หลินเสวี่ยจู๋ถูกหยวนซิวจ้องมองเพียงครู่เดียวก็รู้สึกไม่ดีขึ้นมาทันทีท่าทางน่าเกรงขามของพระเอกออกจะน่าใอยู่เล็กน้อยจริงๆ
ดูแล้วนางจะสนใจแต่นิสัยของตัวละครไม่ได้ต้องสนใจชีวิตน้อยๆ ของตนเองด้วย
หากไม่มีเื่ใดก็อย่าเข้าใกล้พระเอกเชียว!
เมื่อคิดถึงตรงนี้นางก็หยิบขวดยาออกมาจากแขนเสื้อก่อนจะรีบยัดใส่มือลู่ซื่อแล้วหนีหายไป
ลู่ซื่อใช้แขนเสื้อบังขวดยาเอาไว้แล้วมองมันอย่างเงียบงัน เป็ยาบำรุงหยวนชี่ที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป นางเอ่ยพลางถอนหายใจเล็กน้อย“เด็กคนนี้ก็พยายามเต็มที่แล้ว ซิวเอ๋อร์ดีกับนางสักหน่อยไม่ได้หรือ?”
หยวนซิวได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งอึ้งเขามองลู่ซื่อด้วยความแปลกใจ เมื่อก่อนท่านน้าของเขาไม่ชอบหลินเสวี่ยจู๋เป็ที่สุดเหตุใดจู่ๆ ถึงเริ่มออกตัวแทนนางกันเล่า?
ลู่ซื่อรู้ความคิดของเขาก็อธิบาย“เด็กเสวี่ยจู๋คนนี้ บางทีก็ดูไม่มีเหตุผล ทว่าความจริงแล้วเป็คนจิตใจดีคนเราเมื่อพบปัญหาถึงจะรู้ว่าคนไหนคือคน คนไหนคือภูตผี”
กล่าวจบนางก็หยุดชะงักราวกับนึกเื่น่าสนุกบางอย่างขึ้นมาได้ จากนั้นก็หลุดหัวเราะออกมา“หลายวันมานี้ข้ามักจะว้าวุ่นใจไปกับนาง ประเดี๋ยวก็รู้สึกว่านิสัยของนางไม่ได้เปลี่ยนประเดี๋ยวก็รู้สึกว่านางแก่แดด ตอนนี้ข้าคิดตกแล้ว ขอเพียงนางดีกับเ้า ข้ายังต้องกังวลอันใดอีก?”
“ใช่แล้วขอรับ”ลู่โม่เองก็สอดปากขึ้นมา “พี่สะใภ้ดูแล้วเอื่อยเฉื่อย ความจริงแล้วมีความคิดละเอียดอ่อนยิ่งนักท่านพี่ดูสิ วิธีดามขาท่านก็เป็พี่สะใภ้ที่คิดขึ้นมา”
เมื่อได้ยินความชื่นชมในน้ำเสียงของน้องชายใบหน้าของหยวนซิวก็แทบจะมืดครึ้ม
เขายังสงสัยอยู่เลยว่าเป็ความคิดชั่วร้ายของผู้ใดที่จัดแจงให้ขาทั้งสองข้างของเขาเหยียดไปข้างหน้าตลอดเวลาเช่นนี้ช่างน่าอัปยศอดสูเสียจริง
ที่แท้เป็หลินเสวี่ยจู๋เด็กชั่วร้ายผู้นั้น!
เฮอะ นางคิดว่าเพียงดูแลเขาไม่กี่ครั้งจะสามารถชดเชยการกระทำชั่วร้ายอย่างการที่นางวางแผนต่อต้านเขาและบังคับให้เขาแต่งงานกับนางได้อย่างนั้นหรือ?
ไร้เดียงสาสิ้นดี!
หยวนซิวไม่้าพูดอะไรอีกเพียงเบือนหน้าหนีอย่างเ็า แล้วเหม่อมองออกไปไกล
ในตอนนี้ ขบวนเนรเทศได้เดินทางออกจากหมู่บ้านการเกษตรแล้ว
หลิวขุยขับรถม้านำอยู่ด้านหน้าเขาร้อนใจจนขับเร็วขึ้นเล็กน้อย ทำให้นักโทษที่เดินอยู่ด้านหลังตามไม่ทันแล้วเริ่มบ่น
“ท่านผู้คุม เมื่อเช้าไม่ได้ให้ข้าวพวกเรากินตอนนี้พวกเราเดินไม่ไหวแล้ว”
“นั่นสิ เมื่อวานยังฝืนเดินตามได้ทว่าวันนี้พวกเราเหนื่อยแทบตายแล้ว”
เหล่าผู้คุมได้ยินเช่นนี้ก็สะบัดแส้พลางะโ “บ่นอันใดนักหนา?ไม่อยากเดินก็ไม่ต้องเดิน ทว่าหากทำให้การเดินทางล่าช้า พวกเ้าก็เตรียมถูกลงโทษได้เลย”
เมื่อพูดเช่นนี้ ทุกคนก็ไม่กล้าส่งเสียงอีกทว่ากลับทยอยส่งสายตาเคียดแค้นไปยังครอบครัวของฮูหยินผู้เฒ่าหากไม่ใช่เพราะครอบครัวนี้ก่อเื่ ไหนเลยจะทำให้การเดินทางล่าช้า ทั้งยังต้องเร่งเดินทางถึงเพียงนี้อีก
ทว่าตอนนี้ฮูหยินผู้เฒ่าไม่สนใจสายตาของทุกคนนางถูกแส้เฆี่ยน ทำให้ต้องเดินทางทั้งที่ยังาเ็ร่างกายอันอ้วนท้วนของนางรับไม่ไหวมานานแล้ว
แม้แต่หลินเสวี่ยหลานกับหลินเสวี่ยอีที่ประคองนางอยู่ก็รู้สึกเหนื่อยล้าเป็อย่างยิ่ง
กัวซื่อรู้สึกปวดใจกับบุตรสาวทั้งสองจึงเอ่ยกระแนะกระแหนหลินเฉิงคุน “ท่านเป็บุตรชายที่สบายเสียจริงมารดาของตนเองยังไม่ดูแล กลับปล่อยให้บุตรสาวสองคนของตนเองดูแลท่านไม่เห็นหรือว่าลูกๆ เหนื่อยจนมีสภาพเช่นนั้นแล้ว ท่านยังเป็คนอยู่หรือไม่?”
หลินเฉิงคุนเหลือบมองนางร่างกายนิ่งไม่ไหวติง เขาเอ่ยอย่างเหยียดหยาม “หากมีความสามารถเ้าก็คลอดบุตรชายสิแล้วข้าจะให้เขาอยู่อย่างสบาย”
ประโยคนี้ทำให้กัวซื่อพูดไม่ออกหลายปีมานี้หลินเฉิงคุนให้เหตุผลว่ากัวซื่อไม่อาจคลอดบุตรชายในการรับอนุมากถึงเก้าคน
กัวซื่อกล้าโกรธ แต่ไม่กล้าเอ่ยวาจาทำได้เพียงทรมานเหล่าอนุเพื่อระบายโทสะ ครั้งนี้เองก็เช่นกัน นางหันไปก่นด่ากู้เจินเหนียงอย่างหยาบคาย“นางคณิกาไม่มีตา ไม่เห็นหรือว่ามารดาเ้าเดินไม่ไหว ยังไม่รีบไปประคองอีก!”
กู้เจินเหนียงแต่งเข้าจวนสกุลหลินเพื่อใช้หนี้ให้ครอบครัวฐานะจึงต่ำกว่าอนุทั่วไปเล็กน้อย นางถูกกัวซื่อทรมานจนเคยชินและด้านชาไปนานแล้ว
นางเดินไปข้างๆ ฮูหยินผู้เฒ่าอย่างเงียบงันก่อนจะก้มหน้าลงแล้วเอ่ย “คุณหนูทั้งสองปล่อยมือแล้วให้ข้าทำแทนเถิด”
หลินเสวี่ยหลานได้ยินก็เอ่ยอย่างสุภาพ“เช่นนั้นก็รบกวนอนุกู้แล้ว”
จากนั้นนางก็กำชับสองสามประโยคแล้วเดินไปหากัวซื่อ
ส่วนหลินเสวี่ยอีกลับเอ่ยอย่างอ่อนโยน“พี่หญิงได้รับาเ็ ให้นางพักแล้วพวกเราประคองท่านย่าด้วยกันเถิดเ้าค่ะ”
ไม่ทันที่กู้เจินเหนียงจะได้เอ่ยวาจาฮูหยินผู้เฒ่าชิงเอ่ยขึ้นมาก่อน “แม่หนูอี เ้ายังเด็กนัก ไปหามารดาเ้าเถิด”
ขณะที่พูดนางก็ปล่อยมือจากหลินเสวี่ยอีแล้วเดินตรงไปข้างหลังกู้เจินเหนียง ก่อนจะเกาะหลังอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงใจ ทั้งยังเอามือโอบรอบลำคอของกู้เจินเหนียงด้วย
กู้เจินเหนียงรู้สึกเพียงว่าแผ่นหลังหนักอึ้งต้นขาอวบอ้วนเกาะอยู่ตรงเอว หว่างคิ้วนางพลันขมวดมุ่นสุดท้ายก็ย่อตัวลงแบกคนขึ้นมา
เจี่ยงฉีซวงเห็นฉากนี้ก็เอ่ยกับหลินเฉิงเหยา“สามี ไม่แปลกใจเลยที่ท่านยอมลำบากกับพวกเราแต่ไม่ยอมกลับไปที่สกุลหลิน เื่ภายในครอบครัวที่ร่ำรวยเช่นนั้นช่างไม่น่าดูชมเสียจริง”
หลินเฉิงเหยาแค่นเสียงเ็า“อนุกู้คนนั้นน่าสงสารยิ่งนัก ครอบครัวแม่ใหญ่ของข้าเชี่ยวชาญในการทรมานคนมาแต่ไหนแต่ไร”
หลินเฉิงจางกับเหวินซิ่วชิงสบตากันแววตาเต็มไปด้วยความจนปัญญา
ั้แ่แม่นมอวี๋เปิดโปงเื่ชั่วช้าที่ฮูหยินผู้เฒ่าทำมาตลอดหลายปีหลินเฉิงจางก็สลัดโซ่ตรวนแห่งศีลธรรมออกไปอย่างสมบูรณ์
ในที่สุดเขาก็เกลียดชังแม่ใหญ่ผู้นั้นได้อย่างสบายใจไม่จำเป็ต้องคำนึงถึงคำสั่งเสียก่อนที่บิดาจะจากไป ตอนนั้นบิดาบอกให้เขาพยายามรักษาความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวนั้นเอาไว้
เมื่อหลินเสวี่ยจู๋เห็นว่าบรรยากาศดูอึมครึมก็รีบเรียกสกุลหลินสายรองมารวมตัวกัน ก่อนจะหยิบเนื้อรมควันห่อหนึ่งออกมาจากตะกร้าใบเล็กของตนเองแล้วแจกจ่ายให้ทุกคนอย่างเงียบงัน เมื่อเห็นท่าทีประหลาดใจของทุกคนหลินเสวี่ยจู๋ก็เริ่มอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ได้มาจากหมู่บ้านเมื่อคืนกินเงียบๆ อย่าให้คนเห็น”
ทุกคนพยักหน้าอย่างเข้าใจไม่ถามคำถามที่ไม่จำเป็อีก แล้วจดจ่อกับการกินเพียงอย่างเดียว
เนื้อรมควันมีไขมันแต่ไม่เยิ้มทั้งยังมีกลิ่นหอม มีรสชาติเค็ม และอร่อยเมื่อสอดไว้ในหมั่นโถวก็ทำให้ทุกคนมึนงงจากความหอม
แม่นมหม่ากับชุ่ยเอ๋อร์ไม่อยากกินทว่าถูกสายตาคมกริบของหลินเสวี่ยจู๋กวาดมองหลายครา ทั้งสองคนจึงยอมแบ่งหมั่นโถวกันกิน
หลังจากทั้งครอบครัวอิ่มหมีพีมันแล้วก็มองเห็นความโกลาหลจากด้านหน้าเสียงกรีดร้องผสมกับเสียงร้องโอดโอยดึงดูดความสนใจของทุกคนทันที
ผู้คุมวิ่งไปด้านหน้าพร้อมกับสะบัดแส้ไปด้วยก่อนจะคำราม “มีอันใดกัน?”
เหล่าคนที่ล้มกันเป็กลุ่มก้อนทยอยลุกขึ้นมาเผยให้เห็นคนที่ล้มอยู่ด้านล่างสุด นั่นคือฮูหยินผู้เฒ่ากับกู้เจินเหนียงที่มีสีหน้าน่าเวทนา
กู้เจินเหนียงเห็นผู้คุมเดินถือแส้เข้ามาใกล้ก็ใจนหน้าซีดเนื้อตัวสั่นเทา “ท่านผู้คุม ผู้น้อยลื่นล้ม โปรดละเว้นผู้น้อยด้วยเถิดเ้าค่ะ”
“เ้าเท้าลื่นเพียงคนเดียวทว่ากลับทำให้หลายคนสะดุดล้มตามไปด้วยข้าว่าเ้าจงใจก่อเื่เสียมากกว่า” ผู้คุมพูดพลางทำท่าเตรียมจะสะบัดแส้ใส่นาง
เว่ยหงเอ๋อร์ที่อยู่ด้านข้างพุ่งออกมาคุกเข่าพลางเอามือกอดขาผู้คุมแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน “ท่านผู้คุมละเว้นนางด้วยเถิดเ้าค่ะเพราะนางแบกฮูหยินผู้เฒ่าถึงได้เหนื่อยจนสะดุดล้ม”
ผู้คุมมองร่างกายอ้วนท้วนของฮูหยินผู้เฒ่าแล้วมองรูปร่างเพรียวบางราวกับต้นหลิวของกู้เจินเหนียงทว่าก็ยังคงมีท่าทีไม่เชื่อ
เว่ยหงเอ๋อร์หยิกกู้เจินเหนียงก่อนจะเอ่ยอย่างดุร้าย “เ้าก็พูดไปสิ หรืออยากจะโดนแส้เฆี่ยนจริงๆ?”
เมื่อได้ยินอีกฝ่ายเตือนสติกู้เจินเหนียงจึงรีบตอบสนอง นางเอ่ยอย่างอ่อนแรง “เป็ เป็เช่นนั้นเ้าค่ะ”
เหล่าคนที่ยืนมุงเห็นว่ามีคนออกหน้าก็เอ่ยสนับสนุนทันที“พวกเราเห็นกันหมด นางเป็เพียงสะใภ้ตัวน้อย ทว่ากลับต้องแบกฮูหยินผู้เฒ่าที่ร่างกายอวบอ้วนทำให้นางยืนหลังตรงไม่ไหว”
.............................