บทที่ 29 คนอยู่ไหน?
ลู่จือฉิงยืนตะลึงอยู่กับที่ เซี่ยมู่เพิ่งจะอายุเพียงห้าขวบเอง ใครกันที่สอนเขาว่า ‘ที่ที่อันตรายที่สุดก็คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด’ แม้แต่ลู่จือฉิงเองก็เพิ่งเคยได้ยินตอนอายุสิบกว่าขวบจากในทีวี
เซี่ยมู่มองลู่จือฉิงรอฟังความคิดเห็นของนางลู่จือฉิงพยักหน้าอย่างประหลาดใจ “เอาตามที่เจ้าว่าก็แล้วกัน”
เมื่อได้รับความเห็นชอบ เซี่ยมู่ก็บอกให้ลู่จือฉิงเอาห่อผ้าลงมา ทั้งสองคนหยิบเสื้อผ้าออกมาจากห่อ ผึ่งไว้บนพื้นเตรียมที่จะนั่งอยู่ตรงนี้ทั้งคืน
ขณะเดียวกันที่หอนางโลมบนถนนยาวก็คึกคักมาก ชิวหลินรุ่ยได้รับเสียงปรบมืออย่างล้นหลามจากบทกลอน “เมื่อดอกไม้บาน ควรรีบเด็ด อย่ารอให้ดอกไม้โรยรา แล้วเด็ดได้เพียงกิ่งก้าน” ไม่ว่าจะมีเรื่องรูปร่างหน้าตามาเกี่ยวข้องหรือไม่ อย่างน้อยเสียงปรบมือที่ได้รับก็เป็นเสียงที่ดังที่สุด
แน่นอนว่าผู้ดูแลก็ยินดีเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าหอนางโลมจะเป็นการค้า แต่ก็ยังต้องติดต่อกับทางการ ใครจะอยากไปทำให้ราชวงศ์ไม่พอใจเพราะการแข่งขันเล็ก ๆ น้อย ๆ เล่า
ยิ่งไปกว่านั้นชิวหลินรุ่ยก็สมกับชื่อเสียงของเขา บทกวีก็ดี คนก็ชอบ หอนางโลมจะไม่ยอมทำตามน้ำเพื่อเอาใจเขาได้อย่างไร ที่หนึ่งเป็นถึงองค์ชายสาม ใครจะกล้าพูดอะไร
ด้วยเหตุนี้ชิวหลินรุ่ยจึงชนะการแข่งขันประชันกวีของหอนางโลมได้อย่างสวยงาม ไม่เพียงแต่จะได้สาวงามกลับไปเท่านั้น แต่ยังช่วยเป็นหน้าเป็นตาของหอนางโลมได้อีก เชื่อว่างานประชุมนักสะสมของหอนางโลมในปีนี้จะต้องคึกคักเป็นพิเศษอย่างแน่นอน
ผู้ดูแลถือภาพวาดของชายหนุ่มรูปงามผู้ปราดเปรื่องขึ้นมา ท่ามกลางเสียงโหวกเหวกชิวหลินรุ่ยไม่ขยับเขยื้อน แน่นอนว่ามีคนขึ้นมาจากข้างล่างเพื่อรับภาพวาดไป
ชิวหลินรุ่ยได้รับภาพวาดแล้ว ก็เดินลงจากเวทีโดยไม่พูดอะไรสักคำ เหล่าผู้ติดตามหลายสิบคนก็เตรียมทางไว้ให้แล้ว ในตอนนี้ ผู้ดูแลก็เข้ามาขวางทางไว้ พร้อมกับยิ้มอย่างนอบน้อมและกล่าวว่า “คารวะท่านอ๋องรุ่ย ขอแสดงความยินดีกับองค์ชายที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ แต่ว่า... เอ่อ... สาวงามประจำหอนางโลม…”
ยังไม่ทันจบประโยคดี ก็มีหญิงสาวคนหนึ่งวิ่งออกมาจากหอนางโลม ฝูงชนส่งเสียงอุทานออกมาพร้อมกัน จากนั้นก็ซุบซิบนินทากันไปมา ท่าทางการนินทาก็ด้อยกว่าตอนที่องค์ชายสามออกโรงเมื่อครู่เท่านั้น
ไม่ต้องตำหนิผู้คนที่ทำเป็นเรื่องใหญ่โต หญิงสาวที่มาคนนี้ช่างไม่ธรรมดาจริง ๆ นางก็คือ ‘ดอกท้อ’ ที่ผู้ดูแลพูดถึง นางโลมหมายเลขหนึ่งของหอนางโลม
หงจวงเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งของหอนางโลมแห่งแรกในเมืองหลวง โดยปกติแล้วหากไม่มีเงินถึงร้อยตำลึงก็ไม่มีทางได้เห็นแม้แต่ชายเสื้อของนาง วันนี้ทุกคนที่อยู่ในงานโชคดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นนางวิ่งออกมาจากหอนางโลม
มีข่าวลือว่าสาวงามหงจวงนั้นมีรูปโฉมงดงามดั่งเทพธิดา บุรุษที่ได้พบเห็นต่างหลงใหลจนไม่อยากแต่งงานกับหญิงอื่น ทุกคนต่างเขย่งเท้าขึ้นเพื่อที่จะได้ยลโฉมหญิงงามในตำนานผู้นี้ว่าจะมีรูปโฉมงดงามดั่งที่เล่าลือหรือไม่ แต่วันนี้ก็ยังไม่มีใครได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงของหงจวง
นางสวมชุดขาวราวกับดอกลั่นทมสีขาวที่บานสะพรั่งท้าลม ถูกปกคลุมด้วยผ้าคลุมสีขาวบางเบา เผยให้เห็นโฉมหน้าเพียงเลือนราง แต่รูปร่างของนางช่างงดงามยิ่งนักหาใครเทียบได้ไม่ แม้จะไม่ได้เห็นโฉมหน้าที่แท้จริงแต่ก็เพียงพอที่จะทำให้ทุกคนที่อยู่ในงานต่างตกตะลึงในความงามของนางได้แล้ว
หงจวงเดินมาจากด้านหลัง ชิวหลินรุ่ยรู้สึกว่ามีคนอยู่ข้างหลังแต่ไม่รู้สึกถึงเจตนาร้ายจึงเดินต่อไป
หงจวงไม่สนใจฐานะหญิงงามอันดับหนึ่งของตน นางคุกเข่าลงและกล่าวว่า “ท่านอ๋องรุ่ย ในเมื่อท่านชนะแล้ว อย่างนั้นก็…”
แม้ว่านางจะเป็นหญิงงามจากหอนางโลม แต่ก็อดไม่ได้ที่จะทำให้ผู้คนต้องถอนหายใจกับความไร้ยางอายของนาง ทั้งที่ได้ประกาศไปแล้วว่าผู้ชนะจะได้รับสิทธิ์ในการค้างคืนกับนาง แต่เขาก็เดินจากไป นั่นก็เห็นได้ชัดแล้วว่าเขาไม่ได้สนใจ
การที่นางวิ่งตามเขามาเช่นนี้ ไม่เพียงแต่จะทำให้เขารำคาญ แต่ยังทำให้คุณค่าของตัวเองลดลงอีกด้วย ผู้ใดจะยังมองว่านางเป็นหญิงงามที่สูงส่งอีก?
หงจวงเป็นผู้ที่ผ่านโลกีย์มาอย่างโชกโชน นางไม่น่าจะไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ เหตุผลที่นางกล้าวิ่งตามเขามา อาจเป็นเพราะว่าท่านอ๋องรุ่ยเป็นคนที่พบเจอได้ยาก นางจึงกล้าเดิมพันทุกอย่างเพื่อโอกาสครั้งนี้
แต่ดูเหมือนนางจะไม่รู้จักท่านอ๋องรุ่ยดีพอ เขาไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ ออกมา ไม่แม้แต่จะมองนาง เขาพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “พวกเจ้าตายกันหมดแล้วหรือ?”
แม้ว่าเสียงของเขาจะไม่ดังมาก แต่ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนได้ยิน ข้ารับใช้ที่ติดตามมาต่างตกใจกลัวจนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่ว่าหงจวงจะสวยงามเพียงใด แต่ท่านอ๋องรุ่ยคือเจ้านายที่แท้จริง
ข้ารับใช้ห้าหกคนเข้ามาลากหงจวงออกไป ท่านอ๋องรุ่ยไม่แม้แต่จะมองนางเลยแม้แต่น้อย หญิงงามอันดับหนึ่งของหอนางโลมในตำนาน กลับไม่มีค่าอะไรในสายตาของท่านอ๋องรุ่ย
เหตุการณ์นี้ทำให้ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกตะลึง หรือว่าท่านอ๋องรุ่ยผู้นี้จะเป็นอย่างที่เล่าลือกันจริง ๆ ที่ว่าไม่สนใจสตรีเพศ แต่เป็นชายรักชาย
ชิวหลินรุ่ยไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อหญิงงามอันดับหนึ่งอยู่แล้ว วันนี้เขามาที่นี่เพื่อหนังสือภาพวาดของหลินหลาง แม้ว่าชิวหลินรุ่ยจะรักการวาดภาพ แต่เขาก็ไม่ได้มาเพื่อหลินหลางจริง ๆ การที่เขาต้องการหนังสือภาพวาดเล่มนี้ก็เพื่อคนที่ชื่อลู่จือฉิง
ชิวหลินรุ่ยมองไปรอบ ๆ ข้ารับใช้หลายสิบคนอยู่ครบทุกคน แต่ละคนมีรูปร่างสูงใหญ่และพกดาบไว้ที่เอว แต่ก็ไม่เห็นเงาของคนสองคนที่คุ้นเคย
ชิวหลินรุ่ยมองไปรอบ ๆ อีกครั้ง แต่ก็ไม่เห็นเงาของคนทั้งสอง เขาขมวดคิ้ว สีหน้าเย็นชาเหมือนน้ำแข็งแตกละเอียด เสียงของเขาทุ้มต่ำเหมือนเมฆดำก่อนฟ้าผ่า “คนอยู่ไหน?”
ตอนแรกข้ารับใช้ยังงุนงงแต่เพียงชั่วพริบตาก็มีคนเข้าใจทันที เมื่อเข้าใจแล้วก็รีบคุกเข่าลง ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและสิ้นหวัง
พวกเขาทำคนของท่านอ๋องรุ่ยหายไป ทำคนหายไปต่อหน้าต่อตาท่านอ๋องรุ่ยความผิดนี้ไม่สามารถปฏิเสธได้ แต่ก็ไม่อาจรับผิดชอบได้เช่นกัน หากท่านอ๋องรุ่ยลงโทษพวกเขาเพราะความประมาทเลินเล่อ พวกเขาคงไม่รอ
ในเวลาไม่นานข้ารับใช้ทั้งหมดก็คุกเข่าลง ประชาชนที่อยู่รอบ ๆ ก็รู้สึกได้ว่ามีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น จึงถอยหลังออกไปอย่างรู้งาน ชิวหลินรุ่ยยืนอยู่ตรงกลางถึงสีหน้าจะดูเรียบเฉยแต่แววตานั้นเต็มไปด้วยความโกรธ
ลู่จือฉิง นางกล้ามากที่หลอกล่อให้เขาพาออกมา แล้วจะได้รู้ว่าเขาน่ะมีความสามารถเพียงใด!
ชิวหลินรุ่ยหรี่ตาลงแผ่รังสีน่าเกรงขาม ข้ารับใช้ต่างเหงื่อแตกพลั่ก เขาพูดว่า “ตอนนี้ไปตรวจสอบที่พักทุกแห่ง ถึงแม้จะต้องพลิกเมืองหลวงก็ต้องหาคนให้พบ!”
ไม่บ่อยนักที่เจ้านายของพวกเขาจะพูดด้วยน้ำเสียงที่รุนแรงเช่นนี้ ข้ารับใช้หลายสิบคนรับคำสั่งทันที ก้มตัวถอยหลังและออกเดินทางไปตรวจสอบที่พักแต่ละแห่งในทันที
แม้ท่านอ๋องรุ่ยจะไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้นแต่พวกเขาก็รู้ดีว่า หากไม่สามารถพาตัวคนกลับมาได้ พวกเขาจะต้องเผชิญกับการลงโทษที่โหดร้ายทารุณอย่างแน่นอน
การให้รางวัลและลงโทษอย่างชัดเจน เป็นแนวทางปฏิบัติที่จวนอ๋องรุ่ยยึดถือมาโดยตลอด
ชิวหลินรุ่ยเดินไปข้างหน้าคนเดียว เยว่ชูหลิงก็หายไปไหนไม่รู้ เขาถือหนังสือภาพวาดของหลินหลาง เดินไปตามถนนที่ประดับประดาด้วยแสงไฟอย่างไม่รีบร้อน เหมือนคุณชายที่กำลังเดินเล่นสบาย ๆ
แม้จะอยู่คนเดียว แต่รัศมีของเขาก็ทำให้ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ ชิวหลินรุ่ยเดินทวนกระแสผู้คนต่อไป ราวกับว่าเขากำลังเดินสวนทางกับโลก
ดอกไม้ไฟเบ่งบานอย่างงดงามด้านหลังเขา ในช่วงเวลานั้นท่าทางของเขาดูเปล่าเปลี่ยว แม้ว่าเขาจะอยู่คนเดียวแต่ไม่มีผู้ใดในจวนอ๋องมีวรยุทธ์เทียบเท่าเขาได้ ดังนั้นข้ารับใช้จึงไม่ต้องกังวลอะไรเมื่อท่านอ๋องรุ่ยกลับไปที่จวนเพียงลำพัง
แม้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะมีมือสังหารจำนวนมากที่พยายามเข้ามาในจวนอ๋อง แต่ถ้าชิวหลินรุ่ยไม่สามารถรับมือได้ก็ไม่มีใครสามารถปกป้องเขาได้อีกแล้ว
ชิวหลินรุ่ยกลับไปที่จวนคนเดียว พ่อบ้านสูงวัยตะโกนเสียงดังว่า “ท่านอ๋องรุ่ยกลับจวนแล้ว”
ครั้งนี้ไม่รู้ว่าตะโกนบอกใคร ชิวหลินรุ่ยเดินกลับไปที่ห้องโถงหลักอย่างช้า ๆ เรียกองครักษ์กันทั้งหมดในจวนมาประชุมและพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “ลู่จือฉิงและเซี่ยมู่หนีออกจากจวนทั้งสองคนเป็นสายลับ ข้าให้เวลาพวกเจ้าสามวันในการตามหาคนให้พบ!”
“รับทราบ!” เหล่าองครักษ์ตอบพร้อมกัน ก่อนจะถอยกลับและเตรียมตัวออกไป