หลินอวิ๋นวางความยึดมั่นของเจ้าของร่างเดิมไปชั่วคราว ก่อนจะหยิบม้วนภาพวาดที่ผู้อาวุโสหงมอบให้ออกมา
บ่อยครั้งที่เห็นผู้อาวุโสหงดูภาพวาดนี้อย่างระมัดระวังกลางโรงชะล้างกระบี่ หลินอวิ๋นเองก็ไม่เคยแอบมองด้วย เลยไม่รู้ว่ามีอะไรอยู่ในภาพกันแน่?
‘ใจมีพยัคฆ์ร้าย ดอมดมกุหลาบไม้เลื้อย?’
ม้วนภาพวาดเขียนแปดตัวอักษร เปี่ยมล้นด้วยความหมายโบราณ กว้างใหญ่ไพศาลทั้งหนักและหนา
จนเมื่อกางม้วนภาพวาดออกก็ได้ยินเสียงคำรามเกรี้ยวกราดน่าอึดอัดใจดังข้างหู พยัคฆ์ร้ายกระโจนเข้าหาเขาจากในภาพวาด
สะเทือนเลือนลั่น!
หลินอวิ๋นตกใจสะดุ้ง ขณะถอยไปด้วยความลนลานยังโยนม้วนภาพวาดทิ้งไป
หัวใจเต้นดังตึก ๆ ผ่านไปพักใหญ่ถึงค่อย ๆ สงบลง
‘น่าตกใจชะมัด เมื่อกี้เหมือนมีเสือพุ่งมาหาเราจริง ๆ เลย’
หลินอวิ๋นยังนึกหวาดกลัวกับเหตุการณ์เมื่อครู่ เขามองม้วนภาพวาดบนพื้น ลังเลอยู่ชั่วครู่แล้วถึงหยิบขึ้นมาใหม่
ในภาพวาดนั้นวาดเป็นพยัคฆ์ร้ายตัวหนึ่งพุ่งกระโจนเข้ามา มองแค่แวบแรกยังรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลโถมเข้ามา
วินาทีต่อมาจะลืมไปว่ามันคือสัตว์ในภาพวาด แต่เหมือนมีพยัคฆ์ร้ายคืนชีพอ้าปากยักษ์ส่งเสียงคำรามพยัคฆ์สั่นสะเทือนจิตวิญญาณแล้วกระโจนเข้ามาจริง ๆ อย่างไรอย่างนั้น
พึ่บ!
หลินอวิ๋นรีบเก็บม้วนภาพขึ้นมา ไม่กล้ามองอีก มือที่ถือม้วนภาพวาดยังสั่นเทาอยู่นิด ๆ
ช่างเป็นความรู้สึกที่น่ากลัวนัก มิน่าทุกครั้งที่ผู้อาวุโสหงมองดูภาพนี้จะมีความระมัดระวังตลอดเวลา
แรงกดดันดั่งพลังอำนาจธรรมชาติยิ่งใหญ่อยู่เบื้องหน้า! กลิ่นอายสังหารของราชาแห่งสรรพสัตว์ชิงเจตนาเดิมไปตรง ๆ!
ภาพนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นสมบัติล้ำค่าอย่างแน่นอน
ทว่าตอนนี้แค่มองแวบเดียวยังรับแรงกดดันอย่างหนัก เลยเหมือนจะยังไม่มีประโยชน์ชั่วคราว
“ไม่ใช่สิ…”
หลินอวิ๋นตาเป็นประกาย ก่อนนึกถึงคำพูดของผู้อาวุโสหงที่ว่าเจ้าฝึกฝนหมัดพยัคฆ์ร้าย ต่อให้ไม่อาจไขความลับในภาพวาดได้ก็ยังมีประโยชน์กับเจ้ามาก
เข้าใจแล้ว ผู้อาวุโสหงไม่ได้หวังจะให้เขาไขความลับในภาพวาดได้เลย
แค่หวังว่าเขาจะศึกษาภาพนี้ได้ แล้วฝึกหมัดพยัคฆ์ร้ายถึงขั้นสูงได้
ไม่ว่าฝึกฝนวิชายุทธ์ใดจะต้องเริ่มจากตื้นไปถึงลึกล้ำ มีทั้งหมดสี่ขอบเขต
เสาะหาหนทางเบื้องต้น สำเร็จขั้นต้นแบบคร่าว ๆ สำเร็จในขั้นสูง และจุดสูงสุดขั้นสมบูรณ์
หมัดพยัคฆ์ร้ายเป็นพื้นฐานในวิชาพื้นฐาน แค่ตระหนักรู้ได้บ้างก็เสาะหาหนทางเบื้องต้นพบ
หมั่นเพียรฝึกฝนอย่างหนัก ใช้เวลามากพอ การจะสำเร็จขั้นต้นนั้นไม่ยากเลย
แต่ถ้าขั้นสูงไม่ง่ายแล้ว การตระหนักรู้ไม่พอ ต่อให้มีเวลามากกว่านี้ก็เสียเปล่า ส่วนจุดสูงสุดขั้นสมบูรณ์นั่นคือเรื่องเพ้อฝัน
ต่อให้เป็นวิชาพื้นฐานยิ่งกว่านี้ ถ้าฝึกฝนถึงจุดสูงสุดขั้นสมบูรณ์ก็จะแสดงพลังจู่โจมแก่กล้าออกมาได้ ทำให้คนต้องชำเลืองตามอง
กระทั่งโซ่ตรวนที่ทะลวงระดับวิชาในตัวมันเองยังแสดงพลังจู่โจมที่เหนือระดับชั้นของตัวมันเองได้
สองปีมานี้ หมัดพยัคฆ์ร้ายของหลินอวิ๋นยังคงวนเวียนอยู่ในขั้นต้นมาตลอด แสดงพลานุภาพของหมัดพยัคฆ์ร้ายได้เพียงสามส่วน ก่อนหน้านี้ที่ปราบโจวผิงลงได้เป็นเพราะโชคช่วยจริง ๆ
หลัก ๆ คืออีกฝ่ายประมาทคู่ต่อสู้ โจวผิงรังแกหลินอวิ๋นอยู่ในสภาพสะบักสะบอมได้สบาย ๆ มาตลอด เลยไม่คาดคิดว่าหลินอวิ๋นจะทะลวงสู่วิถียุทธ์ขั้นสาม ด้วยความใจร้อนเลยเสียเปรียบหนัก
เข้าฝ่ายนอกแล้วจะต้องมีการท้าประลองใหม่ ๆ อีกเยอะแน่
ถ้าจะอย่างนั้นสู้ทำให้ขอบเขตพลังเสถียรภาพก่อน ฝึกหมัดพยัคฆ์ร้ายถึงขั้นสูงก่อนค่อยไปก็ยังไม่สาย
เมื่อภพก่อนไม่ว่าหลินอวิ๋นทำอะไรจะค่อนข้างระมัดระวังอยู่แล้ว วางแผนแน่นอนแล้วค่อยเคลื่อนไหว จะบุ่มบ่ามน้อยมาก
มาถึงโลกปลาใหญ่กินปลาเล็กแห่งนี้ก็ยิ่งประมาทเลินเล่อไม่ได้ เพราะหากไม่ระวังอาจจะพังไปทั้งชีวิตได้
เมื่อตัดสินใจแน่วแน่แล้ว หลินอวิ๋นจึงไม่ลังเลอีก
เขาข่มความหวาดกลัวในใจแล้วกางม้วนภาพวาดพยัคฆ์ร้ายอีกครั้ง
ฟู่ว!
เหมือนพายุคลั่งพัดผ่านสองข้างหู แรงกดดันที่โถมเข้ามารุนแรงถึงขีดสุดโดยพลัน
หลินอวิ๋นพยายามรักษาความนิ่งไว้ สังเกตท่วงทำนองของพยัคฆ์ร้ายอย่างละเอียด ยืนหยัดได้สองวินาทีก็รีบหุบม้วนภาพวาด ก่อนหลับตาลงให้ท่วงทำนองพยัคฆ์ร้ายในภาพวาดนั้นวนเวียนในความคิด
จนเมื่อลืมตาขึ้น ประกายวาววูบไหว หลินอวิ๋นใช้หมัดพยัคฆ์ร้ายกลางห้องไม้คับแคบเดี๋ยวนั้น
ชั่วพริบตาเดียว การออกหมัดดั่งสายลม พลิ้วไหวดั่งเมฆและสายน้ำ ท่วงทำนองที่วนเวียนในความคิดถูกเขาย่อยและทำความเข้าใจทีละนิดขณะที่ยืดหมัดและเท้าออก
จนชกหมัดครบหนึ่งกระบวนท่าแล้ว หลินอวิ๋นเบาสบายไปทั้งตัว สบายอกสบายใจชะมัด
ความคิดมากมายหลั่งไหลมาจากในใจ เส้นสายนับพันนับหมื่นคือปลีกย่อยเกี่ยวกับหมัดพยัคฆ์ร้ายทั้งหมด
ความรู้ประสบการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนในอดีตโผล่มาในกายหลินอวิ๋น ลึกลับและมหัศจรรย์อย่างหาขอบเขตมิได้ ไม่อาจกล่าวได้สิ้นสุด
ได้ผลจริง ๆ ผู้อาวุโสหงไม่ได้หลอกเรา!
หลินอวิ๋นยกยิ้มมุมปากมีความสุข ความฮึกเหิมเต็มเปี่ยม ก่อนจะกางม้วนภาพวาดออกอีกครั้ง
หนึ่งวินาที สองวินาที สามวินาที สี่วินาที!
ครั้งนี้หลินอวิ๋นใช้เวลาศึกษาดูม้วนภาพวาดนานขึ้นสองเท่าเต็ม ๆ ไปถึงสี่วินาที
กระทั่งพยัคฆ์ร้ายในภาพวาดยังมีรูปทรงเป็นลูกพยัคฆ์เลือนรางประทับอยู่ตรงกลางใจมันแล้ว
เด็กหนุ่มกลางห้องไม้คับแคบและเรียบง่ายเหมือนเปิดประตูใหญ่สู่โลกใหม่ ได้แสดงวิชาขยะที่ไม่มีค่าให้เอ่ยถึงในสายตาคนอื่นซ้ำไปซ้ำมา สะบัดเหงื่อราวกับสายฝน เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า แต่กลับยังคงยืนหยัดต่อไป
ต่อให้ทุกครั้งที่กางม้วนภาพวาดออกจะตกใจจนตัวสั่น หลงเหลือเงามืดน่าสะพรึงไว้ แต่ก็ยังกัดฟันปลุกเร้าความห้าวหาญ กางม้วนภาพวาดออกหลายต่อหลายครั้งอย่างกล้าหาญ
พยัคฆ์ร้ายลงเขา!
หลังทำซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้สิบรอบแล้ว หลินอวิ๋นระเบิดเสียงคำรามทีหนึ่ง ก่อนจะแสดงวิชาจู่โจมกระบวนท่าที่สองของหมัดพยัคฆ์ร้ายออกมาโดยไม่มีสิ่งใดขวางได้
ในชั่วพริบตานั้น เขาแปลงกายเป็นพยัคฆ์ร้ายกระโดดขึ้นจากพื้นเรียบครึ่งจั้ง แทบจะถึงเพดานห้อง จนเมื่อตกลงมา เสียงกระดูกในร่างดังสนั่นประหนึ่งเสียงร้องคำราม แต่ละเสียงสั่นสะเทือนหู
ปึง ๆ ๆ!
คลื่นลมแรงกระจายออกเป็นวงกว้างพัดข้าวของในห้องไม้กระจัดกระจายเละเป็นกอง
พยัคฆ์คำรามป่าเขา พยัคฆ์ร้ายลงเขาและร้อยสัตว์เข้าเฝ้าคือวิชาจู่โจมสังหารสามกระบวนท่าของหมัดพยัคฆ์ร้าย สิบสองกระบวนท่าก่อนหน้าเป็นเพียงการเสริมร่างกายให้แกร่งขึ้น ฝึกฝนเลือดลมเท่านั้น
ยามนี้สำเร็จสองรูปแบบสังหารแล้ว ขาดแค่กระบวนท่าสุดท้าย ร้อยสัตว์เข้าเฝ้า
นัยน์ตาหลินอวิ๋นขยับประกายวูบไหว ม้วนภาพวาดนี้สมกับเป็นของล้ำค่าจริง ๆ แค่ครึ่งเดือนสั้น ๆ ยังชดเชยการฝึกฝนอย่างหนักได้ครึ่งปี
‘มีเจ้านี่วิชาหมัดเราคงสำเร็จขั้นสูงในเร็ว ๆ นี้แน่’
หลังฝึกสองกระบวนท่าสังหารสำเร็จในคราเดียวแล้ว หลินอวิ๋นมีความมั่นใจขึ้นมาเต็มเปี่ยม
สามวันต่อมา ตะวันแรกเริ่มลอยสูงขึ้น
แสงตะวันสาดลงมาหน้าห้องไม้แห่งหนึ่งกลางยอดเขาชิงอวิ๋น มีร่างเงาคนกระโดดหมุนตัวและขยับไปมากลางที่กว้างโล่ง ออกหมัดดั่งสายลม
ฟู่ว ๆ ๆ!
ทุกหมัดที่ชกออกไปจะได้ยินเสียงสายลมดังฟู่ว ๆ เด็กหนุ่มผู้นั้นย่อมเป็นทาสกระบี่หลินอวิ๋น ยังไม่เป็นศิษย์ฝ่ายนอก ฐานะของเขาเลยยังเป็นทาสกระบี่ชิงอวิ๋นอยู่
หลินอวิ๋นบนพื้นกว้างโล่งมีสายตาสุขุม ไม่ได้ออกหมัดอย่างไร้หลักการ
เขากำลังเหนี่ยวนำกระแสความร้อนนั้นในร่างกาย เล่าลือว่านี่คือพลังภายใน เมื่อก้าวสู่วิถียุทธ์ขั้นสามจะเกิดพลังภายในขึ้น เมื่อเป็นศิษย์ฝ่ายนอกจะได้รับวิธีการฝึกพลังภายใน นั่นจะถือได้ว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่แท้จริง
เวลานี้ถึงเขาจะไม่มีวิธีควบคุมฝึกฝนพลังภายใน แต่ยามที่ออกหมัดได้ใส่ใจการประสานกับพลังภายในด้วย
ทันใดนั้นเอง!
ดวงตาสุขุมของเขาเกิดประกายความร้อนแผดเผาขึ้น เหมือนมีเปลวไฟกำลังลุกโชตช่วง
“พยัคฆ์คำรามป่าเขา!”
โฮก!
กระดูกในร่างกายส่งเสียงดังสนั่นประหนึ่งพยัคฆ์คำราม เสียงคำรามเกรี้ยวกราดดังไม่ขาดสาย ออกไปหนึ่งหมัด มวลอากาศส่งเสียงระเบิดดังสนั่น กลิ่นลมไหลเชี่ยวกราก เกิดพายุคลั่งรอบสี่ทิศ
พยัคฆ์ร้ายลงเขา!
หลินอวิ๋นอาศัยพลังที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วลอยตัวขึ้นก่อนจะดิ่งลงมาดั่งสายน้ำ แปลงกายเป็นพยัคฆ์ร้ายลงพื้นตรง ๆ โครม! ชกลงพื้นหนึ่งหมัด พื้นที่ปูด้วยหินภูเขาเกิดรอยแตกร้าวเป็นลายเส้นสาย
กำลังทะลวงหินภูเขา หมัดพยัคฆ์นี่สำเร็จขั้นสูงแล้ว!
หลังฝึกหมัดเสร็จอย่างราบรื่น หลินอวิ๋นกลับไม่ได้มีเหงื่อไหลตามตัวมากนัก พัฒนาจากเหงื่อท่วมทั้งตัวตอนฝึกครั้งแรกไปได้รวดเร็วจนน่าทึ่ง
ในเวลาสามวัน ในที่สุดเขาก็สำเร็จหมัดพยัคฆ์ร้ายขั้นสูง ขอบเขตวิถียุทธ์ขั้นสามเองก็เสถียรภาพเช่นกัน
ฟู่ว!
เก็บหมัด ยืนนิ่ง
ใบหน้าค่อนข้างเยาว์วัยของหลินอวิ๋นภายใต้แสงตะวันเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา เขาพ่นลมหายใจขุ่น ๆ ออกมาทีหนึ่ง แววตาสงบนิ่งสุขุม พึมพำกับตัวเองเบา ๆ ว่า “ตอนนี้ขอบเขตพลังเสถียรแล้ว วิชาหมัดขั้นสูงก็ถือว่ามีที่พึ่งพาบ้างแล้ว”
หลินอวิ๋นเดินเข้าห้องไม้ หวีผมล้างหน้าเสร็จแล้วก็มองตราสัญลักษณ์สีม่วงตรงระหว่างคิ้วตนกลางอ่างน้ำเหมือนมีความคิดบางอย่าง
มันเตะตาเกินไป ต่อให้เขาไม่สนใจก็อยากจะรับประกันได้ว่าคนอื่นจะไม่วุ่นวาย
หลินอวิ๋นขบคิดแล้วฉีกผ้ามาผืนหนึ่ง ก่อนทำเป็นผ้าโพกหัวผูกไว้ที่หน้าผาก
ผ่านไปครึ่งก้านธูปถึงปรากฏร่างของหลินอวิ๋นกลางห้องโถงกิจการสำนักชิงอวิ๋น
โถงกิจการสำนักเป็นที่ที่สำนักแจกจ่ายงานของสำนัก เก็บวิชายุทธ์และอาวุธต่าง ๆ ตอนที่หลินอวิ๋นมาถึง กลางโถงกิจการสำนักมีศิษย์มารวมกันไม่น้อยแล้ว
“ผู้อาวุโส ข้าน้อยหลินอวิ๋น ตอนนี้บรรลุขอบเขตพลังวิถียุทธ์ขั้นสาม มายื่นคำร้องเป็นศิษย์ฝ่ายนอกขอรับ” หลินอวิ๋นหยิบแผ่นป้ายฐานะส่งให้ผู้ดูแลโถงกิจการสำนักตรงหน้าตรวจสอบดูก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
ผู้ดูแลเป็นชายชราชุดคลุมเทา แซ่หยาง หน้าตาไม่น่ากลัว ทว่ากลับมีขอบเขตพลังสูงถึงวิถียุทธ์ขั้นหก
เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา หลินอวิ๋นยังสัมผัสได้ถึงความกดดันที่รุนแรงมาก
“ทาสกระบี่หลินอวิ๋นรึ?”
ผู้ดูแลชุดคลุมเทาเลิกคิ้วขึ้นอย่างเกียจคร้าน มองหลินอวิ๋นแวบหนึ่ง ยังไม่ทันพิจารณาฐานะเขาอย่างถี่ถ้วนก็เอ่ยยิ้ม ๆ แล้ว “ข้าได้ยินมาว่าทักษะการบำรุงรักษากระบี่ของเจ้ามีชื่อเสียงโด่งดังเลื่องลือในสำนัก”
ชายชราพูดเสียงไม่ดังและไม่เบา แต่ก็ยังดึงดูดสายตาชำเลืองมองจากคนอื่นได้บางส่วน ต่างพากันอยากรู้อยากเห็น
“ทาสกระบี่หลินอวิ๋น!”
“ไม่อยากเชื่อว่าเจ้านี่จะทะลวงถึงวิถียุทธ์ขั้นสามแล้ว สุดยอดเลย เหมือนว่าเขาจะเคยบำรุงรักษากระบี่ล้ำค่าของข้าให้ด้วย”
“สุดยอดอะไรกัน ไม่รู้ศิษย์พี่หญิงซูให้ยาลูกกลอนเป็นรางวัลเขาไปเท่าไร ตอนนี้เพิ่งจะถู ๆ ไถ ๆ ทะลวงพลังมาได้ มันน่ะโง่!”
เดิมทีห้องโถงกิจการสำนักเงียบสงบ แต่เมื่อผู้ดูแลชุดคลุมเทาขานชื่อหลินอวิ๋นออกมาแล้วก็เกิดเป็นเสียงดังเกรียวกราว
เสียงดังแสบแก้วหู หลินอวิ๋นไม่ยินดียินร้าย แค่เอ่ยเสียงเบา “ผู้อาวุโสเกรงใจไปแล้ว ขอถามหน่อยว่าข้าน้อยจะได้เป็นศิษย์ฝ่ายนอกหรือไม่?”
“บรรพบุรุษของสำนักกล่าวว่าผู้ฝึกฝนถึงวิถียุทธ์ขั้นสาม ไม่ว่าฐานะใดจะได้เป็นศิษย์ฝ่ายนอกทั้งหมด ตามหลักการแล้วก็เป็นเช่นนี้ แต่ว่า…เจ้าไม่ผ่าน!”-โปรดติดตามตอนต่อไป-