เนื่องจากชาติก่อนเผชิญกับความไม่มั่นคงมากมายชาตินี้ได้ข้ามมิติมาอยู่ในยุคที่ไม่มีซอมบี้ซูอี้หว่านจึงไม่อยากจะหาเรื่องใส่ตัวอีก นางเพียงอยากใช้ชีวิตอย่างสงบสุขแต่นั่นไม่ได้หมายความว่านางเป็นคนที่เอาแต่หลีกหนี
ในฐานะผู้รักษายามเห็นคนบาดเจ็บสาหัสอยู่ตรงหน้า นางย่อมไม่อาจเมินเฉย
"ท่านพูดถูกแล้วรูปลักษณ์ภายนอกบ่งบอกว่าเขาเป็นผู้ที่ฝึกฝนการต่อสู้มาเป็นเวลานานผู้ที่ตามล่าเขาก็ต้องมิใช่คนธรรมดา แต่พวกเราจะเมินเฉยต่อความตายได้อย่างไร"
ซูอี้หว่านแย้มยิ้มจางๆ"ท่านมิต้องกังวลจนเกินไป ในตอนนี้มิมีผู้ใดตามมาคิดว่าคนเหล่านั้นคงถูกสลัดหลุดไปแล้ว คงมิมีเรื่องใด"
กล่าวจบซูอี้หว่านก็หันไปบอกให้ผู้ช่วยทั้งสองออกไปกวาดล้างร่องรอยทั้งหมดที่หน้าประตูและบนถนนช่วงนี้เพื่อไม่ให้มีผู้ใดตามมาภายหลัง
โชคดีที่ในเวลานี้ดูเหมือนจะไม่มีผู้ใดสัญจรผ่านถนนเส้นนี้ถือว่าชายผู้นี้ยังดวงดีอยู่บ้าง
ถึงกับล้มลงที่หน้าสถานพยาบาลของพวกนางได้อย่างพอดิบพอดีนับว่าเป็นวาสนา
เมื่อได้ฟังนางกล่าวเช่นนั้นท่านหมอเฉียนทำได้เพียงพยักพเยิด ทว่าความกังวลในใจยังคงมิคลายลงเท่าใดนัก
เมื่อตรองดูแล้วเขายังคงรู้สึกว่า จำเป็นต้องแจ้งเรื่องนี้ให้ท่านอ๋องทราบเสียก่อนเพื่อป้องกันมิให้เกิดเรื่องร้ายขึ้นโดยที่ท่านอ๋องมิได้ทันระวังตัว
เมื่อคิดเช่นนั้นเขาจึงอ้างว่าที่เรือนมีธุระ ต้องกลับไปสักครู่หนึ่ง แล้วจึงออกจากสถานพยาบาลไป
ซูอี้หว่านมิได้คิดอันใดมากนักหลังจากตรวจสอบอาการของชายผู้นั้นอีกครั้งเห็นว่าเขามิได้มีท่าทีว่าจะเป็นไข้ในขณะนี้ ก็มิได้กังวลจนเกินไป
แค่ดูแลเขาให้ดีมิให้บาดแผลอักเสบ ให้ยาบำรุงโลหิตเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย สักพักก็คงหายดีมิมีอันตรายถึงชีวิต
ซูอี้หว่านผ่อนลมหายใจออกมาหันกายกลับไปนั่งที่โต๊ะ หยิบตำราแพทย์ฉบับก่อนหน้าขึ้นมาอ่าน
ตำราแพทย์ฉบับนี้เป็นของสะสมของท่านหมอเฉียนในนั้นมีตำรับยาบางส่วนแม้แต่ตำราแพทย์ที่นางรวบรวมมาจากทั่วทุกสารทิศในมิติของซูอี้หว่านก็ยังไม่มีดังนั้นซูอี้หว่านจึงให้ความสำคัญกับคุณค่าของตำราแพทย์เล่มนี้มากและขอบคุณท่านหมอเฉียนที่ยินดีให้นางยืมอ่าน
ก็เพราะเหตุนี้เองนางจึงใจกว้างมอบชุดเครื่องมือผ่าตัดให้แก่หมอเฉียน หากมิใช่เช่นนั้นนางคงเสียดายยิ่งนัก
สถานพยาบาลกลับมาเงียบสงบอีกครั้งผู้ช่วยทั้งสองกวาดล้างร่องรอยด้านนอกเสร็จแล้ว ก็กลับไปรอที่หลังโต๊ะกุ้ยไถในเวลานี้ทั้งสองมิใคร่หวังว่าจะมีผู้ป่วยเข้ามามิเช่นนั้นหากมีผู้ใดเห็นว่าสถานพยาบาลของพวกเขามีคนนอนอยู่เช่นนี้นั่นย่อมไม่ดีนัก
ซูอี้หว่านไม่ได้กังวลในเรื่องนี้เท่าใดนักเนื่องจากเตียงที่ชายผู้นั้นนอนอยู่นั้นมีม่านกั้นไว้ หากมีผู้ป่วยมาจริงๆหากไม่ได้เข้าไปด้านใน ก็ย่อมไม่อาจพบเห็นได้
มิเช่นนั้นนางคงสั่งให้ผู้ช่วยปิดประตูไปแล้วไยจะต้องรออยู่ที่นี่?
ท่านหมอเฉียนมาหยุดอยู่หน้าประตูเรือนตระกูลซูด้วยความลังเลใจจึงเดินวนเวียนอยู่ด้านนอก ไม่รู้จะทำเช่นไรถึงจะเข้าไปพบพวกเขาได้
หากกล่าวโดยตรงว่าตนมาหาเซียวจวิ้นอันมิใช่ว่าจะทำให้ผู้คนสงสัยหรอกหรือ เนื่องจากใครๆต่างก็ทราบดีว่าเขาเป็นหมอหลวงที่ออกมาจากในวังหากแสดงท่าทีว่ารู้จักเซียวจวิ้นอันก็ง่ายที่จะทำให้ผู้คนสงสัยในฐานะของเซียวจวิ้นอัน
แต่หากมิบอกเรื่องนี้ให้เซียวจวิ้นอันทราบเขาก็รู้สึกไม่สบายใจ เมื่อคิดเช่นนี้ก็อดมิได้ที่จะกลุ้มใจสุดประมาณถอนหายใจเฮือกหนึ่ง เดินไปที่หน้าประตูเรือนตระกูลซู หยุดฝีเท้าลังเลที่จะก้าวไปข้างหน้า แล้วก็ดึงเท้ากลับมา ลังเลไปมาอยู่หลายครา
เมื่อเซียวจวิ้นอันเดินมาถึงหน้าประตูสิ่งที่เขาเห็นก็คือท่าทางที่กลัดกลุ้มของท่านหมอเฉียน
เมื่อทราบว่าอีกฝ่ายต้องมีเรื่องราวบางอย่างจะบอกกับตนเซียวจวิ้นอันจึงหยุดฝีเท้า แล้วจงใจกระแอมไอเบาๆ เป็นดังที่คาดไว้ท่านหมอเฉียนได้ยินเสียงของเขาก็หันขวับมามองด้วยสีหน้ายินดี
ท่านหมอเฉียนขยับปากราวกับจะพูดอะไรบางอย่างเซียวจวิ้นอันผงกศีรษะรับ ก่อนจะส่งสายตาให้เขาอย่างมีความหมายท่านหมอเฉียนรับรู้ความหมายนั้นได้โดยพลันจากนั้นทั้งคู่ก็เดินไปยังเรือนของท่านหมอเฉียน
ระหว่างทางทั้งสองเว้นระยะห่างกันช่วงหนึ่ง มิได้แตกต่างจากผู้คนที่สัญจรไปมาโดยทั่วไปราวกับไม่รู้จักกันโดยสิ้นเชิง
รอจนกระทั่งเข้ามาในลานเรือนท่านหมอเฉียนจึงมองซ้ายขวาอย่างระมัดระวัง เมื่อแน่ใจว่ามิมีผู้ใดสังเกตเห็นที่นี่จึงรีบปิดประตูอย่างรวดเร็ว หันกายกลับมาก็เตรียมจะคำนับเซียวจวิ้นอัน
แต่ก่อนที่เขาจะทันได้คุกเข่าเซียวจวิ้นอันก็รีบเข้าประคองแขนไว้ "ที่นี่ไม่ใช่พระราชวังไม่ใช่เมืองหลวง การคำนับเช่นนี้งดไปเสีย เพราะเกรงว่าจะมีใครเห็นเข้าแล้วคิดมาก"
ฐานะของเขายังมิอาจเปิดเผยได้ดังนั้นเรื่องที่อาจทำให้ผู้คนสงสัยเช่นนี้ ทางที่ดีควรกระทำให้น้อยลง
"เข้าใจแล้วขอรับ"
ท่านหมอเฉียนย่อมมิกล้าขัดข้องสิ่งใดเหยียดกายลุกขึ้น แล้วจึงกล่าวว่า "ที่ข้ารีบร้อนมาหาท่านเมื่อสักครู่เพราะมีเรื่องหนึ่งที่อยากเรียนให้ท่านทราบ"
เซียวจวิ้นอันมิได้แปลกใจกับเรื่องนี้"มีสิ่งใด ก็บอกมาเถิด"
ท่านหมอเฉียนเงยหน้ามองเขาแวบหนึ่งก็กล่าวถึงเรื่องราวที่สถานพยาบาลเมื่อครู่ทั้งกล่าวชมทักษะทางการแพทย์ของซูอี้หว่านว่ายอดเยี่ยมเพียงใดและประเด็นสำคัญก็คือกล่าวว่าฐานะของชายผู้นั้นย่อมไม่ธรรมดาเกรงว่าจะถูกผู้คนตามล่าจับจ้อง
"อืม ข้าเข้าใจแล้ว" เซียวจวิ้นอันยังคงสีหน้าเรียบเฉยคิดใคร่ครวญแล้วจึงกล่าว "ข้าจะไปที่นั่นด้วยตัวเองเพื่อดูว่าคนผู้นั้นที่เจ้าพูดถึงเป็นเช่นไร"
ท่านหมอเฉียนพยักหน้าทันใดนั้นก็ระลึกได้ถึงบางสิ่ง จึงรีบร้อนนำมีดผ่าตัดที่ซูอี้หว่านมอบให้เขาออกมาจากแขนเสื้อ ส่งให้เซียวจวิ้นอันด้วยความเคารพ "ท่านอ๋องโปรดพิจารณาสิ่งนี้ดูก่อนขอรับ"
เซียวจวิ้นอันในตอนแรกยังไม่เข้าใจความหมายของเขาครั้นเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นมีดผ่าตัดขนาดเล็กเล่มนั้นสีหน้าฉายแววจริงจังขึ้นมาในบัดดล “...สิ่งนี้คือ?”
เขายื่นมือไปหยิบมีดผ่าตัดขึ้นมาพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดแล้วใช้นิ้วลูบไล้หลายครั้ง จึงกล่าวด้วยความประหลาดใจว่า"ทำจากโลหะอันใดกัน?"
ไยจึงแข็งแกร่งและคมกริบถึงเพียงนี้?
อาวุธที่ดีที่สุดของแคว้นเยว่ของพวกเขาก็คือเหล็กที่หลอมมานับพันครั้งแล้ว ก็ยังมิได้มีคุณภาพดีเท่าสิ่งนี้แล้วสิ่งนี้ทำได้อย่างไรกัน?
ยิ่งไปกว่านั้น…
เขาขมวดคิ้ว"สิ่งนี้ได้มาจากที่ใด?"
ท่านหมอเฉียนเห็นท่าทีเช่นนี้ของเขาย่อมเข้าใจว่าอีกฝ่ายเข้าใจความหมายของตนแล้วจึงตอบว่านี่คือสิ่งที่ซูอี้หว่านมอบให้
ครุ่นคิดแล้วท่านหมอเฉียนจึงกล่าวคำอธิบายของซูอี้หว่านให้เขาฟังอีกครั้ง
"ได้มาโดยบังเอิญระหว่างอพยพ?"
เซียวจวิ้นอันพึมพำประโยคนี้ซ้ำอีกคราจากนั้นก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย บนใบหน้ามีรอยยิ้มที่มิใช่รอยยิ้ม"ในเมื่อสิ่งนี้เป็นสิ่งที่หว่านหว่านมอบให้เจ้าเจ้าก็เก็บไว้เถิด"
กล่าวพลางก็ส่งสิ่งของคืนไป
ในห้วงความคิดภาพเหตุการณ์ที่เขาแอบซ่อนกายอยู่หลังกองฟางนอกเมืองอวิ๋นเฉิงในวันนั้นพลันผุดขึ้นมาเหตุการณ์นั้น จวบจนปัจจุบัน เมื่อย้อนนึกถึงคราใด ไม่ว่ากี่หนต่อกี่หนเขาก็ยังคงรู้สึกว่ามันเหลือเชื่อเกินกว่าจะจินตนาการได้