หลังจากที่เกิดเื่ในครั้งนั้นก็ไม่มีใครพูดถึงพรานป่าซ่งในทางที่ไม่ดีอีกต่อไป มีแต่เสียงร่ำลือว่าเป็รูปงามยิ่งนัก ทำเอาสาวๆ ในหมู่บ้านอยากจะยลโฉมสักครั้ง หลายต่อหลายครั้ง ที่มักจะมีสาวชาวบ้านเดินผ่านบริเวณบ้าน เพื่อเข้าไปในป่า จากที่ชาวบ้านเดินอ้อมไปอีกทางก็เริ่มที่จะสัญจรทางนี้กันมากขึ้น
“พี่ว่าจะเข้าไปในป่า ไม่ได้ไปใส่กับดักหลายวันแล้ว” ่หลายวันที่ผ่านมาซ่งเวยหลงได้แต่อยู่ในบ้านเป็เพื่อนภรรยา เพราะมีช่างที่เป็ชายอยู่บริเวณบ้านนับสิบคน เขาเองก็ไม่วางใจที่จะทิ้งภรรยาไว้เพียงลำพัง
“ถ้าเช่นนั้นข้าไปด้วยนะเ้าคะ อยากจะไปหาดูของป่ามาทำอาหารอยู่พอดี” เซี่ยซูมี่เริ่มสนิทสนมกับสามีมากขึ้น จะเรียกว่าความสัมพันธ์พัฒนาขึ้นมากก็ว่าได้ เพราะเวลานอนพวกเขาไม่ได้เว้นที่ตรงกลางไว้อีกต่อไปแล้ว ต่างคนต่างนอนในท่าที่สบาย ไม่จำเป็ต้องระแวดระวังกันเองอีกต่อไป
“อืม ไปแค่บริเวณรอบนอกก็พอ” ซ่งเวยหลงพยักหน้าอนุญาต เพราะตนเองก็ไม่สามารถทิ้งภรรยาไว้ที่บ้านเพียงลำพัง
ยามเหม่าสองสามีภรรยาขึ้นเขาเพื่อหาของป่า ส่วนซ่งเวยหลงเตรียมเครื่องมือสำหรับล่าสัตว์นั่นก็คือ ธนูและหน้าไม้ ไม่ได้คิดว่าจะล่าสัตว์ใหญ่ เพราะมีภรรยาเข้าไปในป่าด้วย เซี่ยซูมี่เก็บผักป่าที่พอจะรู้จักบ้าง ผักป่านี้เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติทำให้พวกมันมีรสชาติอร่อยยิ่งนัก
ตอนนี้เซี่ยซูมี่กำลังตื่นตาตื่นใจกับผักหนาม ซึ่งมันขึ้นเยอะมาก หากเป็ในยุคของนางเองคงหากินได้ยากมาก ตามร้านอาหารจานหนึ่งไม่ต่ำกว่า 200-300 หยวน ได้ยินว่าขายกันกิโลกรัมละ 500-1000 หยวนกันเลยทีเดียว อาจจะเพราะว่าเริ่มหากินยาก จึงทำให้มีราคาแพง
“เ้าเก็บผักนี้ไปทำอันใดกันเสียมากมาย” ซ่งเวยหลงสงสัย เพราะตอนนี้ภรรยาของเขากำลังเก็บผักหนามอย่างเอาเป็เอาตาย
“ท่านไม่รู้อะไร ผักชนิดนี้ใช่ว่าจะหากินกันได้ง่ายๆ” เซี่ยซูมี่ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร จึงตีมึนพูดไม่รู้เื่ไปเลยก็แล้วกัน
ทางด้านซ่งเวยหลงได้แต่ยืนงงกับคำพูดของภรรยา ผักหนามนี่น่ะหรือที่บอกว่าหากินยาก มันจะไปหายากอะไร ในเมื่อมองไปทางไหนก็เจอ อีกทั้งยังมีมากจนคนไม่ค่อยกินกันเสียด้วยซ้ำ
“ท่านพี่ ท่านพี่เ้าคะ” เซี่ยซูมี่เผลอะโดีใจ เพราะจู่ๆ ก็พบเข้ากับต้นอะโวคาโด ซึ่งไม่รู้เหมือนกันว่ามันมาได้อย่างไร ใช่แน่ๆ จำไม่ผิดอย่างแน่นอน
“น้องหญิง มีอันใดหรือ?” ซ่งเวยหลงรีบวิ่งไปทางเสียงเรียกของหญิงสาว อีกทั้งเผลอเรียกว่าน้องหญิง ทั้งๆ ที่มันเป็คำพูดธรรมดาๆ ที่คนเป็สามีภรรยาใช้เรียกกัน แต่เขาเองก็ยังรู้สึกว่ามันยังไม่ถึงเวลา และในตอนนี้คิดว่าคงถึงเวลาที่เหมาะสม และสมควรที่จะเรียกนางอย่างที่ควรเรียกได้แล้ว
แต่เมื่อไปถึงกลับพบว่าหญิงสาวกำลังะโ เพื่อเก็บเ้าผลเขียวๆ นั่น ซึ่งเขาเองก็ไม่รู้ว่ามันคือผลอะไร ไม่รู้ว่าสามารถกินได้หรือไม่ เคยได้ยินว่ามีคนเอามันไปทำอาหารมาก่อน แต่กลับไม่มีรสชาติอะไรเลยนอกจากจืดและฝาดเป็บางลูก
“ท่านพี่ช่วยข้าด้วยเ้าค่ะ ข้าอยากได้ผลของมัน” เซี่ยซูมี่อ้อนราวกับเด็กน้อยที่เจอของถูกใจ มันย่อมถูกใจอย่างแน่นอน เพราะในยุคที่จากมาหญิงสาวกินมันเป็ประจำทุกวัน เนื่องจากว่าเป็ผลไม้ชั้นเยี่ยม มีไขมันดีที่ดีต่อสุขภาพอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
“เ้าจะเอาผลนี้ไปทำอันใด ไม่มีผู้ใดเขากินมันหรอก” ซ่งเวยหลงบอกกับภรรยาเสียงอ่อนนุ่ม เพราะท่าทางของนางตอนนี้ช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก บางครั้งตนก็รู้สึกเป็พ่อของนางมากกว่าเป็สามี เนื่องจากว่านางดูไร้เดียงสา ไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับป่าใหญ่ผืนนี้ แต่หากเป็การเจรจากับผู้คนด้วยกัน นางกลับฉลาดหลักแหลมอย่างหาที่จับได้ยาก
“ไม่มีคนกินใช่ว่าจะกินไม่ได้นี่เ้าคะ ข้าจะทำให้ท่านพี่กินเอง แต่ตอนนี้ท่านช่วยข้าเก็บก่อนเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่ไม่ยอมแพ้ อยากจะปีนขึ้นไปเก็บบนต้น แต่ติดที่ชุดไม่ค่อยเอื้อสักเท่าไหร่ หากดันทุรังปีนขึ้นไปมีหวังเหยียบชายผ้าตกลงมาเป็แน่
“เฮ้อ…ถ้าเช่นนั้นเ้าหลบมารอพี่ตรงนี้ก่อน พี่จะเก็บให้เ้าเอง” ซ่งเวยหลงถอนหายใจอย่างจนปัญญา เนื่องจากว่าหญิงสาวไม่ยอมฟังคำเตือนจากตนเลย
จากนั้นก็เอื้อมมือขึ้นไปเก็บผลเขียวๆ ให้กับภรรยา โดยที่นางคอยบอกลักษณะของผลที่จะต้องเก็บและผลที่จะต้องปล่อยให้มันโตเต็มที่เสียก่อน คงต้องพูดคุยอย่างจริงจัง เพราะหากเก็บไปแล้วมันมีพิษจะทำอย่างไร
“ขอบคุณเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่มองเข้าไปในตะกร้าที่สะพายหลังมาด้วย พบว่ามีผลอะโวคาโดอยู่ครึ่งตะกร้า คงต้องพอแค่นี้ก่อน เพราะยังต้องใส่อย่างอื่นด้วย
“อืม” ซ่งเวยหลงรู้สึกใจฟูเมื่อเห็นสายตาดีใจจนปิดไม่มิดของภรรยา ทำให้เขาต้องกลืนคำพูดที่จะสั่งห้ามนางไม่ให้ขนกลับไปบ้านลงคอไป
“ท่านพี่ลองชิมดูสิเ้าคะ” เซี่ยซูมี่บีบดูว่ามีลูกไหนที่สุกบ้าง พบว่ามีอยู่ 3-4 ลูกจึงใช้มีดสั้นที่พกติดตัวมาด้วยผ่าครึ่ง จากนั้นก็ลอกเปลือกของมันออกแล้วยื่นให้กับสามี
ซ่งเวยหลงกลับส่ายหัวปฏิเสธ พร้อมทั้งกำลังจะใช้มือแย่งผลเขียวๆ นั้นมาจากมือภรรยา กลายเป็ว่านางกลับยื่นเ้าผลเขียวๆ นั้นป้อนเข้าปากของตนเอง เพราะเซี่ยซูมี่เข้าใจผิดคิดว่าชายหนุ่ม้าให้ตนป้อน เมื่อเ้าเขียวๆ นั้นเข้าไปในปากซ่งเวยหลงจำเป็ต้องเคียวมันลงคอ ระหว่างนั้นเขาก็ขมวดคิ้ว พร้อมทั้งหลับตากลั้นใจกลืนลงไป แต่เมื่อลิ้นได้ััและรับรสชาติของมันจริงๆ กลับไม่ได้แย่อย่างที่คิด แม้ว่าจะไม่มีรสชาติอะไรเขากลับพบว่าความหอมและมันนั้นทำให้รู้สึกดีไม่น้อย
“เป็อย่างไรบ้างหรือเ้าคะ” เซี่ยซูมี่ลุ้นไปกับสามีด้วย แม้ว่าจะขำกับท่าทางกล้ำกลืนฝืนทนของเขาที่กินเข้าไปก็ตาม
“ไม่แย่อย่างที่คิด” ซ่งเวยหลงพูด เดิมทีคิดว่ารสชาติจะแย่จนไม่สามารถกลืนลงไปได้ แต่เมื่อได้ลองกินดูแล้วกลับพบว่ามันไม่ได้แย่ขนาดนั้น
“ข้าบอกท่านแล้วว่ากินได้ รอให้ถึงบ้านก่อนข้าจะทำให้ท่านพี่กินเ้าค่ะ หากมีน้ำผึ้งคงจะดีไม่น้อยเลยเ้าค่ะ” เซี่ยซูมี่กัดอะโวคาโดที่เหลือเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ บ่งบอกว่าชอบมันมาก
“หากเ้าชอบก็เก็บไปมากหน่อยก็แล้วกัน” ซ่งเวยหลงทำท่าที่จะปีนขึ้นไปเก็บลูกบนต้น แต่กลับถูกเซี่ยซูมี่ห้ามเอาไว้ก่อน
“เท่านี้ก่อนเ้าค่ะ เอาไปมากหากข้ากินคนเดียวก็คงไม่หมด เสียดายของเปล่าๆ” เซี่ยซูมี่พูดขึ้นอย่างน่าสงสาร ทำเอาคนตัวโตที่ได้ฟังใจอ่อนยวบ
“ใครบอกว่าเ้าจะได้กินคนเดียว พี่เองก็ชอบเ้าลูกเขียวๆ นี้ไม่น้อย เ้ารอพี่ด้านล่างนี้เถิด พี่ปีนขึ้นไปเก็บไม่นาน” พูดจบซ่งเวยหลงก็ปีนขึ้นไปยังต้นอะโวคาโดอย่างชำนาญ จากที่ตั้งใจว่าจะมาล่าสัตว์กลับกลายเป็ต้องมาปีนต้นไม้เพื่อเก็บผลไม้ให้ภรรยาเสียนี่
นอกจากอะโวคาโดแล้ว เซี่ยซูมี่ยังตัดหน่อไม้ไปอีก 3-4 หน่อ ตั้งใจว่าจะชวนสามีมาตัดหน่อไม้สำหรับดองเค็มเก็บเอาไว้กิน่ฤดูหนาว ใครบอกว่าหน้าหนาวผู้คนมักจะอดตาย แต่เท่าที่มองดูความอุดมสมบูรณ์ของป่าผืนนี้นั้น ยังมีอะไรอีกหลายอย่างให้เก็บเอาไปทำกินอีกมาก อยู่ที่ว่าจะขยันกันหรือไม่เท่านั้น แต่แล้วจู่ๆ สามีก็หยุดเดิน อีกทั้งยังทำมือให้เซี่ยซูมี่หยุดเดินตามเขาอีกด้วย
“มีอะไรหรือเ้าคะ?” เซี่ยซูมี่ขมวดคิ้วสงสัยแล้วถามออกไป
“ชู่ว…พี่ได้ยินเสียงหมูป่า” ซ่งเวยหลงพูดเสียงเครียด หากมีเพียงเขาคนเดียวคงไม่หวั่นใจสักเท่าไหร่ แต่นี่มีภรรยาตามมาด้วยเกรงว่านางจะไม่ปลอดภัย สายตาก็คอยสอดส่องหาที่ปลอดภัยให้กับหญิงสาว จากนั้นก็ตัดสินใจอุ้มร่างหญิงสาวขึ้นไปนั่งบนต้นไม้
“ว้าย” เซี่ยซูมี่ไม่คิดว่าสามีจะทำแบบนี้จึงร้องออกไปสุดเสียง
“อย่าลงมา รอพี่จัดการกับเ้าหมูป่าพยศนี่ก่อน” ซ่งเวยหลงสั่งเสียงเข้ม จากนั้นเขาก็วิ่งหาที่หลบซ่อนจากหมูป่าบ้าพลัง มันคล้ายหมูป่าที่กินยากล่อมประสาท ซึ่งไม่รู้ว่าเกิดเื่เช่นนี้ได้อย่างไร เซี่ยซูมี่เหงื่อแตกอยู่บนต้นไม้ ตอนนี้มือไม้สั่นไปหมด ไม่เคยเจอเหตุการณ์เสี่ยงตายเช่นนี้มาก่อน
ที่ต้องบอกว่าเป็เหตุการณ์เสี่ยงตาย เนื่องจากว่ามันมีขนาดตัวที่ใหญ่เป็อย่างมาก ใหญ่กว่าตัวที่สามีเคยเอาไปขายกับสหายอย่างอาจื่อเสียอีก แล้วเขาจะสู้กับเ้าหมูป่าบ้าพลังนั้นได้อย่างไรกัน แต่แล้วลูกดอกของหน้าไม้สามีก็พุ่งเข้าไปที่ต้นคอของหมูป่า ทำให้มันล้มลงไปตรงใต้เท้าของเซี่ยซูมี่ที่อยู่บนต้นไม้ ยังไม่วายมีลูกดอกพุ่งมาอีกอัน เพื่อทำให้มั่นใจแก่คนยิงว่าเ้าหมูป่าตัวนั้นได้สิ้นใจไปแล้ว
หลังจากที่หมูป่าล้มลงไป ซ่งเวยหลงก็ออกจากที่ซ่อนตัว จากนั้นก็เดินไปสำรวจเพื่อให้มั่นใจว่าหมูป่าจะไม่ลุกขึ้นมาทำร้ายพวกเขาได้อีก เมื่อเข้าไปใกล้และเห็นว่าหมูป่าสิ้นลมหายใจแล้ว เขาจึงเงยหน้าขึ้นไปหาภรรยา ตอนนี้ดวงตาของนางแดงก่ำทำเอาใจของเขาหล่นวูบรีบคว้าตัวหญิงสาวลงมาด้านล่าง
“ฮึก” เซี่ยซูมี่คล้ายว่าจะใจนสติแตก เพราะไม่เคยเกิดเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน เกิดมา 23 ปียังไม่เคยต้องลุ้นอะไรขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต ต้องหนีหมูป่าดุร้ายนั่นอีก ไหนจะเป็ห่วงความปลอดภัยของสามีอีก จะไม่ให้ใได้อย่างไรกัน
“ปลอดภัยแล้ว” ซ่งเวยหลงคว้าหญิงสาวเข้ามากอด หัวใจเขากระตุกเมื่อรู้ว่าหญิงสาวในอ้อมกอดร้องไห้ แม้จะไม่ใช่การร้องไห้ฟูมฟายมีเพียงสะอื้นเท่านั้นที่ไม่สามารถกลั้นเอาไว้ได้ ชายหนุ่มถือวิสาสะลูบหลังเพื่อปลอบโยน ในตอนที่เขาเด็กๆ ท่านพ่อมักจะปลอบโยนเช่นนี้ในคราที่ตนใกลัวสัตว์ดุร้าย
หลังจากที่ตั้งสติและได้รับไออุ่นจากอ้อมกอดของชายหนุ่ม เซี่ยซูมี่เองเริ่มกลับมาเป็เหมือนเดิม ตนแค่ไม่ทันตั้งตัวเท่านั้น ในคราแรกสามีบอกว่าได้ยินเสียงของหมูป่า ไม่คิดว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นเร็วจนทำให้ไม่ทันตั้งตัว เพราะกิ่งไม้ที่ตนอยู่ก็ใช่ว่าจะอยู่สูงจนหมูป่ามองไม่เห็น หรือหากมันเห็นแล้วจะทำอะไรไม่ได้
หากถามว่าทำไมถึงไม่ปีนขึ้นสูงๆ คงต้องบอกว่าในตอนนั้นก้าวขาไม่ออกแล้ว ทำได้เพียงบังคับตัวเองไม่ให้สั่นและส่งเสียงออกไป พยายามที่จะหายใจให้เบาที่สุด และเมื่อรู้สึกว่าปลอดภัยแล้วจึงได้ปลดปล่อยความรู้สึกทั้งหมดออกมา
“พี่ขอโทษที่พาเ้ามาเสี่ยงอันตราย” ซ่งเวยหลงโทษตัวเอง หากเขาไม่พานางมาด้วยคงไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้
“หากไม่มีท่านพี่อยู่ด้วยสิเ้าคะยิ่งน่ากลัว ต่อไปนี้ท่านไปไหนต้องพาข้าไปด้วยนะเ้าคะ อย่าทิ้งข้าไว้คนเดียว” เซี่ยซูมี่งอแงเป็เด็ก คิดแต่เพียงว่าไม่อยู่ห่างจากชายแข็งแกร่งคนนี้เด็ดขาด
“พี่สัญญา” ซ่งเวยหลงผละออกจากอ้อมกอด จากนั้นก็ประทับริมฝีปากที่หน้าผากมนเบาๆ ทั้งสองคนสบสายตากันอย่างลึกซึ้ง ทั้งคำพูดและแววตาไม่สามารถหลอกกันได้ โดยเฉพาะแววตาที่หนักแน่นคู่นั้น
เซี่ยซูมี่แม้ว่าจะใ แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธหรือผลักไส อีกทั้งยังหลับตาเพื่อรับััที่อ่อนโยนนี้ รู้สึกอบอุ่นใจมากขึ้นกว่าเดิมมากเมื่อได้รับััจากชายหนุ่ม