บทที่ 9 เขาอดทนมานานแล้ว
“คนในครอบครัวเดียวกันจะมาคิดเล็กคิดน้อยแบบนี้ได้ยังไง ใครมีเวลาก็ดูแลกันไป” ฟ่านหลานจือพูดอย่างกระอักกระอ่วน
ยัยเด็กแสบฟ่านซีซีนี่ปากคอเราะร้ายจริง ๆ
“แล้วอาหญิงล่ะ ไม่ได้ทำงานไม่ใช่เหรอ มีเวลาตั้งเยอะ ทำไมไม่เห็นไปดูแลย่าบนเตียงบ้างล่ะ?”
“ช่างเถอะ ฉันไม่เถียงกับเธอแล้ว ในเมื่อไม่ต้อนรับ พวกเราไปก็ได้” ฟ่านหลานจือไม่เอ่ยอะไรต่อ เธอรีบเดินหนีออกไปท่ามกลางสายตาตำหนิของทุกคน
ส่วนฟ่านไฉ่จือที่ปกติไม่ค่อยพูดค่อยจา มักจะทำตามพี่สาวทั้งสองคนราวกับเป็ผู้ติดตาม เมื่อเห็นท่าไม่ดี เลยยัดซองแดงใส่มือพี่ชายคนโตอย่างรวดเร็วแล้วรีบจากไป โดยที่ฟ่านซีซียังไม่ทันจะได้ไล่
ฟ่านจื้อซิงกำซองแดงในมือด้วยความรู้สึกสับสน เขามองน้องชายฟ่านจื้อเกาที่ยืนนิ่งไม่ไปไหน พลางเอ่ยถามเสียงเบา “นายจะอยู่กินข้าวแล้วค่อยไป หรือจะกลับเลย”
จริง ๆ แล้วฟ่านจื้อเกาก็อยากไป แต่พอคิดถึงสถานการณ์ยากลำบากของตัวเอง เขากลับคุกเข่าต่อหน้าพี่ชาย
“พี่ใหญ่ ขอผมยืมเงินหน่อยได้ไหม ผมขอร้องล่ะ ผมอยู่ไม่ไหวแล้ว”
ฟ่านจื้อซิงถึงกับอึ้ง “ยืมเงิน? นายได้เงินรื้อถอนเยอะที่สุดนี่ ยังจะมาขอยืมเงินฉันอีกเหรอ?”
ฟ่านซีซีเบ้ปาก “เอาห้าแสนไปเล่นพนันจนหมดแล้วล่ะสิ น่าภูมิใจจริง ๆ!”
ฟ่านจื้อซิงใ รีบดึงฟ่านจื้อเกาที่คุกเข่าอยู่ขึ้นมา “นายไปเล่นพนันอีกแล้วเหรอ?”
“ผม ผมไม่ได้เล่น ผมแค่เสียไปสองแสน ที่เหลือโดนยัยต้าเฟินมันโกงไปหมด ผมอยู่ไม่ไหวแล้วจริง ๆ ผมไม่ได้กินอะไรมาสามวันแล้ว พี่ใหญ่ ขอยืมเงินหน่อยเถอะ! ั้แ่เด็กจนโต มีแต่พี่ที่ดีผมที่สุด…”
ฟ่านซีซีมองดูอยู่ข้าง ๆ อยากจะเตะอาชายสักที สำหรับเธอ คนแบบนี้ไม่สมควรได้รับความเห็นใจ
“ไม่ได้กินข้าวสามวัน พูดจาเสียงดังฟังชัดเชียวนะ! เงินโดนโกงไป ก็ไปแจ้งความสิ” เดิมทีฟ่านจิ่นเฉิงกำลังต้อนรับญาติฝั่งตัวเองอยู่ พอรู้ว่าญาติฝั่งฟ่านซีซีมาป่วน ก็รีบเดินมาทันที
ไม่คิดว่าจะมาได้เห็นฟ่านจื้อเกาตีหน้าเศร้าขอความสงสารแบบนี้
ฟ่านจื้อซิงได้สติ แล้วรีบบอก “ใช่! พวกนายยังไม่ได้หย่ากัน เงินโดนโกงไปเป็เื่ใหญ่ ไปแจ้งความสิ ตามหาตัวเธอให้เจอ ถ้านายไม่ได้กินข้าวมาสามวัน…ซีซี เอาขนมปังสองห่อกับนมกล่องหนึ่งให้อาลูกกินระหว่างทางด้วยสิ จะได้ไม่หิว”
“ได้ค่ะ!” ฟ่านซีซีเห็นพ่อพูดแบบนั้น ก็รีบหยิบขนมปังสองห่อกับนมสองกล่องใส่ถุง แล้วยื่นให้ฟ่านจื้อเกาทันที
“อาชายไปเถอะค่ะ มีเงินค่ารถไหมคะ? งั้นเอาเงินหนึ่งหยวนไปขึ้นรถนะคะ” พอพูดจบ เธอก็หยิบเงินหนึ่งหยวนจากลิ้นชักส่งให้เขา
ฟ่านจื้อเกาถึงกับมึนไปเลย แค่หนึ่งหยวน?
เขาทิ้งศักดิ์ศรีคุกเข่าลงไป เพียงเพื่อแลกกับขนมปังสองห่อ นมสองกล่อง และเงินหนึ่งหยวน?
“ไปเถอะ! ใคร ๆ ก็บอกว่าผู้ชายมีทองคำอยู่ใต้เข่า แต่ภรรยาของคุณหนีไปพร้อมกับเงิน คุกเข่าอยู่แบบนี้จะมีประโยชน์อะไร” ลูกค้าที่กำลังเข้ามาจับจ่ายซื้อของในร้านเอ่ยปากด้วยความเห็นใจ
“ผมไปส่งอาจื้อเกาเอง!” ไม่รู้ว่าฟ่านจิ่นเฉิงคิดอะไรอยู่ จู่ ๆ เขาก็เสนอตัวอย่างใจดี พยุงตัวฟ่านจื้อเกาออกจากร้านไป
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ฟ่านซีซีจึงเดินตามหลังไปอยู่ครู่หนึ่ง ยิ่งดูเธอก็ยิ่งพบว่าพี่จิ่นเฉิงของเธอช่างแข็งแรงจริง ๆ แค่ใช้แรงไม่เท่าไหร่ก็อุ้มอาชายจนเท้าลอยจากพื้น แถมอาชายยังทำหน้าตาแค้นเคืองราวกับมีปากแต่พูดไม่ได้
ว้าว...จู่ ๆ เธอก็อยากจะลองัักล้ามเนื้อบนแขนของพี่จิ่นเฉิงเหลือเกิน
แท้จริงแล้ว ฟ่านจิ่นเฉิงรู้มาตลอดว่าฟ่านซีซีเดินตามหลังเขามา พอส่งฟ่านจื้อเกาเสร็จ เขาจึงทำทีเป็เดินไปล้างมือที่ก๊อกน้ำรดต้นไม้ข้างทาง
ฟ่านซีซีฉวยโอกาสเดินเข้าไปหา แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ก็ถูกฟ่านจิ่นเฉิงที่ลุกขึ้นยืนอย่างกะทันหันอุ้มขึ้นในท่าเ้าสาว
“ตามฉันมาทำไม?”
ฟ่านซีซีหน้าแดงก่ำ แกว่งเท้าไปมา “วางฉันลงเถอะ”
ฟ่านจิ่นเฉิงเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว จนถึงพื้นทางเดินที่แห้งสนิท จึงยอมวางเธอลง
“ต่อไปนี้เวลาเดินก็มองทางด้วย”
ฟ่านซีซีรู้สึกงงเล็กน้อย เธอก็มองทางแล้วนี่นา!
“กลับกันเถอะ” เขาพูดพร้อมกับลูบหัวเธอเบา ๆ
เขาไม่อยากให้เด็กคนนี้รู้ตัวว่า จริง ๆ แล้วเขาแค่อยากจะกอดเธอขึ้นมาเฉย ๆ
ยิ่งไปกว่านั้น เขาอดทนมานานแล้ว
…...
วันรุ่งขึ้นหลังจากงานเลี้ยงย้ายบ้าน ร้านอีเหรินก็เปิดทำการอย่างเป็ทางการ
เนื่องจากเป็่เปิดร้านใหม่จึงมีการจัดโปรโมชัน สินค้าต่าง ๆ ลดราคาถูกมาก ลูกค้าที่แวะเวียนเข้ามาจึงค่อนข้างหนาตา
สินค้าที่ดึงดูดใจผู้คนมากที่สุดเห็นจะเป็ผักและผลไม้สดใหม่นานาชนิดของร้าน แม้จะเป็แค่ผักธรรมดา ๆ แต่กลับดูน่ารับประทานอย่างยิ่ง
พนักงานขายจากโครงการ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ ก็หัวไวไม่เบา พวกเขาถือโอกาสนี้มาตั้งบูธขายบ้านอยู่หน้าร้าน แถมยังช่วยโปรโมตร้านให้ด้วยซ้ำ และยังชวนญาติพี่น้องของตัวเองให้มาซื้อของที่ร้านอีกด้วย
คนที่มองเหตุการณ์อยู่ไกล ๆ โดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ พากันคิดว่ามีคนมากมายแห่แย่งกันซื้อบ้าน ทำให้มีคนสนใจแวะเวียนเข้ามาดูบ้านเพิ่มขึ้น
วันต่อมา ฟ่านซีซีพบว่าราคาบ้านในโครงการ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ พุ่งสูงขึ้นไปอีก จากเดิมตารางเมตรละ 500 หยวน ตอนนี้กลายเป็ 561 หยวนแล้ว
ฝ่ายหลิ่วซิ่งฟางและเฉินเยว่อิงนั้นต่างก็รู้สึกยินดีกับราคาบ้านที่สูงขึ้น แต่สำหรับฟ่านซีซีแล้วกลับไม่ได้รู้สึกดีใจเท่าไหร่
เพราะเธอยังอยากซื้อบ้านเพิ่มอีก แต่เธอยังเก็บเงินไม่พอ ราคาบ้านก็ดันขึ้นเสียแล้ว
เธออยากให้ราคาบ้านถูกแบบนี้ไปเรื่อย ๆ สักสองสามปีค่อยขึ้นก็ยังไม่สาย
แน่นอนว่าราคาบ้านโดยรวมในตอนนี้ยังถือว่าถูกอยู่
“ซีซี ฉันคำนวณคร่าว ๆ แล้ว รายรับทั้งหมดของร้านเราก็ปาเข้าไปหมื่นกว่าหยวนแล้วนะ พวกเราไปซื้อบ้านเพิ่มอีกสักหลังดีไหม?” หลิ่วซิ่งฟางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแ่เบา
ตอนนี้ทุกครั้งที่ได้ยินลูกค้าในร้านพูดคุยกันเื่ราคาบ้านในโครงการ ‘ไจ้สุ่ยอีฟาง’ เธอก็รู้สึกอยากจะซื้อบ้านเพิ่มขึ้นมาทันที
ฟ่านซีซีตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “หมื่นกว่าหยวนนั่นมันกำไรขั้นต้นนะคะ กำไรสุทธิไม่ได้เยอะขนาดนั้นหรอกค่ะ ตอนนี้ยังไม่ต้องซื้อบ้านก็ได้ แต่เราไปซื้อที่ดินเก็บไว้ก่อนดีกว่าค่ะ”
“เธออยากได้ที่ดินขนาดเท่าไหร่ ฉันจะให้จิ่นเฉิงไปดูให้ เดี๋ยวพรุ่งนี้พวกเธอต้องไปเรียนกันแล้ว คงจะหาเวลาว่างได้ยาก”
“ซื้อให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้! อ้อ จริงสิ ป้าหลิ่วคะ ป้าให้เงินหนูสองพันหยวนก่อนได้ไหม หนูจะไปหาคนออกแบบกล่องของขวัญผลไม้ กล่องสวย ๆหน่อย เวลาเอาไปให้ใคร เขาจะได้รู้สึกดี ขายก็ได้ราคาดีด้วย”
หลิ่วซิ่งฟางตาเป็ประกาย “จริงด้วย! เป็ความคิดที่ดี”
พอพูดจบ เธอก็หยิบเงินสองพันหยวนให้ฟ่านซีซีอย่างไม่ลังเล แล้วถามว่า “พอหรือเปล่า จะเอาเพิ่มอีกไหม?”
“ถ้าไม่พอ หนูจะมาขอป้าอีกทีค่ะ”
“ซีซี หลังจากย้ายบ้านแล้ว เธอกับจิ่นเฉิงอยู่ไกลจากโรงเรียนมาก จิ่นเฉิงเปิดเทอมก็ขึ้นมัธยมปลายปี 3 ส่วนเธออยู่มัธยมปลายปี 2 เวลาเลิกเรียนไม่ตรงกัน พวกเธอจะอยู่หอพักในโรงเรียนเลยไหม?”
ฟ่านซีซีคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วส่ายหัว “หนูว่าจะไปหาเช่าบ้านอยู่แถว ๆ โรงเรียนค่ะ”
การอยู่หอพักในโรงเรียนนั้นไม่ค่อยสะดวก แถมบ้านของพวกเขาก็อยู่ไกล การเช่าบ้านน่าจะเป็ทางออกที่ดีที่สุด ที่สำคัญคืออิสระและสะดวก
แต่หลิ่วซิ่งฟางกลับทำหน้ากังวล “ซีซี เธอกับจิ่นเฉิงยังเด็กอยู่เลยนะ ไม่เหมาะที่จะออกไปเช่าบ้านอยู่ข้างนอก มันไม่ค่อยดี”
ฟ่านซีซีหน้าแดงก่ำ รีบอธิบายเสียงเบา “หนูเช่าคนเดียว ไม่ได้อยู่กับพี่จิ่นเฉิงสักหน่อย”