………………………..
หลังวางสาย จ๋ารู้สึกร้อนใจมาก เพราะไม่รู้จะทำยังไง ครั้นสวมบทบาทเจ้านายแทนศรีสมร มันก็ฝืนใจตัวเอง ด้วยไม่คุ้นชินกับการวางอำนาจ
“ เอาไงดีนะ เราเป็นแค่คนทำบัญชีและเลขานุการ จะไปชี้นิ้วสั่งใครได้ยังไง ไม่มั่นใจตัวเองเลยซักนิด ” สาวแว่นกัดนิ้วตัวเอง ท่าทางเคร่งเครียด
ระหว่างเลขาหน้าขาวคิดไม่ตก ก็มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ออฟฟิศ เขาคือ “แมน” กรรมกรหล่อล่ำที่เป็นคู่ขาในยามว่างของคุณนายศรีสมร
“ อ้า ไม่ได้เจอคุณนายตั้งหลายวัน ไม่รู้ว่าเธอจะคิดถึงเรามั้ย ” แมนพล่ามเพ้อ สมองมโนถึงฉากสวาทที่เพิ่งประสบเมื่อหลายวันก่อน และประสงค์ที่มาในคราวนี้ก็เพื่อตักตวงความสุขจากร่างอวบอัดของคุณนายสาวอีกครั้ง แต่เมื่อสองเท้านำพาถึงประตู เขาก็พลันสะดุด
“ เอ๊ะ! นั่นมัน ”
สาเหตุที่ทำให้ชะงัก เพราะแมนได้ประจักษ์กับหญิงสาวนางหนึ่งผ่านกระจกหน้าต่าง เธอสวมเสื้อเชิ้ตที่ค่อนข้างหลวม แต่ความเต่งตูมบนหน้าอกยังดันตัวออกมาอย่างชัดเจน บ่งบอกให้เห็นถึงสัดส่วนที่ไม่ธรรมดา ส่วนช่วงล่างเป็นกระโปรงทรงเอที่สั้นประมาณเข่าแบบเบสิค ทว่ากลับฉายให้เห็นสะโพกผายระดับดินระเบิด และบั้นท้ายโด่งงอนที่อวบใหญ่เหลือประมาณ ที่สำคัญ เธอกำลังก้มตัวลงเอามือยันขอบโต๊ะ ทำให้ท่วงท่าชวนเซ็กซี่มิใช่น้อย
“ โอ้ว นะ นั่นมันน้องจ๋านี่นา ไม่รู้เลยนะเนี่ยว่าสาวเนิร์ดคนนั้นจะมีรูปร่างที่ชวนฟัดขนาดนี้ ”
ไม่รู้เป็นเพราะแมนแข็งแรงเกินไปหรือสาวจ๋าเอ๊กส์แตกเกินจริง เลยทำให้แก่นร้อนของกรรมกรหนุ่มผุดผงาด เขาจึงเอามือคลึงมันเบาๆ หวังบรรเทาความอัดอั้นทางอารมณ์
“ อู้ย อะไรกันเนี่ย แค่เห็นก็แข็งแล้ว ทำไมถึงน่า….ขนาดนี้ ”
แน่นอนว่าจ๋าไม่รู้ตัวเลยซักนิดว่ากำลังตกเป็นอาหารตา เพราะดันหันข้างให้แมน แถมจิตยังพะวงอยู่กับการหาทางช่วยเจ้านายสาวให้พ้นภัยกาม กรรมกรหนุ่มร่างล่ำจึงบดคลึงแก่นกลางกาย พร้อมมองเรือนร่างชวนฝันอย่างสบายอารมณ์ ภายในใจแอบขบคิด
“ ทำยังไงดีนา กูถึงจะได้เป็นผัวของน้องจ๋า และดูท่าทางเธอคงจะซิงซะด้วย เพราะเนิร์ดแบบนี้ ไม่เคยโดนใครเจาะไข่แดงมาก่อนแน่ ”
แม้แมนจะคิดไม่ออก แต่ในหัวก็แอบจินตนาการไปถึงฉากสวาทที่โรมรันกับน้องจ๋าเป็นที่เรียบร้อย มือซ้ายที่คอยบดเป้าตัวเอง ก็เปลี่ยนมารูดซิปลง แล้วล้วงเข้าไป
“ อู้ว ซี้ด เสียวชะมัด ” แมนลูบไล้ความเป็นชายที่ร้อนผ่าว ดวงตาจ้องมองเรือนร่างของหญิงสาวอยู่ตลอด คิ้วคมเข้มบนใบหน้าสีทองแดงเริ่มขมวดนิ่ว เป็นเชิงตึงเครียด ปากครางแผ่วเบา
ถึงเวลานี้ แมนไม่สนแล้วว่าตัวเองจะกลายเป็นไอ้โรคจิตหรือไม่ เพราะอารมณ์กลัดกลุ้มพุ่งทะยานเป็นที่เรียบร้อย
“ อู้ย ทนไม่ไหวแล้ว เข้าไปปล้ำน้องจ๋าแม่งเลยดีกว่า เรื่องอื่นค่อยว่ากัน ”
เมื่อความกำหนัดรุมเร้าถึงขีดสุด แมนก็เลิกคิดหน้าคิดหลัง พร้อมปล่อยใจให้ล่องลอยไปตามสัญชาตญาณการสืบพันธุ์ มือขวายื่นไปเปิดประตู
“ แอ๊ด ”
……………………..
“ เอ๊ะ! ” จ๋าตกใจที่ได้ยินเสียงประตูเปิด ในขณะที่เหม่อ แต่พอเห็นว่าใครเดินเข้ามา เธอก็ดีใจจนอุทานดัง รอยยิ้มกว้างผุดขึ้นบนใบหน้า
“ อ้าว พี่แมนเองเหรอ หนูกำลังอยากเจอพี่อยู่พอดีเลย ”
“ เอ๊ะ! น้องจ๋าอยากเจอผมเหรอ ” กรรมกรหนุ่มร่างล่ำตะลึงแกมตกใจ เพราะเขาเข้ามาประจันกับสาวน้อยในสภาพที่ไม่เรียบร้อยเท่าไหร่ ทว่าเธอกลับไม่สังเกตเห็น แถมยังยินดีที่ได้เจออีกต่างหาก
“ ใช่แล้ว พี่ หนูมีเรื่องอยากให้ช่วย ” จ๋าร้อนรน ก่อนจะตรงดิ่งเข้ามาหากรรมกรหนุ่ม และในจังหวะที่เธอประชิดตัว สายตาเจ้ากรรมของแมนก็ดันไปสะดุดกับสองเต้ากลมกลึงที่ขยับไปมาตามจังหวะเคลื่อนตัว
“ อึก นี่ขนาดซ่อนตัวอยู่ในเชิ้ต ยังดิ้นขลุกขลักได้ขนาดนี้ ถ้าถูกปล่อยเป็นอิสระ จะเด้งดึ๋งขนาดไหนกันล่ะเนี่ย ” แมนขบคิด สายตาจ้องมองหน่มน้มไม่ลดละ ทว่าสาวแว่นกลับไม่รู้สึกตัว มิหนำซ้ำยังยื่นสองมือมาฉุดแขนของกรรมกรหนุ่ม
“ พี่ต้องช่วยหนูนะ คุณนายศรีสมรกำลังโดนพี่อ้วนกับใครอีกหลายคนจ้องทำมิดีมิร้ายในห้องทำงาน ”
“ ฮ้า…..เมื่อกี้น้องจ๋าว่าไงนะ ” เพียงได้รับข่าวสารเท่านี้ อารมณ์หื่นก็กระเด็นกระดอนออกจากจิตใจ แล้วหันมาแตกตื่นตามน้องจ๋าอีกคน ก่อนจะร้องเร่งให้อีกฝ่ายขยายความจนรู้แจ้ง
……………………….
ศรีสมรยอมรับว่าเครียดสุดๆ เพราะเธอออกไปไหนไม่ได้ ด้วยอยู่ในชุดเสื้อคลุมที่แสนอุจาด แถมยังติดกับคำสาปประหลาดที่อาจมีผลให้โดนชายอีกกลุ่มจ้องรุมโทรม
“ จะทำยังไงดีนา เพราะอยู่แบบนี้ มันอันตราย และพวกที่นอนกอง จะลุกขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ มีทางเดียวคือต้องพึ่งยัยจ๋า หวังว่าเด็กนั่นจะใช้การได้ ”
แต่แล้วเหตุการณ์ที่ศรีสมรหวั่นเกรงก็กลายเป็นจริง เมื่อสามกรรมกรได้ขยับตัวเล็กน้อย โดยเริ่มจากนายอ้วนหัวโจกเป็นคนแรก
“ อู้ย ปวดหัวชะมัด ” อ้วนพึมพำสลับสลัดศีรษะไปมา ส่วนอีกสองเหน่อก็ส่งเสียงครางแผ่วเบา
“ ฮือ ”
“ ว้าย! ตายล่ะ มันกำลังจะลุกขึ้นมาจริงๆแล้ว และถ้าเห็นชั้นในสภาพนี้ มีหวังถูกรุมปล้ำรอบสองแน่ๆ ” ศรีสมรผวา หัวใจแทบระเบิดออกจากอก และในขณะที่คุณนายสาวหาทางหนี สายตาก็เหลือบไปเห็นตู้เสื้อผ้าขนาดเล็ก
“ จริงด้วย หนีไปแอบตรงนั้นดีกว่า ”
เมื่อคิดได้ดังนั้น คุณนายสาวก็ตรงรี่ไปที่นั่น ก่อนจะรีบเปิดตู้ แล้วมุดเข้าไปในนั้น โดยแหวกสารพันเสื้อผ้าที่แขวนอยู่จนเต็ม
“ อื้อ ในตู้นี่แคบเกินไป หรือว่าชั้นอ้วนขึ้นกันนะ เห็นทีพอจบเรื่อง คงต้องฟิตร่างกายให้เฟริมกว่านี้แล้ว ” ศรีสมรคิด พลางพยายามมุดเข้าไปให้ลึกที่สุด แต่ด้วยพื้นที่ๆจำกัด เลยทำให้บั้นท้ายกลมกลึงโผล่ออกมาบางส่วน
ระหว่างที่คุณนายสาวหาที่หลบซ่อนอยู่นั้น อ้วนก็ฟื้นคืนสติ ก่อนจะยันกายลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก มือขวายกขึ้นมากุมศีรษะ
“ อู้ย นี่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงรู้สึกเหมือนกำลังแฮงค์เหล้าอย่างหนักขนาดนี้ ” ในช่วงที่นึกสงสัย สองกรรมกรก็รู้สึกตัวเช่นกัน แถมยังมีสภาพไม่ต่างจากลูกพี่ใหญ่
“ อ้า พวกเราโดนอะไรมาล่ะเนี่ย อย่างกับถูกค้อนใหญ่ฟาดหัวจนสลบมาหมาดๆ ”
“ นั่นอ่ะดิ เหมือนเพิ่งโดนรุมซ้อมมาเลย ” กรรมกรอีกคนขานรับ พร้อมเอามือไปลูบคลำใบหน้า หวังจะควานหารอยฟกช้ำ แต่ก็พบเพียงความว่างเปล่า ไม่มีบาดแผลใดๆที่ปรากฏ จึงทำให้รู้ว่าสมมุติฐานของตัวเองไม่เป็นจริง
สามกรรมกรปรึกษากันด้วยสายตาอยู่ครู่นึง หูของพวกเขาก็ดันได้ยินเสียงแหบห้าวที่แปลกประหลาด
“ พวกมึงหวังจะรุมชำเรานังหมอนไม่ใช่หรือ ”
“ เอ๊ะ! ” ดวงตาของสามชายลุกโชน ทั่วกายสัมผัสได้ถึงไอเย็นปริศนาที่ห้อมล้อมกาย
“ พะ พี่ นะ..นี่มันเสียงของใคร ” กรรมกรที่จิตอ่อนสุดเอ่ยถาม ปากคอสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ทว่าไม่มีใครให้คำตอบได้ แถมทุกคนยังดูจะอยู่ในอารมณ์สยองที่ไม่ต่างกันเท่าไหร่
ทันใดนั้นเอง กายของพวกเขาก็แข็งทื่อพร้อมกัน โสตประสาทแว่วเสียงกร้าวของชายคนหนึ่ง
“ พวกมึงจงฟัง ตามหานังหมอนให้เจอ แล้วจัดหนักให้ได้ ”
เหมือนเสียงนั้นจะมีอำนาจบางอย่างที่ทำให้ทั้งสามเชื่อฟัง โดยไม่มีข้อขัดแย้งใดๆ แปรเปลี่ยนให้ดวงตาของพวกเขาเป็นสีแดงจัดดุจดังคนที่เส้นเลือดฝอยในตาแตก ก่อนจะคำรามประสานกันอย่างพร้อมเพรียง
“ ใช่แล้ว จะปล่อยให้นังหมอนรอดจากท่อนเอ็นของพวกเราไม่ได้ ”
แม้จะอยู่ในตู้เสื้อผ้าที่อับทึบ แต่ศรีสมรก็ได้ยินทุกถ้อยคำอย่างชัดเจน ราวกับว่าพวกนั้นมาตะโกนใกล้ๆหู นั่นยิ่งทำให้ความหวาดกลัวผสมตื่นเต้นยิ่งเพิ่มพูนเป็นเท่าทวี
“ ตึก ตึก ตึก ”
“ บ้าไปแล้ว พวกมันยังคลั่งได้อีก แล้วนี่เราควรทำยังไง ”
และสิ่งที่ศรีสมรได้ยินในเวลาต่อมาก็คือฝีเท้าหนักๆของสามชาย บอกให้รู้ว่าพวกมันกำลังตามหาตัวเธอกันให้ขวั่ก ซึ่งนั่นยิ่งทำให้อกสั่นขวัญแขวนมากกว่าเดิม
“ ตายแล้ว มันจะหาเราเจอมั้ยเนี่ย ”
ในช่วงที่กดดันสุดๆ ทุกนาทีที่ผ่านไปเหมือนจะนานเป็นชั่วโมง และศรีสมรก็ไม่กล้าแม้แต่กลืนน้ำลงคอ เนื่องจากกลัวว่าเสียงดังกล่าวจะไปเข้าหูของพวกชายหื่นคลั่งกามข้างนอก ในใจนึกภาวนา
“ ขอให้ผ่านพ้นไปทีเถอะ ”
คล้ายว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะละทิ้งคุณนายสาว ด้วยในเวลาต่อมา ตู้เสื้อผ้าที่ใช้หลบซ่อน ได้ถูกใครบางคนเปิดออกมา ทำให้แสงสว่างจากภายนอกส่องเข้ามาจนศรีสมรรู้สึกได้
“ ว้าย! มันเจอเราแล้ว คงไม่รอดพ้นเอ็นของพวกมันแน่ ” ศรีสมรตกใจสุดขีด แต่ยังมีสติมากพอจะยกสองมือขึ้นปิดปาก กายอวบอัดแข็งเกร็ง อันเป็นการเตรียมรับแรงกระแทกทุกสิ่งอย่างที่กำลังถาโถม
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
