ไม่นานนักหลังจากที่หลัวหยางจัดการธุระส่วนตัวทุกอย่างเสร็จสิ้น ทั้งการบันทึกข้อมูลยืนยันตัวตนลงบนป้ายหยกที่มอบให้โดยนิกาย ซึ่งมีคุณสมบัติในการเก็บบันทึกแต้มคะแนน ใช้ยืนยันสถานะศิษย์สายนอก รวมถึงสามารถใช้แลกเปลี่ยนทรัพยากร
กระทั่งในการตรวจสอบระดับความสำเร็จในการฝึกฝนของแต่ละช่วงการบ่มเพาะ
หลัวหยางได้จัดระเบียบสิ่งของทั้งหมดที่ได้รับมาจากหวังฉี ไม่ว่าจะเป็นคัมภีร์วิชากระบี่ยุทธสายฟ้า หินปราณระดับต่ำหนึ่งร้อยก้อน เม็ดยาหลอมกายาจำนวนสิบเม็ด ทั้งหมดนั้นล้วนถูกจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบภายในแหวนมิติวงเดียวกัน
แต่กระนั้นเอง เมื่อเวลาเพียงไม่นาน ข่าวสารที่ควรจะเป็นเพียงเรื่องภายในกลับแพร่กระจายออกไปสู่ทั่วทั้งนิกายเทียนหมิงอย่างรวดเร็ว
ข่าวของศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าร่วมเมื่อไม่นาน แต่กลับถูกระบุว่าเป็นผู้ที่ครอบครองร่างศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งถือเป็นพรสวรรค์เหนือสามัญชนทั่วไปในโลกของผู้บำเพ็ญเพียร กลายเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้ทุกพื้นที่ของนิกายตั้งแต่ศิษย์สายนอก ศิษย์สายใน ผู้อาวุโสประจำลานฝึกฝน
ไปจนถึงหอภารกิจ หอคัมภีร์ หอคัดเลือกศิษย์ ต่างก็เกิดกระแสคึกคักและโกลาหลอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“อะไรนะ? ศิษย์หน้าใหม่มีคนที่ครอบครองร่างศักดิ์สิทธิ์จริงๆเรอะเนี่ย!?”
“พระเจ้าช่วย นี่มันเหมือนกับว่าทางนิกายเทียนหมิงของพวกเราได้รับโชคลาภวาสนาโดยแท้!”
“ข้ายืนยันแน่ชัด เหยินเฟยผู้มีดวงเนตรศักดิ์สิทธิ์สุริยันจันทรา หลงเซียวเหยาผู้มีกายามังกรเก้าสวรรค์ เซี่ยงจิ้งเฉิน องค์หญิงของตระกูลเซี่ยงแห่งเมืองหลวง นางมีกายาไร้มลทิน ส่วนหลิงเทียนจวิน บุตรชายของตระกูลหลิงก็มีร่างศักดิ์สิทธิ์เทพอัสนี
“นี่คือบุตรแห่งโชคชะตาทั้งสี่ที่ทางนิกายของเราภูมิใจนักหนา!”
“ถ้ารวมกับศิษย์พี่หญิงฉางเยว่ที่มีกายศักดิ์สิทธิ์วิญญาณเทวะแล้ว.. นิกายเทียนหมิงของพวกเราก็จะมีถึงห้าคนเลยเรอะ”
“นี่มันเรื่องจริงเหรอ?!”
“เฮอะๆ นี่พวกแกไปฟังข่าวมาจากไหนวะ ข้าได้ยินว่ายังมีอีกคน ชื่อว่าหลัวหยางน่ะ!”
เสียงของศิษย์หนุ่มคนหนึ่งดังแทรกขึ้นอย่างมั่นใจ ทำให้ทุกสายตาหันไปมองอย่างฉับพลัน ขณะที่เขาเชิดหน้าอย่างภาคภูมิแล้วกล่าวต่อ
“ชายหนุ่มคนนี้อายุแค่สิบห้าปีเท่านั้นเองนะ! หน้าตาหล่อเหลา นัยน์ตาสีแดงที่ไม่มีใครเหมือน ศักยภาพและพรสวรรค์ของเขาไร้คู่เปรียบ ถึงขนาดทำให้เสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงพังทลายลงต่อหน้าผู้คนเลยด้วยซ้ำ!”
“ห๊า!? เสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงนั่นน่ะนะ เจ้าแน่ใจเรอะ!?”
พอได้รับฟัง เสียงอุทานอย่างตกใจก็ดังขึ้นพร้อมกันหลายสิบคน แล้วทุกคนต่างก็เบิกตากว้างขึ้นจนถลน
“แน่ใจสิวะ! ข้าเห็นเต็มสองตาของข้าเอง ตอนอยู่ที่ลานกว้างหน้าทางเข้านิกายตอนที่มีพิธีต้อนรับศิษย์ใหม่ ท่านผู้อาวุโสหวังฉีเป็นคนหยิบเสาเทียนหมิงที่พังทลายออกมาให้พวกผู้อาวุโสทั้งหลายรวมถึงศิษย์ใหม่กว่าห้าร้อยคนได้ดูเลยละ
“เป็นหลักฐานที่ว่าเจ้าเด็กหลัวหยางได้ทำให้เสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงร้าวจนกระทั่งระเบิดออกมาเป็นสองท่อนเลย!”
“แถมลักษณะท่าทางของท่านอะ ข้าไม่เคยเห็นท่านผู้อาวุโสสูงสุดหวังฉีทำตัวแบบนี้มาก่อนเลยนะ เรียกได้ว่าเป็นคนบ้าเลยละ!”
เสียงฮือฮาโหมกระหน่ำขึ้นทั่วทั้งอาณาเขต ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อข่าวว่าชายคนนี้ได้รับการรับรองให้เป็นศิษย์ส่วนตัวของหวังฉี ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งนิกายถูกเผยแพร่ออกไป สายตาของศิษย์ทั้งหลายก็พลันเปลี่ยนเป็นแววตาแห่งความตกตะลึงพรึงเพริดอย่างถึงที่สุด
ขณะเดียวกันนั้นเอง ท่ามกลางบรรยากาศที่กำลังร้อนแรงและคลาคล่ำไปด้วยกระแสการพูดคุยถึงหลัวหยาง
ข่าวสารอีกสายหนึ่งก็ค่อยๆแทรกซึมออกมาจากหอผู้อาวุโสระดับสูง โดยไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นผู้เริ่มเผยแพร่
แต่เพียงไม่นานก็แพร่กระจายไปทั่วนิกายเทียนหมิงอย่างรวดเร็ว เสียงซุบซิบและคำพูดที่สะท้อนความตกตะลึงก็เริ่มดังขึ้นไม่ขาดสาย
ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ออกมานั้น ไม่ใช่เพียงแค่ข่าวเรื่องผู้มีร่างศักดิ์สิทธิ์ แต่เป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับท่านบรรพชนระดับสูงสุดของนิกายโดยตรง ซึ่งแทบจะไม่เคยเปิดเผยตัวหรือปรากฏต่อหน้าศิษย์ทั่วไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ข่าวสารระบุอย่างชัดเจนว่า ท่านบรรพชนหญิงต้วนเฟิงเจี๋ย ยอดฝีมือหญิงผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในปรมาจารย์ที่แข็งแกร่งและงดงามมีเสน่ห์มากที่สุด ได้ปรากฏตัวออกมาอย่างเป็นทางการเพื่อรับศิษย์ด้วยตนเอง
ผู้ที่ถูกคัดเลือกนั้นหาใช่ใครอื่นนอกจากเซี่ยงจิ้งเฉิน องค์หญิงแห่งตระกูลเซี่ยง ผู้ครอบครองกายาไร้มลทิน
และตัวของศิษย์ใหม่อีกคนอย่างเหยินเฟย หญิงสาวผู้ถือครองเนตรศักดิ์สิทธิ์สุริยันจันทราอันยิ่งใหญ่
ทั้งสองคนถูกประกาศให้เป็นศิษย์ลำดับสองและสามของต้วนเฟิงเจี๋ยอย่างเป็นทางการ
เพียงข่าวสารนี้ก็รุนแรงพอจะสั่นสะเทือนฐานของศิษย์ในนิกายได้อย่างง่ายดาย
เพราะในประวัติศาสตร์ของนิกายเทียนหมิง บรรพชนหญิงต้วนเฟิงเจี๋ยไม่เคยรับศิษย์มากกว่าหนึ่งคน และในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา นางไม่เคยรับศิษย์คนใดอีกเลย ข่าวการปรากฏตัวของนางครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นการยอมรับในศักยภาพของเซี่ยงจิ้งเฉินและเหยินเฟยอย่างสูงสุด
ยังไม่ทันที่ศิษย์และผู้อาวุโสจะสามารถตั้งสติรับข่าวแรกได้ ข่าวอีกสายหนึ่งก็ไหลบ่าตามมาติดๆ
โดยระบุว่าท่านบรรพชนเหลยอวี่เฉินได้ออกจากการจำศีลและรับตัวหลิงเทียนจวินเป็นศิษย์อย่างเป็นทางการ
การรับศิษย์ครั้งนี้เทียบได้กับการยกย่องให้เจิ้งลู่หยางกลายเป็นผู้สืบทอดแห่งยุคนี้
ข่าวสารสุดท้ายที่รุนแรงไม่แพ้กันคือ การปรากฏตัวของท่านบรรพชนเจิ้งหลิงหาน
ท่านได้ยื่นมือเข้ารับหลงเซียวเหยา ผู้มีกายามังกรเก้าสวรรค์เป็นศิษย์ประจำตัวของตนอย่างเป็นทางการ
ทั้งยังมีข่าวลือว่าในช่วงสิบปีข้างหน้า หลิงหานเตรียมผลักดันหลงเซียวเหยาเข้าสู่ตำแหน่งผู้นำนิกายด้วยตนเองอีกด้วย
เมื่อข่าวสารเหล่านี้ถูกเปิดเผยออกมา สิ่งที่เกิดขึ้นในวันเดียวกันนั้นเองก็คือคลื่นความเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีผู้ใดสามารถหยุดยั้งได้อีกต่อไป
ศิษย์จำนวนมากต่างก็ตกอยู่ในภาวะตื่นตะลึง ความตื่นตัว ความเร่งเร้า ความมุ่งมั่นในตนเองของศิษย์ทั่วทั้งนิกายเทียนหมิง พุ่งทะยานขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าการที่บรรพชนระดับสูงเหล่านี้ต่างพากันปรากฏตัวเพื่อรับศิษย์ในเวลาไล่เลี่ยกันนั้น
ย่อมหมายความว่าโลกของการบำเพ็ญเพียรของแคว้นเทียนหมิงกำลังจะเข้าสู่ยุคแห่งการสั่นสะเทือนครั้งใหญ่
ข่าวที่ว่าเพียงวันเดียว นิกายเทียนหมิงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ดูเหมือนจะไม่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย
และยิ่งไปกว่านั้น บรรยากาศในนิกายก็เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ความเงียบของลานฝึกกลายเป็นความมีชีวิตชีวา ศิษย์รุ่นพี่ที่เคยเก็บตัวก็เริ่มออกมาปรากฏตัว ศิษย์สายนอกเริ่มพยายามฝึกฝนอย่างเอาเป็นเอาตายมากขึ้น หอคัมภีร์มีผู้คนเข้าศึกษามากกว่าสองเท่า หอภารกิจมีศิษย์เข้าแถวขอภารกิจอย่างไม่ขาดสาย
โดยเฉพาะกับหลัวหยาง ตัวของเขาตอนนี้กลายเป็นเป้าสายตาที่สว่างไสวมากที่สุดในหมู่ทั้งห้าที่เพิ่งเข้ามา
ผู้คนเริ่มกล่าวขานถึงเหตุการณ์ที่เสาศักดิ์สิทธิ์เทียนหมิงพังทลายลงต่อหน้า ว่ามันคือสัญญาณจากสวรรค์และฟ้าดิน
เปรียบได้เป็นดั่งสัญญาณว่า ชายหนุ่มผู้นั้นคือศูนย์กลางของยุคใหม่ที่กำลังจะเปิดขึ้นในนิกาย หลายคนกล่าวว่าเขาคือบุตรแห่งสวรรค์ตัวจริง เสียงเล่าขานว่าในยามที่เขาเหยียบเข้าสู่นิกาย แผ่นดินยังสั่นสะเทือน สายลมปลิวพัดกลับทางกันเลยก็ว่าได้