“หึ! เ้าผีแก่หลิงเจี้ยนคาดไม่ถึงว่าจะหวั่นไหวอีกแล้ว!”
“ช่างเถิด ก็เพียงสตรีผู้หนึ่งแม้จะงดงามสะคราญตา ทว่าก็มิใช่สิ่งใดที่สำคัญนัก ยกให้ตาแก่นี่ไปเถิด!”
“ผู้ฝึกตนแห่งวิถีดาบแท้ๆจิตใจกลับไม่บริสุทธิ์เสียเลย นี่กระมัง เหตุที่แม้มีร่างกายเทพศักดิ์สิทธิ์แห่งวิถีดาบโดยกำเนิดทว่ากลับมิอาจบรรลุถึงขั้นเซียนนักบุญได้สักที!”
ภายในวิหาร์ บนแท่นสูงแต่ละแห่งแสงศักดิ์สิทธิ์สาดส่อง พลังปราณสีม่วงพวยพุ่ง เหล่าเ้าสำนักผู้เป็กึ่งเซียนนักบุญแห่งสำนักชั้นนำนั่งอยู่ตามตำแหน่งแท่นของตนเมื่อสังเกตเห็นแววตาอันเร่าร้อนของเ้าสำนักหลิงซวีเจี้ยน พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะเยาะเย้ยในใจ
ในหมู่พวกเขาก็มีผู้ที่หวั่นไหว
ทว่าเมื่อเห็นท่าทางของเ้าสำนักหลิงซวีเจี้ยนก็รู้ว่าอีกฝ่ายก็หวั่นไหวเช่นกัน จึงรู้ว่าแย่งชิงไปก็คงมิได้ จึงได้แต่ยอมจำนน แม้ภายในใจจะยังไม่พอใจอยู่บ้าง
ทว่าอย่างไรเสีย ก็มีผู้ที่ดูแคลนเช่นกัน
หากมิใช่เพราะเ้าสำนักหลิงซวีเจี้ยนหมกมุ่นอยู่กับสตรีละเลยการบำเพ็ญเพียร และไม่จริงใจต่อวิถีดาบของตนเอง ด้วยพร์ที่มีร่างเทพศักดิ์สิทธิ์แห่งวิถีดาบโดยกำเนิดเขาคงบรรลุถึงขั้นเซียนนักบุญไปนานแล้ว
“บรรพชนไป๋อวิ๋น เชิญขึ้นที่ประทับ!”
ผู้คุ้มกันระดับนิรันดร์คนหนึ่งเดินเข้ามาต้อนรับบรรพชนไป๋อวิ๋นและองค์หญิงไป๋เยวี่ยเกอที่ยังคงตกตะลึงอยู่จากนั้นก็นำทางพวกเขาไปยังวิหาร์ตำหนักเซียนเทพ
ภายในวิหารแห่งนี้ มีเพียงเ้าสำนักแต่ละแห่งเท่านั้นที่มีสิทธิ์ขึ้นไปประทับยังแท่น้า
แม้ว่าตำแหน่งของบรรพชนไป๋อวิ๋นจะต่ำกว่าเ้าสำนักแห่งสำนักชั้นนำอยู่ขั้นหนึ่งทว่าก็ยังคงอยู่ในแนวหน้า
‘ตระกูลซูนี่ช่างน่าทึ่งยิ่งนักมีผู้ฝึกตนระดับนิรันดร์ขั้นสูงสุดมากมายเพียงนี้ แต่ละคนก็มิได้ด้อยไปกว่ากึ่งเซียนนักบุญเลย’บรรพชนไป๋อวิ๋นนั่งลงบนแท่นสูงพลางครุ่นคิดด้วยความตกตะลึง
ระหว่างทางที่เดินมานี้เขาได้ประจักษ์ถึงพลังอันน่าเกรงขามของตระกูลซูแล้ว
ไม่ว่าจะเป็ผู้ฝึกตนระดับสำแดงกฎสามพันนายหรือผู้ฝึกตนระดับนิรันดร์ขั้นสูงสุดสามสิบนาย ล้วนเหนือกว่าราชวงศ์ไป๋อวิ๋นอย่างเทียบไม่ติดเป็คนละระดับกันโดยสิ้นเชิง
“ช่างงดงามยิ่งนัก งดงามกว่าพระราชวังเสียอีก”
องค์หญิงไป๋เยวี่ยเกอนั่งลงข้างๆบรรพชนไป๋อวิ๋น ดวงตากลมโตที่ใสกระจ่างเป็ประกาย มองไปยังวิหาร์อันกว้างใหญ่และเหล่าเ้าสำนักทั้งหลายในใจมิได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย ทว่ากลับเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ดวงตาที่ไร้ตำหนิของนางบริสุทธิ์ประหนึ่งสายนทีใสสะอาด
“เยวี่ยเอ๋อร์ อีกไม่นานนักบรรพบุรุษฉางเซิงก็จะปรากฏตัว เ้าจงมองให้ดี หากเ้าพอใจ เขาอาจเป็สามีในอนาคตของเ้าก็ได้!”
เมื่อมองไปยังดวงตาไร้ตำหนิของไป๋เยวี่ยเกอบรรพชนไป๋อวิ๋นก็ส่งกระแสจิตกล่าว
“เพคะ ท่านปู่”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ ไป๋เยวี่ยเกอก็ตอบอย่างเฉียบขาดเสียงของนางดูเด็ก ทว่ากลับกังวานชัดเจนดั่งการเคลื่อนไหวของไข่มุกตกกระทบบนจานหยก
“เฮ้อ หวังว่าจะสำเร็จนะ!”
บรรพชนไป๋อวิ๋นครุ่นคิดในใจเมื่อได้เห็นพลังอันน่าเกรงขามของตระกูลซู เขายิ่งตระหนักถึงความลึกลับของซูฉางเซิง
อีกฝ่ายต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอนและอาจมีเคล็ดลับที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ก็เป็ได้
หากเชื่อมสัมพันธ์กับอีกฝ่ายได้ย่อมเป็ประโยชน์ยิ่งต่อราชวงศ์ไป๋อวิ๋นและเยวี่ยเอ๋อร์
ทว่าเื่เช่นนี้ มิใช่เพียงความปรารถนาของตนเองเท่านั้นยังต้องขึ้นอยู่กับว่าซูฉางเซิงจะพึงพอใจในไป๋เยวี่ยเกอหรือไม่
“บรรพชนไป๋อวิ๋น ทายาทของเ้าไม่เลวทีเดียวข้าพึงพอใจ เ้ายกนางให้เป็อนุภรรยาของข้าเถิด!”
“เพื่อเป็การตอบแทน ข้าจะช่วยราชวงศ์ไป๋อวิ๋นของเ้าขอให้ซูฉางเซิงไว้ชีวิตพวกเ้า”
“ข้าว่าเ้ามาที่นี่ก็เพื่อการนั้นกระมัง!”
ขณะนั้นเอง เสียงเ็าเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหูของบรรพชนไป๋อวิ๋นน้ำเสียงเต็มไปด้วยความโอหัง ราวกับกำลังให้ทานแก่ขอทานอย่างไรอย่างนั้น
เสียงนั้นคือเสียงของเ้าสำนักนามหลิงเจี้ยนแห่งสำนักหลิงซวีเจี้ยน
“กระไรนะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น บรรพชนไป๋อวิ๋นก็ตกตะลึงเมื่อดวงตามองเห็นตัวตนของผู้ที่ส่งกระแสจิตมา เขาก็อดไม่ได้ที่จะโกรธเกรี้ยว
ไม่ว่าราชวงศ์ไป๋อวิ๋นจะอ่อนแอเพียงใดเช่นนั้นก็ยังคงเป็สำนักชั้นนำอยู่
ตัวเขาเองที่เป็บรรพชนไป๋อวิ๋นก็ยังเป็ผู้ฝึกตนกึ่งเซียนนักบุญ หาใช่คนที่หวาดกลัวความตายไม่
จะยอมให้ไป๋เยวี่ยเกอไปเป็อนุภรรยาของผู้อื่นได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น อีกฝ่ายยังแสดงท่าทีโอหังเช่นนี้คล้ายกับกำลังมองลงมาดูขอทาน
หากทำเพียงเท่านี้ บรรพชนไป๋อวิ๋นก็ยังพอทำเนา
ทว่าบรรพชนไป๋อวิ๋นรู้ดีว่าเ้าหลิงเจี้ยนผู้นี้มีรสนิยมวิปริตปฏิบัติต่อภรรยาและอนุภรรยาเยี่ยงของเล่นก็มิปาน
ปัจจุบันเขามีอายุมากกว่าแปดพันปีแล้วทว่ายังมิได้บรรลุถึงขั้นเซียนนักบุญ เป็เพียงตาแก่จองหองคนหนึ่งก็เท่านั้น
หากไป๋เยวี่ยเกอแต่งงานไปกับเขานั่นไม่ใช่ว่าส่งแกะเข้าปากเสือหรอกหรือ
“ท่านเ้าสำนักกรุณาเกินไปทว่าเยวี่ยเอ๋อร์ยังเยาว์วัย ข้ายังมิได้คิดจะยกนางให้ผู้ใด ท่านเ้าสำนักรออีกสักสองสามปีเถิด”บรรพชนไป๋อวิ๋นกล่าวอย่างสุภาพ แม้ความคับแค้นจะอัดแน่นในหัวใจ
เพราะอย่างไรเสีย สำนักหลิงซวีเจี้ยนนั้นมิอาจล้อเล่นด้วยได้
“บังอาจนัก!”
หลิงเจี้ยนหรี่ตาลง กระแสจิตที่ส่งไปเย็นเยียบในทันทีพร้อมกับเจตนาฆ่าอันน่าสะพรึงกลัว
“สำนักชั้นนำกระจอกงอกง่อยเช่นเ้ากล้าปฏิเสธข้ารึ เชื่อหรือไม่ว่ามิต้องให้ตระกูลซูลงมือ ข้าก็นำคนไปกำจัดราชวงศ์ไป๋อวิ๋นของเ้าได้ภายในวันพรุ่งนี้!”
“หากรู้จักที่ต่ำที่สูงก็ยอมยกนางมาเสีย ข้าจะอภัยโทษแก่เ้า!”
หลิงเจี้ยนส่งกระแสจิตมาด้วยน้ำเสียงเ็า
“...”
ใจของบรรพชนไป๋อวิ๋นหนักอึ้งหากหลิงเจี้ยนนำคนไปทำลายล้างราชวงศ์ไป๋อวิ๋นจริงๆ แม้จะสร้างสัมพันธ์กับตระกูลซูได้ก็คงสายเกินไปแล้ว
เพราะวันนี้เป็วันราชมงคลหาก้าสู่ขอ อย่างน้อยก็ต้องรออีกสักพัก
ทว่าหากปฏิเสธ เกรงว่าไม่กี่วันราชวงศ์ไป๋อวิ๋นก็จะถูกสำนักหลิงซวีเจี้ยนทำลายล้างเข้าจริงๆ
สำนักชั้นนำอย่างสำนักหลิงซวีเจี้ยนมีความสามารถเช่นนี้เพียงดีดนิ้วก็ลบล้างสำนักชั้นนำผู้หนึ่งไปได้เชียว
ไป๋เยวี่ยเกอนั่งอยู่ข้างๆกุมมือแน่น ดวงตากลมโตที่ใสกระจ่างเป็ประกาย มองไปรอบๆ ราวกับกำลังหลงใหลไปกับทิวทัศน์อันงดงาม
เท้าเปล่าแกว่งไปมาเบาๆพลางครางเสียงเพลง
ราวกับเด็กสาวผู้ไร้เดียงสาบริสุทธิ์ดุจเทพธิดาแห่งจันทรา ดั่งจุติลงมายังโลกมนุษย์
เมื่อเห็นเช่นนั้น ใจของบรรพชนไป๋อวิ๋นก็สั่นสะท้านเขาจะยอมให้ลูกหลานของตนตกเป็เหยื่อของเสือได้เช่นไร
เยวี่ยเอ๋อร์เป็ลูกหลานที่เขารักที่สุดผู้หนึ่ง
“ขอบพระคุณท่านเ้าสำนักสำหรับความกรุณาทว่าข้ายังคงมีคำตอบเดิม คือไม่จำเป็!”
บรรพชนไป๋อวิ๋นสูดลมหายใจเข้าลึกๆตอบกลับอย่างใจเย็น
“ได้ เ้าแน่มาก!”
หลิงเจี้ยนกล่าวคำพูดเ็าเพียงไม่กี่คำ
จบเห่แล้ว!
เมื่อได้ยินเช่นนั้น บรรพชนไป๋อวิ๋นก็ยิ้มขมขื่นรู้ดีว่าราชวงศ์ไป๋อวิ๋นคงถึงกาลอวสานเสียแล้ว
“อย่างไรก็ตาม ตราบใดที่เ้าปลอดภัยก็เพียงพอแล้ว!”ไม่นานนัก สายตาของเขาก็มุ่งมั่นอีกครั้ง มองไปยังไป๋เยวี่ยเกอด้วยแววตาอ่อนโยน
“ตราบใดที่ยังมีเ้า ราชวงศ์ไป๋อวิ๋นก็ยังมีหวัง!”
เขาพึมพำทั้งยังลูบผมของไป๋เยวี่ยเกอเบาๆ
ตราบใดที่ไป๋เยวี่ยเกอเติบโตภายใต้การคุ้มครองของซูฉางเซิงและกลายเป็เซียนนักบุญได้ราชวงศ์ไป๋อวิ๋นก็จะไม่ถูกทำลาย และฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้ง
เมื่อถึงเวลานั้น การเสียสละทั้งหมดก็คุ้มค่า
“ท่านปู่เป็กระไรไปเ้าคะ!”
ไป๋เยวี่ยเอียงศีรษะเล็กน้อยดวงตาที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสามองไปยังบรรพชนไป๋อวิ๋นด้วยความสงสัย
“ไม่เป็ไร รออีกสักครู่ไม่นานนักบรรพบุรุษฉางเซิงก็จะปรากฏตัวแล้ว”
บรรพชนไป๋อวิ๋นส่ายหน้าพร้อมกับรอยยิ้มใบหน้าที่เหี่ยวย่นเต็มไปด้วยรอยยิ้มเบิกบาน
เขามิได้รู้สึกผ่อนคลายเช่นนี้มานานแล้ว
“อ้อ!”
ไป๋เยวี่ยเกอพยักหน้าอย่างว่าง่ายมองไปยังส่วนลึกของวิหาร ดวงตาเป็ประกาย โดยไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่
“ปึง!”
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน หลังจากที่เหล่าเ้าสำนักแต่ละสำนักเดินทางมาแสดงความยินดีแล้วเสียงกลองก็ดังขึ้น งานมงคลเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการ
หลังจากเสร็จสิ้นพิธีต่างๆแล้ว เ้าบ่าวและเ้าสาวก็ปรากฏตัว
ซูฉางเซิงสวมชุดเ้าบ่าวผมดำขลับ ใบหน้าหล่อเหลาราวหยก รูปร่างสง่าและงดงามเยี่ยงเทพเซียนจุติลงมาจากแดนสุขาวดี
“นั่นคือบรรพบุรุษฉางเซิงหรือ”
“ช่างอ่อนเยาว์ยิ่งนัก!”
บนแท่นสูง ไป๋เยวี่ยเกอกะพริบตามองไปยังซูฉางเซิงที่งดงามไร้ที่ติด้วยความประหลาดใจ
แม้ว่านางจะเตรียมใจมาแล้วทว่าเมื่อได้พบกับซูฉางเซิงจริงๆ ก็ยังคงใอยู่ดี
“แน่นอนสิ บรรพบุรุษฉางเซิงทะลวงสู่ขั้นเซียนนักบุญแล้วด้วยอายุหกพันปีของเขา เมื่อเทียบกับอายุขัยห้าหมื่นปีของเซียนนักบุญแล้ว ก็ยังถือว่าอยู่ใน่วัยหนุ่ม!”
บรรพชนไป๋อวิ๋นอธิบายจากนั้นก็มองไปยังไป๋เยวี่ยเกอด้วยรอยยิ้ม พลางเอ่ยถามว่า
“เป็อย่างไรบ้าง องค์หญิงน้อยพอพระทัยหรือไม่”
“เขาดูดีมากเพคะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าเล็กๆของไป๋เยวี่ยเกอก็แดงระเรื่อ มองไปยังใบหน้าอันหล่อเหลาของซูฉางเซิงอย่างระมัดระวังแล้วตอบกลับเสียงแ่
ดูดีมาก!
นางเสริมในใจ