเหล็กแบบนี้ขึ้นมาได้" นายพลก้าวเท้าออกมาจากรถ กลิ่นอายความทะมัดทะแมงและบารมีแผ่ซ่าน "ผมพลเอกเทียนหยาง"
"คุณหนูรอท่านอยู่ด้านในครับเชิญครับ" เลขาจางผ่อนปรนท่าทีพลางนำทาง
"ใครเป็คนออกแบบที่นี่หรือเลขาจาง? มันสวย... แต่ก็ดูอันตรายในเวลาเดียวกัน"
"เื่นี้... ผมว่าท่านนายพลลองถามคุณหนูเองจะเห็นภาพชัดกว่าครับ" เลขาจางตอบอย่างแบ่งรับแบ่งสู้ ท่าทางฉลาดเป็กรดของเขาทำให้นายพลเทียนหยางรู้ทันทีว่าชายคนนี้คือ 'กำแพง' อีกชั้นที่ข้ามผ่านไปไม่ได้ง่ายๆ
ความลับใต้รอยยิ้ม
ภายในห้องรับแขกที่ตกแต่งอย่างเรียบหรูแต่แข็งแกร่ง หญิงสาวนั่งรออยู่ด้วยใจที่เต้นรัว แสร้งทำเป็จิบชาร้อนอย่างใจเย็น
"คุณหนูหนิงหลงครับ นี่คือท่านพลเอกเทียนหยางครับ" เลขาจางแนะนำ
"อ้าว..." หนิงหลงแสร้งทำสีหน้าตกตะลึงจนเกินจริง
"ไม่นึกเลยว่าจะได้พบท่านที่นี่ ท่านนายพลเทียนหยางเองหรือคะ?"
"คุณหนูรู้จักท่านด้วยหรือครับ?" เลขาจางถามด้วยความสงสัย
"เราเคยเรียนด้วยกันน่ะค่ะเลขาจาง..." ฉันตอบเลี่ยงๆ เพราะความจริงเรามี 'อดีต' ที่มากกว่านั้น แต่ในตอนนี้ไม่ใช่เวลามาฟื้นความหลัง
"สวัสดีค่ะเทียนหยาง เชิญนั่งก่อนนะคะ ไม่คิดเลยว่านายพลผู้สูงส่งจะมาเยี่ยมชมบ้านพักเล็กๆ ของฉัน"
"บ้านหลังนี้ไม่เล็กเลยหนิงหลง" เทียนหยางขยับยิ้มที่มุมปาก สายตาจับจ้องมาที่ฉันอย่างค้นหา
"ผมคุมค่ายทหารแถวนี้ พอเห็นสิ่งก่อสร้างที่ดูเหมือนป้อมปราการโผล่ขึ้นมากลางหุบเขา ก็เลยต้องขอมาดูให้เห็นกับตาเสียหน่อย... ใครเป็คนออกแบบที่นี่หรือ?"
"บริษัทในเครือจัดการให้หมดเลยค่ะ ฉันแค่บอกคอนเซปต์ว่าอยากได้บ้านที่ปลอดภัยที่สุด" หนิงหลงจงใจอ้างชื่อบริษัทเพื่อตัดรำคาญ เพราะถ้าบอกว่าเธอเป็คนออกแบบและวางระบบ 'ต้านทานวันสิ้นโลก' เองกับมือ เขาคงจับเธอไปตรวจสุขภาพจิตแน่ๆ
"แล้วทำไมต้องปลอดภัยขนาดนี้? รั้วไฟฟ้า... กระจกกันะุ... กำแพงสูงท่วมหัว นี่คุณกำลังกันใครเข้า หรือกักขังใครไว้ข้างในกันแน่?" เขาถามจี้จุด
"ฉันแค่รักความเป็ส่วนตัวค่ะเทียนหยาง สมัยนี้คนรู้หน้าไม่รู้ใจ มีกำแพงสูงๆ ไว้ก็อุ่นใจกว่า" ...ฉันอยากจะะโใส่หน้าเขาจริงๆ ว่า 'มันเอาไว้กันซอมบี้ที่กำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่ชั่วโมงนี้ไงล่ะ!' แต่ฉันทำได้เพียงส่งยิ้มหวานกลับไป
"แล้วโรงเรือนกับเพาะปลูกนั่นล่ะ?"
"ก็แค่โปรเจกต์งานอดิเรกค่ะ ช่วยสร้างงานให้ชาวบ้านแถวนี้ด้วย"
เทียนหยางพยักหน้าช้าๆ เขาเป็ทหารที่ถูกฝึกมาให้จับโกหก และเขารู้ว่าฉันกำลังซ่อนอะไรบางอย่างภายใต้คำตอบที่ดูไหลลื่นนั้น แต่ในเมื่อไม่มีหลักฐานการกระทำผิด และฉันก็เป็ลูกสาวมหาเศรษฐีที่มีอิทธิพลลำดับต้นๆ เขาจึงทำอะไรไม่ได้มากนัก
"ดูเหมือนคุณจะมีธุระต่อ งั้นผมไม่รบกวนแล้วครับ ไว้โอกาสหน้า... ผมคงต้องขอมาเยี่ยมชม 'งานอดิเรก' ของคุณให้ละเอียดกว่านี้"
"ยินดีเสมอค่ะ เลขาจาง ช่วยไปส่งท่านนายพลด้วยนะคะ"
เมื่อเสียงรถจี๊ปค่อยๆ ลับหายไป ฉันก็ทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างหมดแรง "เกือบไปแล้ว... ี้เีปั้นหน้าชะมัด"
คำเตือนสุดท้าย
"เรียบร้อยครับคุณหนู" เลขาจางเดินกลับเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารหนาปึก "นี่คือสรุปยอดเสบียง พลังงานสำรอง และระบบความปลอดภัยทั้งหมด ทุกอย่างพร้อมใช้งานร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ"
"ขอบคุณมากค่ะเลขาจาง คุณทำหน้าที่ได้ไร้ที่ติจริงๆ" หนิงหลงตรวจดูเอกสารสั้นๆ ก่อนจะเงยหน้ามองชายที่ซื่อสัตย์ตรงหน้า "จริงสิ... เลขาจางคะ พรุ่งนี้รบกวนย้ายมาพักที่นี่ถาวรเลยนะคะ"
เลขาจางชะงักไปเล็กน้อย "มีงานด่วนหรือครับคุณหนู? หรือว่าจะมีแขกสำคัญมา?"
"ถึงเวลานั้นคุณจะรู้เองค่ะ... อ้อ แล้วคุณมีครอบครัวไหม? ถ้ามี พาพวกเขามาด้วยได้เลยนะ ฉันอนุญาต"
"ผมเป็เด็กกำพร้าที่คุณท่านอุปถัมภ์มาครับ ไม่มีครอบครัว... แฟนก็ยังไม่มีด้วยซ้ำ" เขาตอบปนหัวเราะน้อยๆ
หนิงหลงมองหน้าเขาด้วยความรู้สึกจุกในอก ในชาติก่อนเลขาจางคนนี้แหละที่เอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องเธอจากฝูงซอมบี้จนวาระสุดท้ายของชีวิต เขาทำเพื่อทดแทนบุญคุณพ่อของฉันจนตัวตาย... ในชาตินี้ เธอจะไม่ยอมให้เขาต้องจบชีวิตลงแบบเดิมเด็ดขาด
"ดีค่ะ... งั้นพรุ่งนี้เจอกัน อย่าลืมเอาของใช้ส่วนตัวที่จำเป็มาให้ครบนะคะ"
ความสงบก่อนพายุใหญ่
เมื่อหนิงหลงกลับมาถึงคฤหาสน์หลังใหญ่ในเมือง บรรยากาศอบอุ่นของมื้อค่ำที่คุ้นเคยกำลังรออยู่
"คุณหนูคะ คุณท่านกับคุณเฟยหลงรออยู่ที่ห้องอาหารแล้วค่ะ"
"สวัสดีค่ะคุณพ่อ วันนี้กลับเร็วเฉลี่ยกว่าปกติอีกนะคะ" ฉันเดินเข้าไปสวมกอดพ่อแน่นๆ กลิ่นน้ำหอมจางๆ ของท่านทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัย
"สวัสดีลูกรัก... เตรียมตัวพร้อมหรือยัง? พรุ่งนี้เราจะย้ายไป '์บนดิน' ของลูกแล้วใช่ไหม?" พ่อลูบหัวฉันอย่างเอ็นดู
"ใช่ค่ะ... พรุ่งนี้เราจะไปกันแต่เช้า" เธอหันไปพยักหน้าให้ 'ที่กำลังจ้องมองมาด้วยสีหน้าสนใจ
"พ่อรอเซอร์ไพรส์อยู่นะ บอกหน่อยไม่ได้หรือว่าลูกสร้างอะไรไว้ที่นั่นถึงได้ใช้เงินมหาศาลขนาดนั้น?"
"พรุ่งนี้คุณพ่อจะได้เห็นทุกอย่างค่ะ แต่สัญญากับหนูนะคะ ว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คุณพ่อต้องอยู่ใกล้หนูตลอดเวลา"
"แน่นอนสิลูก พ่อจะไปไหนได้"
"หนูรักคุณพ่อที่สุดเลยค่ะ" ฉันกอดท่านแน่นขึ้นไปอีก จนเฟยหลงต้องส่งเสียงขัดจังหวะ
"เฮ้ๆ ... แล้วผมล่ะ? หนิงหลง" เขาทำหน้ายู่ใส่ จนเราทุกคนหลุดหัวเราะออกมาพร้อมกัน
หนิงหลงมองภาพความสุขสว่างไสวใต้แสงไฟในห้องอาหารนี้เป็ครั้งสุดท้าย บันทึกทุกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะไว้ในความทรงจำ... ในวันสิ้นโลกที่กำลังจะเริ่มนับถอยหลังในวันพรุ่งนี้ เธอจะเปลี่ยนตัวเองให้แข็งแกร่ง หรือเป็กำแพงเหล็กที่ใครก็ข้ามผ่านไม่ได้ เพื่อปกป้องครอบครัวของเธอไว้ด้วยชีวิต!
เหลือเวลาอีกไม่ถึง 12 ชั่วโมง... าที่แท้จริงกำลังจะเริ่มขึ้น
………………………………..