ตอนที่6 ปริศนาแห่งรอยยิ้ม
ณบ้านเนรมิตโภคา (บ้านของเสี่ยเริงศักดิ์ )
เภสันกับเรวดียังคงเป็แขกที่มาพักในบ้านของเ้าพ่อมาเฟียอย่างเริงศักดิ์ ทั้งสองนั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหารเช้าอยู่ริมสระว่ายน้ำพร้อมกับเพลินใจบุญพริ้ง และเสี่ยเ้าของบ้าน ยกเว้นพิมและพรที่ออกไปข้างนอกแต่เช้าตรู่
“ทางไนต์คลับเป็ยังไงบ้างล่ะเพลิน” เริงศักดิ์ถามลูกเลี้ยง
“วงเทวินคอรัสเริ่มดังไปในหลายประเทศแล้วค่ะพ่อวันก่อนมีเ้าของโรงแรมที่กัมพูชามาติดต่อขอจ้างวงของเราไปแสดงที่เมืองเสียมเรียบด้วยเขาจ่ายเช็คเป็ค่าเสียโอกาสให้เราตั้งห้าล้านแน่ะค่ะพ่อ นี่ลูกก็รับปากเขาไปแล้วกำลังให้ปริวรรตเตรียมตัวเดินทางอาทิตย์หน้า” เพลินใจรู้สึกภูมิใจ
“อาทิตย์ก่อนโน้นก็เพิ่งไปอุดรนี่จะไปเขมรอีกแล้ว แบบนี้ไนต์คลับเราจะมีวงดี ๆ เล่นประจำได้ยังไงเอาแต่วงอื่นมาเล่น แขกจะหนีหมดละไม่ว่า” เสี่ยเริงศักดิ์ไม่ค่อยสบอารมณ์
เภสันได้ฟังก็ไม่ได้พูดอะไรแต่ครุ่นคิดในใจว่า วงดนตรีของปริวรรตไปเล่นที่อุดรใน่เวลาเดียวกับที่โรงเก็บอาวุธของคอมมิวนิสต์ที่สกลนครถูกเครื่องบินของทหารทิ้งะเิมันช่างประจวบเหมาะกันแท้ ๆ และนี่ก็ยังจะไปกัมพูชาซึ่งเสี่ยเริงศักดิ์ก็กำลังจะส่งอาวุธไปสนับสนุนกลุ่มของพลพตอีกเภสันรอจนรับประทานอาหารกันเรียบร้อยแล้วจึงหาโอกาสคุยกับเสี่ยเริงศักดิ์เพียงลำพังในห้องประชุม
“ไอ้พวกนักร้องนักดนตรีของแกมันไม่น่าไว้วางใจเลยตอนที่อาวุธของเราะเิที่สกลนคร ก็เป็่เดียวกับที่พวกมันไปแสดงที่อุดรไม่รู้พวกมันจะมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ เพื่อเป็การตัดไฟแต่ต้นลมฉันว่าแกห้ามอย่าให้พวกมันไปเล่นที่เขมรดีกว่า งานของเราจะได้ไม่มีอุปสรรค ให้มันอยู่ทางนี้แล้วคอยดูมันอย่าให้คลาดสายตา”เภสันสั่ง
“ครับ ผมก็นึกไม่ถึงจริง ๆจะรีบสั่งการไปครับ”
เมื่อออกมาจากห้องประชุมเริงศักดิ์ก็คุยกับเพลินใจ พร้อมกับยื่นเช็คให้หล่อนฉบับหนึ่ง
“เอ้านี่ เช็ค 5 ล้านเอาไปคืนคนเขมรนั่นซะ แล้วขอโทษเขาที่วงของเราไปเล่นให้ไม่ได้ “
เพลินใจก็รู้สึกแปลกใจแกมผิดหวังเล็กน้อย
“ทำไมละคะพ่อ จู่ ๆ ก็เปลี่ยนใจไม่ให้วงของเราไปเล่น”
“เอาเถอะน่า เชื่อพ่อเถอะ อย่างคราวที่มันไปเล่นที่อุดรก็เป็่เดียวกับที่พิมกับพรไปทัศนศึกษาที่ต่างจังหวัดไม่รู้ว่ามันแอบไปหาเ้าปริวรรตนั่นหรือเปล่า”เสี่ยพยายามชักแม่น้ำทั้งห้ามาสนับสนุน
หิรัญซึ่งยืนฟังอยู่ด้วย เมื่อได้ยินเสี่ยพูดถึงพิมกับพร เขาก็หูผึ่งยิ่งได้ยินว่าลูกสาวเ้านายไปต่างจังหวัดคราวเดียวกับที่นักร้องหนุ่มไปอุดรด้วยก็มีความเห็นคล้อยตามเ้านาย แต่ไม่กล้าออกความเห็นใด ๆ ได้แต่ยืนนิ่ง
“เออ จริงสินะ ทำไมหนูไม่นึกถึงเื่นี้เลยไม่รู้พวกเขาจะไปเจอกันหรือเปล่า โอ๊ย หนูไม่อยากจะคิด”เพลินใจกล่าวไปโดยไม่ตรงกับใจ เพราะแท้จริงหล่อนก็แอบหึงพิมพ์ดาราอยู่ไม่น้อยหากเป็จริงอย่างที่พ่อเลี้ยงของตนบอก ผู้จัดการสาวถือเช็คในมือในขณะครุ่นคิด
ณห้องประชุมลับของ CRA
บุหรงยืนสั่งการอยู่หน้าจอภาพขนาดใหญ่ซึ่งมีภาพของซากอาคารเก็บอาวุธที่โดนะเิทำลายหลายวันก่อน
“นี่คือผลงานของสายลับ CRA สาขาญี่ปุ่นที่เข้าไปสืบความลับจนประสานหน่วยทหารเข้าไปจู่โจมทำลายคลังอาวุธของผู้ก่อการร้ายได้พวกเธอไปแสดงที่อุดร ไม่ได้รับรู้ข่าวสารอะไรบ้างหรือสกลกับอุดรก็ไม่ได้ห่างไกลกันนะ”
พวกปริวรรตต่างอ้ำอึ้งไปตาม ๆ กันได้แต่นิ่งเงียบพูดไม่ออก
“ในเมื่อพวกเธอไม่สามารถปฏิบัติภารกิจขององค์กรเราได้ฉันจำเป็ต้องปลดพวกเธอออกพร้อมกับลบความจำเกี่ยวกับ CRA ด้วย” บุหรงกล่าวอย่างขึงขัง
“เดี๋ยวก่อนครับพวกเรากำลังจะไปแสดงที่กัมพูชาซึ่งแถบอินโดจีนก็กำลังมีความเคลื่อนไหวของพวกคอมมิวนิสต์ที่ได้รับการหนุนหลังจากโซเวียตและจีนเพื่อต่อต้านกับฝ่ายรัฐบาลที่มีอเมริกาสนับสนุนบางทีเราอาจจะได้เบาะแสของพวกเภสันที่ให้การช่วยเหลือกลุ่มเ่าั้ก็ได้นะครับ”ปริวรรตแย้งขึ้น
“อืมฉันก็พอรู้มาว่าเวียดนามเหนือก็ขอใช้พื้นที่ชายแดนกัมพูชากับเวียดนามใต้ในการตั้งกองกำลังเพื่อให้การสนับสนุนเวียดกงซึ่งต่อต้านรัฐบาลและสหรัฐฉันจะให้โอกาสพวกเธออีกครั้ง หวังว่าคงไม่ผิดพลาดอีก เลิกประชุมได้”
เที่ยงวันนั้นที่ร้านลิตเติ้ลโฮมเบเกอรี่ ใกล้สี่แยกแม้นศรี ย่านวรจักร
ปริวรรตไปรับพิมพ์ดาราซึ่งไปสอนภาษาอังกฤษที่สมาคมวายเอ็มซีเอมารับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน
“อาทิตย์หน้าพี่กับคณะจะไปแสดงที่กัมพูชานะพิมจะไปด้วยกันมั๊ย”
“พิมคงไปไม่ได้หรอกค่ะไกลขนาดนั้น คุณพ่อคงไม่ให้ไป ยังไงก็ขอให้เดินทางปลอดภัยนะคะ”
“น่าเสียดายนะครับเราไม่ค่อยมีโอกาสได้พบกันเลย พี่เองก็มีงานที่ต้องไปสืบที่กัมพูชาคงอีกนานกว่าเราจะได้เจอกัน พิมคิดถึงพี่มั๊ย”ชายหนุ่มถามขณะที่มือก็เลื่อนไปกุมมือของหญิงสาวไว้
“คิดถึงสิ”พิมกล่าวแล้วเอียงหน้าหลบด้วยความอาย
ทั้งสองสนทนากันอย่างดูดดื่มกับความหวานแห่งรักในร้านเค้กชื่อดังกลางกรุงเทพจนผ่านไปหนึ่งชั่วโมงแล้วปริวรรตก็พาหล่อนขึ้นรถขับออกไป ในขณะที่รถอีกคันซึ่งจอดต่อท้ายไปไม่ไกลมีหิรัญกับลูกน้องนั่งอยู่ภายใน
ค่ำวันนั้นณ สกายไลท์คลับ
“อะไรนะครับงดการแสดงที่เสียมเรียบ นี่มันเกิดอะไรขึ้นครับนี่ แล้วทางคุณเจียเขาว่าอย่างไร”ปริวรรตงุนงงไม่แพ้เพื่อนร่วมวงที่พากันบ่นพึมพำ
“เพลินก็ไม่รู้จะว่ายังไงแต่เป็คำสั่งของคุณพ่อ ท่านไม่อยากให้ร้านเราเปลี่ยนวงเล่นบ่อย ๆเกรงแขกที่มาเที่ยวจะสับสนและไม่มาเที่ยวอีก ต้องขอโทษพวกเราทุกคนด้วยนะคะส่วนคุณเจีย เราได้คืนเงินที่เขามัดจำไปหมดแล้ว ไม่ต้องกังวลค่ะ” เพลินใจกล่าวแต่ลึก ๆ ก็แอบดีใจ ที่ปริวรรตจะได้อยู่ในสายตาหล่อนไม่ไปไหนต่อไหนกับพิมพ์ดาราไกล ๆ อีก
ทีมงานวงดนตรีเทวินคอรัสต่างก็งุนงงสับสนกับความเปลี่ยนแปลงกะทันหัน แล้วภารกิจที่จะต้องไปทำที่กัมพูชาล่ะพวกเขาจะทำอย่างไร
หลังจากเล่นดนตรีในคืนนั้นจนไนต์คลับเลิกตอนเที่ยงคืนพวกเขาก็พากันไปประชุมด่วนกันที่บ้านพักของปริวรรต
“อะไรนะ ให้ข้านี่นะไปคนเดียว”ตรีมิตรโวยวาย
“เออ เอ็งนั่นแหละ เหมาะสมที่สุด”สังข์ชัยกล่าว
“ทำไมไม่ให้ไอ้คทาไปล่ะมันพูดเขมรได้” ตรีมิตรชี้ไปที่คทาเทพ
“โอ้ย ข้าเพิ่งหัดพูดยังได้ไม่กี่คำหรอก เอ็งไปเหอะ”
“ส่วนทางนี้พวกข้าจะคอยสืบข่าวของเสี่ยเริงศักดิ์ไง แบ่งงานกันทำ” จักราว่า
“แล้วข้าจะบอกคุณเพลินใจว่าไงดีวะ”ตรีมิตรถาม
“ก็บอกว่าขอลาไปเยี่ยมญาติต่างจังหวัดที่กำลังป่วยหนักสิไอ้โง่” สังข์ชัยกล่าว
“อืม เอาก็เอาข้าก็ไม่เคยไปเมืองเขมรเสียด้วย ถือว่าไปเปิดหูเปิดตาแล้วกัน”
“ขอให้เดินทางปลอดภัยประสบความสำเร็จนะคะ” ฮาสุโกะกุมมือตรีมิตรเพื่อให้กำลังใจ
“เช่นกันนะพี่”วิกานดาก็มาลูบไหล่ของตรีมิตรด้วย
แล้วพวกเขาก็ยืนล้อมวงกางแขนกอดกันก่อนจะแยกย้ายกันไปในกลางดึกคืนนั้น
หลายวันต่อมาณ ด่านปอยเปต อำเภออรัญประเทศ จังหวัดปราจีนบุรี ( ในปี พ.ศ.2507 ยังไม่มีจังหวัดสระแก้ว)
ตรีมิตรผ่านขั้นตอนตรวจคนเข้าเมืองแล้วเขาก็เดินสะพายเป้ไปขึ้นรถสองแถวที่จอดรออยู่ฝั่งกัมพูชาเมื่อผู้โดยสารนั่งกันเต็มแล้ว รถก็แล่นออกไปตามถนนที่สองข้างยังเป็ฝุ่นและขยะชาวเขมรบนรถมองดูตรีมิตรที่แต่งตัวดูดีกว่าพวกเขาคลอเคล้าไปด้วยเสียงเพลงชะนัมมุนที่โชเฟอร์เปิดฟังจากห้องคนขับสภาพถนนที่ยังเป็หลุมเป็บ่อทำให้ทุกคนบนรถต้องหัวสั่นหัวคลอนไปตามการเคลื่อนไหวของรถ ผ่านเมืองศรีโสภณสองข้างถนนก็มีบ้านเรือนแบบเก่า ๆ ที่เป็บ้านไม้ใต้ถุนสูง มีวัดให้เห็นบ้างเป็ทุ่งกว้างไร้ซึ่งต้นไม้ใหญ่บ้าง รถจอดรับผู้โดยสารตามรายทางมีแวะให้กินข้าวตอนเที่ยงวันครั้งหนึ่งราวครึ่งชั่วโมงกว่าจะไปถึงเมืองเสียมเรียบก็เกือบบ่ายสามโมงแล้วนับเวลาที่เขาออกจากชายแดนไทยมาเกือบ 5 ชั่วโมง
รถสองแถวไปจอดหมดระยะที่ตลาดซาจ๊ะหรือ Old Market ที่แปลว่าตลาดเก่าชายหนุ่มก็เดินชมตลาดว่ามีอะไรขายบ้าง ส่วนใหญ่ก็คล้าย ๆ ตลาดในเมืองไทยมีผักผลไม้ มีเนื้อหมู ไก่ ปลาสด ปลาแห้ง และที่ไม่ค่อยคุ้นตาคือพวกงู แมงป่อง กบเขียด ที่แม่ค้ามาวางขาย ทั้งแบบเป็ ๆ และแบบเสียบไม้ปิ้งแล้วตรีมิตรเดินไปจนถึงร้านขายขนมจีน เห็นคนเขมรนั่งกินกันน่าอร่อยจึงชี้ว่าเอาแบบเดียวกันหนึ่งชาม แม่ค้าก็จัดแจงให้
“Where you come ? “ ชายวัยกลางคนที่นั่งข้าง ๆ ถาม
“I come Bangkok.” ตรีมิตรตอบ
“อ้าว คนกรุงเทพหรอกรึ”ชายคนเมื่อครู่ถามเป็ภาษาไทย
“ก็ใช่น่ะสิ น้าพูดไทยได้หรือ”ชายหนุ่มกล่าว
“พูดได้สิ สมัยน้าหนุ่ม ๆ น่ะเมืองนี้ยังเป็ส่วนหนึ่งของประเทศไทยนะ สมัยจอมพลแปลกน่ะเรียกว่าจังหวัดพิบูลา ต่อมาญี่ปุ่นยอมแพ้า ไทยจึงต้องยกเมืองเสียมเรียบพระตะบอง ศรีโสภณ รวมทั้งจำปาสักในลาวให้ฝรั่งเศสไป”
“อ้อ ครับ แล้วน้าทำงานอะไรครับ”
“ผมขับรถสามล้อรับจ้างคุณจะไปไหนล่ะ ผมจะไปส่ง”
“ผมก็อยากเที่ยวให้รอบเมืองเสียมเรียบนี่แหละครับและก็อย่าลืมพาผมไปหาที่พักด้วยนะ”
“อ๋อ ได้สิ ผมรู้จักที่พักดี ๆราคาไม่แพง”
“อืม แล้วที่เรากินอยู่นี่คนเขมรเขาเรียกว่าอะไรครับ”
“เขาเรียกว่า นุมบั่นเจ๊าะ คล้ายๆ ขนมจีนน้ำยาบ้านคุณน่ะแหละ”
“อร่อยดีนะครับ”
“เอ้า นี่ กินกับผักสดหลาย ๆอย่าง มีประโยชน์ทั้งนั้น”
ขณะที่ตรีมิตรนั่งกินขนมจีนกับน้าสามล้ออยู่นั้นเขาก็เห็นสาวงามคนหนึ่ง หน้าตาคมคายแบบสาวกัมพูชา ผิวขาวเนียนราวหยวกกล้วยทรวดทรงอรชรอ้อนแอ้น ผมยาวสลวยดำขลับ ใบหน้าหวานรูปหัวใจ พวงแก้มใส ๆ มีลักยิ้มริมฝีปากสีแดงเรื่อ ๆ สวมเสื้อลายฉลุแบบผ้าลูกไม้สีขาว นุ่งผ้าซิ่นสีเขียวสดใสหล่อนเดินผ่านร้านที่เขานั่งอยู่ พร้อมหันมาชายตามองเขา ยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย แล้วเดินจากไปทิ้งไว้แต่ความรู้สึกวูบ ๆ วาบ ๆ ในหัวใจของหนุ่มนักดนตรี
อีกมุมหนึ่งที่ประเทศไทย
เสี่ยเริงศักดิ์กับเภสันและเรวดีนั่งรถส่วนตัวออกจากบ้านแต่เช้า ขณะเดียวกันก็มีรถแท็กซี่อีกคันหนึ่งสะกดรอยตามโดยที่คนขับไม่ใช่ใครที่ไหน เป็ปริวรรตปลอมตัวมานั่นเองเขาขับรถตามเสี่ยและคณะไปถึงสถานที่เปลี่ยวแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการที่นั่นมีโกดังสินค้าขนาดใหญ่สองสามหลัง และยังมีลานกว้างเทปูนขนาดใหญ่ประมาณ 1ไร่ บนลานมีเฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งจอดอยู่ เภสันกับเรวดีก้าวขึ้นไปนั่งแล้วส่วนเสี่ยเริงศักดิ์หันมาคุยกับหิรัญ
“เื่ที่ให้ไปดูคุณหนูว่ายังไง”
“วันนั้นผมเห็นคุณหนูพิมไปทานข้าวกับปริวรรตที่ร้านเบเกอรี่ครับทานเสร็จก็ส่งคุณหนูกลับไปทำงาน”
“อืม จับตาดูมันต่อไปนะโดยเฉพาะพวกปริวรรตทั้งคณะ เรากำลังสงสัยว่ามีส่วนทำลายอาวุธของเรา”
“ครับผม นายไม่ต้องห่วงตอนนี้เราให้คนตามเ้าตรีมิตรไปที่เขมรด้วยครับ”
“ดีมาก ฉันไปธุระสองสามวันก็กลับ”เสี่ยพูดแล้วก็ก้าวขึ้นเ้าแมงปอั์บินขึ้นฟ้าไปทางทิศตะวันออก
ปริวรรตซึ่งซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้เห็นเหตุการณ์และได้ยินคำสนทนาของเ้าพ่อมาเฟียหมดเพราะเขาใช้อุปกรณ์ดักฟังระยะไกล เขารอจนหิรัญขึ้นรถขับออกไปแล้วเขาจึงออกจากที่ซ่อนไปขึ้นรถแท็กซี่ที่จอดซุ่มไว้ ขับออกไป ชายหนุ่มเอื้อมมือไปกดปุ่มบนแผงหน้ารถแล้วพูดว่า
“SPY1 เรียกSPYทุกคนขณะนี้เสี่ยเริงศักดิ์กำลังให้คนจับตาดูพวกเราอยู่ ขอให้ระวังตัวด้วยล่าสุดเสี่ยกับเภสันขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปที่ใดไม่ทราบ อีกสองสามวันถึงจะกลับทราบแล้วเปลี่ยน”
“ทราบแล้ว”สายลับทุกคนรวมทั้งตรีมิตรในกัมพูชาได้ยินผ่านอุปกรณ์สื่อสารแต่มีเพียงบางคนที่ตอบ
ในเมืองเสียมเรียบ
น้าสามล้อพาตรีมิตรมาไหว้พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์สองพี่น้องนามว่า“องค์เจ็กและองค์จอม” อันเป็ศูนย์รวมจิตใจของชาวกัมพูชาในเมืองเสียมราฐแห่งนี้
“ตามตำนานกล่าวว่า แต่เดิมมีพี่น้องสองสาวชื่อเจ๊กกับจอมเป็ผู้ที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา มักจะไปทำบุญที่วัดไม่เคยขาดอยู่มาวันหนึ่งทั้งสองกลับจากทำบุญที่วัด มาถึงบ้านก็เข้านอนแล้วไม่ตื่นอีกเลยพ่อแม่เห็นลูกสาวสองคนตายจากไปก็เศร้าเสียใจอย่างมากจึงสร้างพระพุทธรูปสององค์ที่เราเห็นอยู่นี่ เพื่อุทิศบุญกุศลให้ผู้ตายนำมาประดิษฐานไว้ที่ศาลนี้ให้ประชาชนกราบไหว้บูชาสืบมาจนทุกวันนี้” น้าสามล้อให้ข้อมูล
จากนั้นน้าสามล้อก็พาตรีมิตรไปยังเกสต์เฮ้าส์ให้เช่าสำหรับนักท่องเที่ยวซึ่งไม่ไกลจากตลาดซาจ๊ะมากนัก
“คืนนี้คุณพักที่นี่ก่อนนะพรุ่งนี้ผมจะมารับไปเที่ยวนครวัด นครธม ถ้าหิวก็ออกมาหาอะไรทานได้แถวนี้มีคนขายของกินเยอะแยะ ขาดอะไรก็บอกคนดูแลที่นี่ได้”
“ขอบคุณนะครับ เอ้อ น้าครับ น้าชื่ออะไรครับ”ตรีมิตรรู้สึกซาบซึ้งอบอุ่นในอัธยาศัยที่ดีของน้าสามล้อ
“ผมชื่อ เฮง บุนลี” น้าผู้อารีกล่าวก่อนจะเดินไปที่รถสามล้อเครื่อง ขับขี่ออกไป
ตรีมิตรเช็คอินแล้วเข้าห้องพัก ล็อคประตูแล้ววางกระเป๋าเป้ไว้ที่ข้างโต๊ะเครื่องแป้งแล้วเดินไปเปิดผ้าม่านดูวิวภายนอกเห็นแม่น้ำเสียมเรียบอยู่อีกฝั่งของถนนหน้าที่พักเขาปิดผ้าม่านแล้วเดินมาเปิดกระเป๋าออก หยิบแผ่นหนังที่จารึกลายแทงออกมาดูทบทวนข้อความในนั้นสักครู่แล้วพึมพำกับตนเอง
“ราชันย์องค์ที่เจ็ดนี่คือใครกันนะแย้มสรวลไปทางทิศอีสานนี่คือที่ไหน”
เขาเก็บลายแทงเข้ากระเป๋าแล้วผลัดผ้าไปอาบน้ำในห้องน้ำ
กลางดึกคืนนั้นณ โกดังสินค้าของเสี่ยเริงศักดิ์ สมุทรปราการ
ยามที่นั่งอยู่ในป้อมหน้าประตูโกดังกำลังนอนฟังเพลงจากวิทยุอย่างสบายใจเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู จึงลุกไปเปิดดู แต่ไม่เห็นคนก็ชะโงกหน้าออกไปดูแล้วเขาก็พบกับกำปั้นที่ต่อยเข้าปลายคางอย่างจังจนสลบเหมือด
ปริวรรต สังข์ชัย จักรา และคทาเทพสี่หนุ่มในชุดดำรัดกุม จัดการลากตัวยามคนเมื่อสักครู่เข้าไปไว้ในป้อมแล้วกวาดเอาพวงกุญแจที่แขวนอยู่ข้างฝาผนังไปจนหมดแล้วสับสวิทช์ไฟสปอตไลท์ที่สาดส่องลานกว้างภายในบริเวณโกดังจนมืดมิดไปทั่ว ก่อนจะย่องเข้าไปในโกดังหลังแรกก็เผชิญหน้ากับคนเฝ้าโกดังที่ถือปืนอาก้ากระบอกใหญ่
“เฮ้ย นั่นใครน่ะ” ชายคนนั้นะโ
จักราสะบัดมือทีเดียวก็มีกงจักรลอยจากฝ่ามือไปปาดคอคนเฝ้าโกดังตายคาที่
ทั้งสี่คนก้าวลึกเข้าไปก็พบว่าสินค้าบรรจุอยู่ในลังไม้ขนาดใหญ่จำนวนมากแต่ละลังวางอยู่บนกระบะซ้อนเรียงขึ้นไปหลายชั้นหลายแถวคทาเทพก็ใช้คทาทองที่เป็อาวุธวิเศษประจำตัวฟาดลงไปบนลังไม้ใบหนึ่งแตกออก พบว่ามันเป็อาวุธปืนเอ็ม16 ขณะนั้นก็มีกลุ่มชายฉกรรจ์ราวสิบคนพร้อมอาวุธปืนยาวครบมือกรูกันเข้ามาล้อมสี่หนุ่มไว้
“ยอมมอบตัวเสีย พวกแกเป็ใครเข้ามาทำไมที่นี่”
ปริวรรตตอบว่า“เราเป็ปู่พวกแกไงล่ะ”แล้วเขาก็ใช้ไฟจากตาที่สามกลางหน้าผากซึ่งเป็พลังวิเศษจากการอวตารของเขาพ่นใส่กลุ่มคนผู้คุกคามเ่าั้จนดำเป็ตอตะโกแล้วสี่หนุ่มก็เผาทำลายโกดังหลังแรกเสีย ก่อนจะเคลื่อนตัวไปยังโกดังหลังต่อไป
ในโกดังที่สองนี้ทั้งสี่สายลับก็ใช้อาวุธของตนเข้าฟาดฟันผู้คุ้มกันสินค้าจนล้มตายเป็เบือ ปริวรรตยังมีตรีศูลเป็อาวุธทิ่มแทงศัตรูสังข์ชัยขว้างหอยสังข์ที่เป็ะเิทำลายทั้งคนและสินค้าของเริงศักดิ์จนวายวอดคทาเทพใช้คทาทองในสองมือทุบตีสมุนของเ้าพ่อมาเฟียจนตายคามือจักราขว้างกงจักรจำนวนนับร้อยเข้าตัดร่างของกลุ่มวายร้ายจนขาดเป็ชิ้น ๆ กองเต็มพื้นแล้วเทพอวตารทั้งสี่ก็ออกมายืนอยู่ด้านหน้าประตูใหญ่ของโกดังสังข์ชัยเป่าสังข์ดังกังวานไปทั่ว แล้วอาคารโกดังทั้งหมดก็พังถล่มลงจนหมดกลายสภาพเป็นาเกลือที่เวิ้งว้างไม่เหลือร่องรอยว่าเคยมีสิ่งปลูกสร้างอยู่ที่นั่นเลย
ณบาร์ลามูร์ ( Lamour Bar ) ในเมืองเสียมเรียบ
แม้จะเป็เวลาเกือบตีหนึ่งแล้วแต่สถานที่แห่งนี้ยังเต็มไปด้วยความสนุกสนานจากดนตรีร้อคเอ็นโรลในเพลงภาษาขแมร์ทำนองแบบตะวันตกบรรดานักเที่ยวก็ออกไปเต้นกับพาร์ทเนอร์สาว ๆ อย่างออกรส เช่นเดียวกับตรีมิตรซึ่งนอนไม่หลับจึงออกมาหาความสำราญอันเป็นิสัยประจำตัวของเขาและผองเพื่อน
“ดื่มอะไรดีครับ” บาร์เทนเดอร์ถาม
“ขอวอดก้า มาตินี่ คนแต่ไม่เขย่า ใส่มะกอกสามลูก”
สาวสวยในชุดกระโปรงสั้น เปิดไหล่ คอเสื้อลึกไปถึงร่องอก เดินเข้ามานั่งที่เก้าอี้ข้าง ๆ
“ขอดิฉันนั่งเป็เพื่อนได้มั๊ยคะ”
“ยินดีครับ” สายลับหนุ่มยิ้มรับ
“ดิฉันชื่อลอล่า แล้วคุณล่ะ”
“ผมชื่อไตรครับ คุณพูดไทยได้หรือ”
“นิดหน่อยค่ะ เคยเรียนที่พระตะบองสมัยเด็ก ๆ “
“คุณจะดื่มอะไรดีครับ สั่งได้เลย”
“ฉันขอบลูฮาวายแล้วกันค่ะ” ลอล่าสั่งกับบาร์เทนเดอร์
“สาวกัมพูชานี่สวยเหมือนคุณทุกคนหรือเปล่าครับ” ตรีมิตรป้อนคำหวาน
“แล้วหนุ่มไทยปากหวานเหมือนคุณทุกคนไหมละคะ”ลอล่าตอบพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะยกแก้วมาตินี่ส่งให้ชายหนุ่มส่วนหล่อนก็ยกแก้วค็อกเทลขึ้นในระดับจมูก
“เชิญดื่มค่ะ”
ทั้งสองชนแก้วกันเบา ๆ แล้วยกขึ้นจิบ ก่อนจะวางมันลงบนบาร์
“เพลงกำลังสนุกเชียว เราไปเต้นรำกันเถอะค่ะ”ลอล่าจูงมือตรีมิตรออกไปกลางฟลอร์
เพลงในจังหวะทวิส เสียงกีต้าร์แบบฮาร์ดร้อคและเสียงกลองที่กระหน่ำตีอย่างเมามันยิ่งเพิ่มอารมณ์สุนทรีให้ชายหนุ่มอย่างเขาประกอบกับความสวยคมขำของน้องนางที่เป็คู่เต้นตรีมิตรก็เพลิดเพลินกับแสงสีและเสียงเพลงจนบาร์ปิด แล้วเขาก็ควงลอล่ากลับไปที่ห้องพัก
เช้าวันรุ่งขึ้น
ตรีมิตรยังคงนอนกอดลอล่อในสภาพเปลือยเปล่าภายใต้ผ้าห่มบนเตียงนอนแล้วเขาและเธอก็ต้องตื่นขึ้นเมื่อมีเสียงคนมาเคาะประตูห้องชายหนุ่มขยับกายลุกขึ้นนั่งแล้วจุมพิตสาวคู่นอนก่อนจะคว้าผ้าเช็ดตัวมานุ่ง ลุกเดินไปเปิดประตู
“อรุณซัวซะเดย”ชายหนุ่มแปลกหน้ายืนทักทายด้วยรอยยิ้มแล้วกล่าวต่อว่า “ น้าเฮงบุนลีให้ผมมารับคุณไปเที่ยวนครวัดแทนครับพอดีท่านไม่ค่อยสบาย”
“อ้าวเหรอ โอเคเดี๋ยวผมอาบน้ำแต่งตัวสักครู่จะออกไปนะ”
“ครับผม”
ตรีมิตรเดินกลับไปที่เตียง ลอล่าถามว่า
“ใครมาหรือคะที่รัก”
“ไกด์มารับผมแล้วน่ะคุณไปอาบน้ำแต่งตัวนะ เดี๋ยวผมจะรีบออกไป”
“ไปอาบด้วยกันสิคะจะได้ไม่เสียเวลา ให้ฉันไปกับคุณด้วยนะ” สาวสวยโอบคอเขาก่อนจะจูบอย่างดูดดื่ม
ตรีมิตรก็รีบดึงแขนสาวขแมร์คนงามเข้าห้องน้ำไปด้วยกัน
สักครู่ใหญ่เขาและเธอก็แต่งตัวเสร็จเช็คเอ้าท์ออกจากที่พักแล้วนั่งรถสามล้อเครื่องคันนั้นแล่นออกไปตามถนนเลียบแม่น้ำเสียมเรียบผ่านอาคารร้านรวงต่าง ๆ บาง่ก็ข้ามสะพาน ผ่านวงเวียนน้ำพุบ้างจนเริ่มออกไปในทางสายเปลี่ยวห่างไกลบ้านเรือนผู้คน
“เอ๊ะ นี่ไม่ใช่ทางไปนครวัดนี่พวกแกจะพาเราไปไหน” หญิงสาวถามเป็ภาษาเขมร
“อะไรหรือ”
“ is not theway to Angkor Wat , we are Kidnapped” ( นี่ไม่ใช่ทางไปนครวัด,เราถูกลักพาตัว)
ตรีมิตรได้ยินดังนั้นจึงนำตรีศูลที่โผล่ออกมาจากฝ่ามือเข้าจ่อคอหอยของคนขับสามล้อ
“หยุดรถเดี๋ยวนี้”
ชายคนนั้นหาได้เกรงกลัวไม่กลับชักปืนหันมาจะยิงตรีมิตร แต่สายลับอวตารใช้มือข้างหนึ่งจับข้อมือที่ถือปืนไว้แล้วใช้ตรีปาดคอโชเฟอร์ปลอมนั้นตายก่อนจะผลักร่างนั้นตกไปจากรถแล้วตรีมิตรก็ะโไปบังคับรถให้หยุดแต่ทว่ายังมีรถสามล้ออีกสามคันวิ่งตามมาประกบซ้ายขวาและข้างหลังพวกนั้นชักปืนจะยิง แต่ตรีมิตรปล่อยตรีศูลจำนวนมากจากฝ่ามือพุ่งเข้าใส่คนร้ายจนาเ็ล้มตายแล้วเขาก็จูงมือหญิงสาววิ่งหนีคนกลุ่มนั้นไปถึงด้านหน้าของปราสาทแห่งหนึ่ง
“คุณเป็อย่างไรบ้าง” ตรีมิตรถาม
“โอเคอยู่ค่ะ แล้วคุณล่ะ”
“ผมก็โอเคนี่เราออกมาถึงไหนแล้วนี่”
“ที่นี่คือปราสาทบากองทางตะวันออกเฉียงใต้ของเสียมเรียบ เป็ทางไปจังหวัดกำปงธม”
“งั้นเราหารถโดยสารกลับไปเสียมเรียบกันเถอะ”
“ค่ะ ยืนรอสักครู่คงมีรถเมล์ผ่านมา”
อีกด้านหนึ่งที่เกสต์เฮ้าส์ในเสียมเรียบ
น้าสามล้อเฮงบุนลี เขามารับตรีมิตรช้าไปเมื่อสอบถามคนเฝ้าเกสต์เฮ้าส์ได้ความว่าผู้โดยสารของเขามีคนมารับไปแล้ว “ ซวยละสิมีคนแอบอ้างว่าเราส่งมารับ คุณตรีมิตรจะเป็ยังไงบ้างเนี่ย” น้าเฮงรีบขี่รถสามล้อออกจากที่นั้นทันที
กลับมายังหน้าปราสาทบากอง
ตรีมิตรและลอล่าก็ยืนหลบแดดอยู่ใต้ต้นตาลริมถนนที่สองข้างยังเป็ฝุ่นสักครู่ก็มีเด็กชายตัวเล็ก ๆ ผอม ๆ เดินมาหาแล้วบอกตรีมิตรเป็ภาษาเขมรว่า
“น้าครับ ๆ ช่วยแมวของผมที มันขึ้นไปบนต้นไม้แล้วลงมาไม่ได้”
ผีเสื้อราตรีก็แปลให้ตรีมิตรฟังเขาก็เดินตามเด็กไปที่ต้นขนุนใกล้ ๆ นั้น แมวตัวน้อยก็ร้องเมี้ยว ๆ ไม่ยอมลงมาชายหนุ่มถอดกระเป๋าเป้ให้เด็กคนนั้นถือ แล้วปีนต้นไม้ขึ้นไปช่วยแมวลงมา แต่เด็กชายกลับวิ่งหนีไปขึ้นรถบัสประจำทางสายเสียมเรียบ-กำปงธมแล่นออกไปพร้อมกับกระเป๋าเป้ของตรีมิตรซึ่งมีลายแทงสำคัญอยู่ในนั้น
“เฮ้ย ไอ้เด็กเปรตขโมยกระเป๋าของฉันไปแล้ว” ตรีมิตรจะวิ่งตามก็ไม่ทันฤทธิ์ของเขาก็ไม่มากพอจะให้เหาะเหินเดินอากาศ เขาได้แต่ชกลมด้วยความโมโห สาวลอล่าก็ปลอบใจเขาว่า
“แย่จริงคุณอย่าเพิ่งวิตกไปเลยค่ะเดี๋ยวเราไปแจ้งตำรวจให้เขาโทรไปสกัดจับทางข้างหน้าโน้นก็ได้”
“ขอบใจนะ” ตรีมิตรกุมมือสาวบาร์ไว้
แล้วทั้งสองก็ไปแจ้งความยังป้อมตำรวจก่อนที่จะหารถรับจ้างตามรถบัสไปกำปงธม
“พวกคุณไม่ใช่รายแรกหรอกที่โดนไอ้เด็กนั่นขโมยของใครผ่านมาแถวนี้จะเจอประจำ มันไม่มีพ่อแม่เดินเร่ร่อนอาศัยขอเงินจากนักท่องเที่ยวบ้าง แอบล้วงกระเป๋า วิ่งราว มันทำหมดเคยโดนจับไปเข้าโรงเรียนดัดสันดานก็ยังหนีออกมาได้ตำรวจเห็นว่าเป็เด็กเลยไม่ได้ส่งฟ้องศาล คุณโชคร้ายหน่อยนะที่มาเจอมัน”คนขับรถแท๊กซี่ป้ายดำกล่าวขณะขับรถพาตรีมิตรและลอล่าไปตามหาเด็กขี้ขโมย
“แล้วเราจะมีทางได้ของคืนมั๊ยครับ”
“อันนั้นก็แล้วแต่บุญวาสนาของคุณนะขอให้คุณโชคดี” โชเฟอร์กล่าว
ตรีมิตรก็มองหน้ากับลอล่าด้วยความกังวล
ณทะเลจีนใต้ ใกล้กับอ่าวตังเกี๋ย บนเรือสำราญขนาดใหญ่ นามว่า เพิร์ลมารีน (Pearl Marine )
เสี่ยเริงศักดิ์และเภสันพร้อมด้วยเรวดี เข้าร่วมประชุมกับบรรดาผู้นำเครือข่ายของเภสันจากประเทศต่าง ๆทั่วโลก ทั้งหมดนั่งเรียงรายไปตามความยาวของโต๊ะที่เบื้องหน้าเป็จอภาพขนาดใหญ่
“ขณะนี้หน่วยงานของเราในสหรัฐอเมริกากำลังผลักดันให้รัฐบาลของจอห์นนี่ส่งกองกำลังทหารเข้าไปรบในเวียดนามเราซื้อตัวพวกที่ปรึกษาและบรรดาแม่ทัพนายกองรวมถึงวุฒิสมาชิกในสภาคองเกรสไว้หมดแล้วคาดว่าต้นปีหน้าาเวียดนามจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน” ผู้นำคนหนึ่งรายงาน
“ทางอินโดนีเซียเรากำลังเกลี้ยกล่อมให้ประธานาธิบดีซูการ์โน่ซื้ออาวุธจากเราไปรบกับพรรคคอมมิวนิสต์ หากมันไม่ยอมร่วมมือเราก็จะหาทางโค่นลงจากอำนาจเสีย”
ขณะที่เภสันกำลังนั่งฟังรายงานก็มีคนเดินมากระซิบบอกอะไรกับเสี่ยเริงศักดิ์เมื่อได้ฟังว่าโกดังของตนถูกลอบทำลายจนไม่เหลือซาก เริงศักดิ์ก็โกรธมากเขากระซิบบอกเภสัน ๆ ก็บอกให้นิ่งไว้ก่อน ค่อยหาทางคุยกันอีกที
“เอาละ พวกเราทำได้ดีมากขอให้พยายามต่อไปเพื่อความยิ่งใหญ่ของเราทุกคนจะได้รับการปูนบำเหน็จที่คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้ทุ่มเทไปเช่นเดียวกับความทรมานและความตายสำหรับคนที่ทรยศ”เภสันขยี้แก้วน้ำด้วยมือเปล่าจนมันกลายเป็ผุยผง “เลิกประชุมได้”
เภสันกับเริงศักดิ์เดินขึ้นมาที่ดาดฟ้าเรือแล้วยืนคุยกันที่กราบเรือด้านหนึ่ง
“ไปตามสืบมาให้ได้ว่ามันเป็ใครระวังคนสะกดรอยด้วย บางทีมันอาจเป็ฝีมือพวก CRA ก็ได้” จอมมารสั่ง
“ผมขอโทษที่ทำให้นายผิดหวังผมจะลบล้างความผิดครั้งนี้ให้ได้”
ณ สถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดกำปงธม
รถบัสประจำทางหลากหลายสายจอดเรียงรายที่ชานชาลามีผู้โดยสารนั่งรอขึ้นรถอย่างเนืองแน่น รอบ ๆ สถานีเป็อาคารพาณิชย์ซึ่งมีรถสามล้อและแท็กซี่จอดรอคนมาจ้าง โชเฟอร์รถรับจ้างนำตรีมิตรและลอล่ามาส่ง
“ถึงแล้วกำปงธมคุณจะให้ผมรอรับกลับไปเสียมเรียบไหม”
“ผมยังไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาค้นหาเด็กนานสักเท่าใดคุณกลับไปก่อนก็ได้ครับ”
“ได้ครับที่นี่มีรถบัสไปเสียมเรียบทุกวัน ถ้ามันค่ำเสียก่อน ก็มีที่พักให้เช่าแถวนี้ราคาไม่แพง”
“ขอบคุณครับ นี่ครับค่าโดยสาร”
“ขอบคุณ ขอให้คุณโชคดีเจอเด็กเร็ว ๆ นะ”
ตรีมิตรและลอล่าเดินหาเด็กจอมขโมยไปทั่วสอบถามพ่อค้าแม่ค้าตามตลาดก็ไม่มีใครรู้จัก จนเวลาผ่านไปครึ่งค่อนวันทั้งสองเริ่มถอดใจ จึงคิดจะเดินทางกลับ
“เราคงไม่ได้พบเด็กคนนั้นแล้วแหละเรากลับกันเถอะ” ตรีมิตรกล่าวอย่างผิดหวัง
“อย่าเพิ่งหมดหวังสิคะถ้าเราพยายามค้นหา คงจะได้เจอสักวัน”
เสียงประกาศจากทางสถานีบอกว่ารถไปเสียมเรียบกำลังจะออกตรีมิตรจูงมือลอล่าเดินไปขึ้นรถ เมื่อหาที่นั่งได้แล้ว พนักงานเดินมาเก็บค่าโดยสารจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อย รถบัสแล่นออกจากตัวเมืองกำปงธม มุ่งหน้าไปเสียมเรียบ
ระหว่างทางเกิดมีโจรปล้นรถบัสขึ้นคนร้ายหนึ่งในห้าคนจับตัวผู้โดยสารสาวที่นั่งด้านหน้าใกล้คนขับตรีมิตรจำได้ว่าเป็คนเดียวกับที่เขาเคยเห็นในตลาดซาจ๊ะ
“ขับรถกลับไปทางรัตนคีรีเดี๋ยวนี้ทุกคนขอให้อยู่ในความสงบ มีทรัพย์สินอะไรเอาออกมากองไว้ที่พื้นให้หมดไม่อย่างงั้นนังคนนี้ตาย” โจรเอาปืนจ่อศีรษะหญิงสาวในขณะหันมาข่มขู่ทั้งคนขับและคนโดยสาร
ตรีมิตรไม่สะดวกจะใช้อาวุธจัดการกับคนร้ายเนื่องด้วยภายในรถคับแคบและเกรงคนโดยสารจะได้รับอันตรายจากลูกหลงจึงนิ่งดูสถานการณ์ไปก่อนเขาและลอล่าก็ต้องถอดสร้อยแหวนและกระเป๋าสตางค์ออกมาวางกองไว้ที่พื้นรถข้างตัวคนร้ายอีกคนที่มาด้วยก็เก็บทรัพย์สินใส่กระสอบที่เตรียมมา
รถบัสวิ่งไปถึงเมืองสตรึงแตรงข้ามแม่น้ำโขงมุ่งไปเมืองรัตนคีรี อันอยู่ติดชายแดนลาวและเวียดนามทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศกัมพูชา ภูมิประเทศเริ่มเปลี่ยนจากพื้นที่ราบลุ่มไปเป็ที่ราบสูงและหุบเขา
หญิงสาวตัวประกันถูกจับมัดมือมัดเท้าติดกับเก้าอี้ โดยคนร้ายนั่งประกบอยู่ข้าง ๆในมือยังคงถือปืนจี้หล่อนไว้
ผู้โดยสารอื่นๆ ก็พากันนั่งนิ่งเงียบไม่กล้าปริปากใด ๆ จนกระทั่งรถแล่นผ่านป่าละเมาะแห่งหนึ่งคนร้ายก็สั่งให้หยุดรถแล้วบรรดาโจรก็ลงไปนั่งแบ่งทรัพย์สินกันที่โคนต้นไม้ข้างรถนั้นปล่อยให้คนร้ายที่คุมตัวประกันนั่งอยู่บนรถ เมื่อเห็นว่านานราวสิบนาทีพวกมันยังแบ่งเงินทองกันไม่เสร็จคนที่นั่งจี้หญิงสาวก็เกรงว่าตนจะได้ส่วนแบ่งไม่เป็ธรรม จึงเดินลงไปดูพรรคพวกตรีมิตรเห็นเป็จังหวะดี จึงเดินตามลงไปแล้วใช้เทพฤทธิ์ปล่อยพายุตรีศูลเข้าสังหารหมู่โจรล้มตายอยู่ตรงนั้น
เมื่อสังหารโจรได้แล้วท่ามกลางเสียงปรบมือของผู้โดยสารที่ลงไปเก็บทรัพย์สินของตน ตรีมิตรกลับขึ้นไปบนรถช่วยแก้มัดให้ตัวประกัน
“ขอบคุณมากนะคะ ที่ช่วยพวกเรา”หญิงสาวกล่าว
“เราเคยเจอกันแล้วที่ตลาดซาจ๊ะใช่ไหมครับ”
“คงใช่มังคะ ฉันก็ว่าดูคุ้น ๆหน้าอยู่ คุณมาเที่ยวกับแฟนหรือคะ”
ตรีมิตรหันไปมองลอล่าซึ่งนั่งห่างออกไป่กลางรถแล้วพูดเบาๆ ว่า
“ไม่ใช่หรอกครับเธอเป็เพื่อนเที่ยวน่ะ เพิ่งเจอกันเมื่อคืนที่บาร์ลามูในเสียมเรียบ”
“ผู้ชายไทยนี่เ้าชู้จริง ๆ นะคะ”สาวคนนั้นกล่าวพลางอมยิ้ม
“ไม่ทุกคนหรอกครับ เอ่อแล้วคุณชื่ออะไรหรือครับ”
“ดิฉันชื่อ โอน เนียง ลออค่ะ”
คนขับรถสต๊าร์ทรถ แต่สต๊าร์ทไม่ติด
“สงสัยน้ำมันหมดพอดี” คนขับบอก
“แย่ละสิมาน้ำมันหมดกลางป่าแบบนี้ จะไปหาใครมาช่วยได้ละนี่” พนักงานเก็บสตางค์กล่าว
ยังพูดไม่ทันจบก็มีรถบรรทุกคันหนึ่งแล่นมาจอดข้าง ๆ คนที่ขับมาคือเฮงบุนลีนั่นเอง
“อยู่นี่เองหรือคุณตรีมิตร”น้าสามล้อชะโงกหน้ามาถาม
“อ้าว น้าเฮง ทำไมตามมาได้ละครับ”
“พอผมรู้ว่ามีคนสวมรอยไปลวงคุณออกจากที่พักผมก็ออกตามหาคุณทันที แล้วรถเป็อะไรกันครับนี่”
“น้ำมันหมดครับ จะทำยังไงดีครับ”
“ไม่มีปัญหา เดี๋ยวผมจัดการให้”เฮงก้าวลงจากรถ อ้อมไปทางท้ายรถบรรทุกยกถังแกลลอนน้ำมันพร้อมสายยางสำหรับเติมน้ำมันออกมาเติมให้รถบัสคันนั้น
“เอ้า ลองสต๊าร์ทดูซิ”
คนขับรถบัสสต๊าร์ทเครื่องดูเครื่องติดตามปกติ ผู้โดยสารบนรถก็ร้องเฮกันด้วยความดีใจ
“ขอบคุณนะครับ”คนขับรถโดยสารกล่าว
ตรีมิตรซึ่งเดินลงไปยืนข้างเฮงที่ข้างรถก็พูดว่า“ถ้าไม่ได้น้าพวกเราคงลำบาก ไม่รู้จะกลับไปยังไง”
ลอล่าเดินตามลงมาหาตรีมิตรแล้วกล่าวว่า
“คุณคะฉันอยากชวนคุณไปเยี่ยมญาติที่เมืองบ้านลุง เขตรัตนคีรี ไม่ไกลจากที่นี่นักเราให้รถบัสเขาพาผู้โดยสารกลับไปก่อน แล้วเราไปกับรถบรรทุกคันนี้ดีไหมคะ”
“อ้าว คุณมีญาติอยู่แถวนี้ด้วยหรือก็เอาสิ ถือว่ามาเที่ยวก็แล้วกัน”
ตรีมิตรเดินไปบอกโชเฟอร์รถบัสและโอนเนียงลออให้พาคนโดยสารกลับไปก่อนส่วนเขากับลอล่า จะไปกับรถของเฮงบุนลี หลังจากรถบัสแล่นออกไปแล้วเขาก็เดินทางไปเมืองบ้านลุงพร้อมลอล่า โดยมีเฮงเป็คนขับ
ณ บ้านเนรมิตโภคายามเย็น
เพลินใจกลับมาจากธุระนอกบ้านเตรียมจะอาบน้ำเปลี่ยนชุดไปทำงานที่สกายไลท์ แต่เมื่อหล่อนเดินผ่านห้องนอนของแม่ ก็ได้ยินเสียงหัวเราะต่อกระซิกดังออกมาจากห้องนั้น
“เอ๊ะ คุณพ่อก็ไปธุระต่างประเทศยังไม่กลับแล้วแม่คุยอยู่กับใครกัน” หล่อนคิด แล้วย่องไปแอบฟังที่ประตูห้องนอนแม่เป็เสียงของหิรัญกำลังพลอดรักกับบุญพริ้ง ผู้บังเกิดเกล้าของเพลินใจ
“อะไรกันนี่ แม่เรากับหิรัญลอบเป็ชู้กันหรือ ถ้าพ่อกลับมารู้เข้า คงฆ่าแม่เราตายแน่เลย จะทำยังไงดี”หล่อนช้อคกับเหตุไม่คาดคิด จึงกลับเข้าไปในห้องนอนของตน นั่งตัวสั่นเทามือไม้เย็นเฉียบ วิตกกังวลไปต่าง ๆ นานา
พิมพ์ดารากับพรดารีเพิ่งกลับจากนอกบ้านและสวนทางกับหิรัญที่เดินลงบันไดมา
“อ้าวพี่หิรัญ มาทำอะไรคะคุณพ่อไปต่างประเทศยังไม่กลับไม่ใช่หรือ” พรดารีถาม
“อ๋อ นายท่านให้นำของมาส่งคุณนายน่ะครับผมเพิ่งไปรับจากศุลกากรเมื่อเช้านี้ นายท่านซื้อของขวัญจากต่างประเทศส่งมาทางเรือ”
“ยังงั้นหรือคะแล้วพี่จะรีบกลับแล้วหรือ ไม่อยู่ทานข้าวกันก่อนล่ะ” พรดารีกล่าว
“ไม่เป็ไรครับผมมีภารกิจอีกมากที่ต้องทำ” หิรัญพูดในขณะที่สายตาก็จับจ้องอยู่ที่พิมพ์ดาราแล้วเขาก็รีบเดินออกไปอย่างรีบร้อน สองสาวพี่น้องก็มองตามอย่างงง ๆ
ณเมืองบ้านลุง เขตจังหวัดรัตนคีรี
รถบรรทุกของเฮงแล่นมาถึงเมืองเล็กๆ เงียบสงบ มีอาคารไม้เรียงรายสองฝั่งถนนไม่มากนักยามค่ำคืนเช่นนั้นร้านรวงก็พากันปิดแล้วลอล่าบอกทางให้เฮงขับออกไปนอกเมืองตามถนนลูกรัง จนมาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง
“นี่แหละค่ะ ฟาร์มของญาติดิฉันเดี๋ยวฉันจะลงไปบอกพวกเขาก่อน จะได้เตรียมต้อนรับคุณ”แล้วลอล่าก็เดินลงไปคุยกับผู้คนในบ้านสวนแห่งนั้น สักครู่หล่อนก็เดินกลับมาที่รถ
“เชิญค่ะ ลงไปพักผ่อนก่อนพวกเขากำลังไปเตรียมทำอาหารเย็นมาเลี้ยง จะอาบน้ำก่อนก็ได้นะคะ”
ตรีมิตรและเฮงเดินตามลอล่อเข้าไปในบ้านสาวสวยพาไปที่ห้องพัก
“ตามสบายนะคะเดี๋ยวฉันขอตัวไปช่วยทำกับข้าวก่อน”
เฮงเดินสำรวจห้องนอนไปรอบ ๆเอามือลูบไปตามโต๊ะตามตู้ต่าง ๆ แล้วก็ถามตรีมิตรว่า
“คุณไปรู้จักกับหล่อนที่ไหนหรือ”
“ที่บาร์ลามูในเสียมเรียบเมื่อคืนก่อนนะครับหล่อนเป็พาร์ทเนอร์ในบาร์นั่น”
“ผมว่าที่นี่มันแปลก ๆเหมือนไม่ใช่บ้านคนอยู่อาศัยเป็ปกติ เพราะสภาพสิ่งของในห้องมันยังดูใหม่ เหมือนเพิ่งเตรียมไว้เพื่อเราโดยเฉพาะ”
“อะไรนะครับ น้าหมายความว่า... “ตรีมิตรเริ่มหวาดกลัว
“แย่แล้ว เรารีบออกไปกันเถอะ”เฮงคว้าแขนตรีมิตรวิ่งออกจากห้อง แต่ทว่า ประตูบ้านถูกล้อคจากข้างนอกและในครัวก็ไม่มีใครอยู่ ทั้งสองช่วยกันกระแทกประตู แต่ก็เปิดไม่ได้ในขณะที่ภายนอกไฟเริ่มลุกโหมขึ้นอย่างรวดเร็ว
“พวกมันจะเผาเราพร้อมบ้านหลังนี้”เฮงกล่าว
“น้าหลบไปก่อน” ตรีมิตรบอกพร้อมกับใช้เทพฤทธิ์ปล่อยตรีศูลออกไปทำลายประตูพังทลายลงแล้วทั้งสองก็วิ่งฝ่ากองเพลิงออกจากบ้านหลังนั้นแต่เมื่อเดินไปที่รถบรรทุกก็พบว่ารถหายไปแล้ว
“บ้าเอ้ย มันขโมยรถเราไป” ตรีมิตรกล่าวอย่างหัวเสีย
“เราไปดูทางโน้นกันเถอะ เหมือนจะมีแสงไฟ” เฮงบอกพร้อมกับเดินไปบนเนินเขาหลังบ้านที่ถูกเผาเมื่อครู่
เมื่อไปถึงบ้านหลังใหญ่บนเนินแห่งนั้นเฮงกับตรีมิตรซุ่มซ่อนตัวในพุ่มไม้ เห็นยามสองคนยืนถือปืนเอ็ม 16 เฝ้าหน้าประตู เฮงจึงพาชายหนุ่มลัดเลาะเลียบไปทางข้างตึกก่อนจะใช้ปืนพกยิงยามสองคนนั้นตาย แล้วพวกเขาก็เปิดประตูเข้าไปภายในห้องโถงขนาดใหญ่ซึ่งตรงกลางเปิดโล่งขึ้นไปถึงชั้นสอง ที่แท้มันเป็คลังแสงเก็บอาวุธกลางป่าของพรรคคอมมิวนิสต์เพราะมีธงแดงและรูปปราสาทนครวัดสีเหลืองอยู่กลางผืนผ้า มีป้ายข้อความว่า “ ลด ซอจงเจริญ” ติดไว้ที่ผนังห้อง
“พวกแกดิ้นรนมาหาที่ตายแท้ ๆ “ เสียงผู้ชายดังมาจากระเบียงชั้นบน
ตรีมิตรและเฮงแหงนหน้าขึ้นไปมองตามเสียงนั้นเป็ชายคนหนึ่งในชุดคอตั้งแขนยาวสีเทาแบบที่พวกคอมมิวนิสต์นิยมสวมใส่และหญิงสาวอีกคนหนึ่ง หล่อนคือลอล่า สาวคู่ขาของตรีมิตรนั่นเอง
“อะไรกันนี่ เธอหลอกฉันมาที่นี่เพื่ออะไร” ตรีมิตรคาดไม่ถึงว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ทำงานกลางคืนธรรมดาคนหนึ่ง จะกลายเป็สายให้พวกคอมมิวนิสต์
“ฉันจะบอกแกให้ก่อนตายก็ได้ว่า เสี่ยเริงศักดิ์ส่งอาวุธมาให้พวกเราที่นี่และยังบอกให้เราจับตาดูพวกแกแล้วให้ลงมือได้ทุกเมื่อหากว่าแกจะเป็ภัยต่อพวกเรา” ชายชุดเทากล่าว ในขณะที่มีกลุ่มคนถืออาวุธาเข้ามารุมล้อมตรีมิตรและเฮงไว้
“อโหสิให้ฉันเถอะนะที่รัก ฉันต้องรับใช้ท่านลดซอเพื่ออุดมการณ์อันยิ่งใหญ่” ลอล่ากล่าว
“จัดการมัน” ลดซอสั่ง ก่อนจะถอยไปทางออกฉุกเฉิน
ตรีมิตรไม่รอให้พวกมันยิงก่อน เขาปล่อยตรีศูลออกไปสังหารคนกลุ่มนั้นส่วนเฮงบุนลีก็ใช้ปืนยิงไปที่กลางหลังของลอล่าขณะที่หล่อนเตรียมจะหนีนางนกต่อะโว่า “ปลโปตจงเจริญ” ก่อนจะล้มลงขาดใจตาย
เมื่อสังหารลูกน้องของลดซอได้แล้วตรีมิตรกับเฮงก็เผาทำลายอาวุธเ่าั้จนพินาศย่อยยับแล้วขับรถบรรทุกที่พวกนั้นมาจอดไว้ข้างตึกออกมาจากสวนแห่งนั้นโดยไร้ร่องรอยของลดซอแต่อย่างใด
“ไอ้คนที่หนีไปนั่นแหละ ลดซอ หรือปลโปต เลขาธิการพรรคกรรมกรกัมพูชาที่มีแิแบบคอมมิวนิสต์ต่อไปคงจะเป็ภัยร้ายแรงต่อประชาชนอย่างแน่นอน” เฮงบุนลีกล่าวขณะขับรถ
“ทำไมน้าถึงรู้เื่พวกนี้ดีจังเลยครับ น้าเป็ใครกันแน่”ตรีมิตรที่นั่งข้าง ๆ คนขับรถเริ่มสงสัย
“ผมจะบอกความจริงให้ก็ได้ว่า ผมเป็สายลับของ CRA สาขากัมพูชา ซึ่งทาง CRA ประเทศไทยประสานมาทางนี้ผมจึงได้รับมอบหมายภารกิจให้มาคุ้มครองคุณและเราก็ติดตามความเคลื่อนไหวของพวกเสี่ยเริงศักดิ์กับลดซอมาระยะหนึ่งแล้ว จนได้มาเจอแหล่งส้องสุมของพวกมันที่นี่”เฮงบุนลีเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง
คำทำนายของเฮงไม่ผิดพลาดเพราะต่อมาในปี 1975 เขมรแดงภายใต้การนำของปลโปต ได้บุกยึดกรุงพนมเปญและกวาดต้อนผู้คนออกนอกเมืองไปทรมานให้ทำการเกษตรได้สังหารผู้ที่สงสัยว่าจะเป็ฝ่ายตรงข้าม รวมถึงคนที่ใช้แรงงานไม่ได้ พวกปัญญาชนเด็กเล็กถูกจับฟาดกับต้นไม้ตาย บ้างก็ถูกฝังหมู่ทั้งเป็ ในระยะเวลา 4 ปี มีคนตายไปกว่าสามล้านคนเป็โศกนาฏกรรมทางการเมืองที่สร้างความะเืใจให้คนทั้งโลกอย่างมิรู้ลืม
เฮงขับรถจากรัตนคีรีในกลางดึกคืนนั้นกว่าจะถึงเสียมเรียบก็รุ่งสางแล้ว เขาพาชายหนุ่มเข้าไปพักที่บ้านของเขาซึ่งเป็บ้านไม้ใต้ถุนสูงหลังใหญ่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งชานเมืองเสียมเรียบนั่นเอง
“อาบน้ำแล้วนอนพักก่อนนะเดี๋ยวผมไปเตรียมข้าวปลาอาหารมาให้ ตามสบายนะ” เฮงกล่าว
ตรีมิตรเข้าห้องนอนผลัดผ้าเป็ชุดผ้าขาวม้าผืนเดียวแล้วลงไปอาบน้ำที่ห้องน้ำหลังบ้าน จนร่างกายสะอาดสดชื่นดีแล้วก็ขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าลงมานั่งที่แคร่ไม้ไผ่ใต้ถุนบ้าน ลมเย็น ๆ พัดโชยมาช่วยให้คลายความเหน็ดเหนื่อยได้บ้าง
สักครู่ชายหนุ่มก็เห็นสาวสวยถือถาดใส่ถ้วยกับข้าวมาหาเขาหล่อนคือโอนเนียงลออนั่นเอง
“อ้าว คุณนั่นเอง” ตรีมิตรตื่นเต้น
“ทานข้าวก่อนนะคะ” เนียงลออในชุดเสื้อแขนกุดสีขาวกับกระโปรงสีน้ำเงินวางถาดอาหารแล้วนั่งที่ด้านหนึ่งของแคร่หล่อนยิ้มให้หนุ่มผิวเข้มอย่างเอื้ออารี
สำรับอาหารที่หญิงสาวยกมามีของกินหลากหลายชนิดทั้งอาม็อกเตร็ย ( คล้ายห่อหมกปลาแต่ไม่เผ็ด ) นุมบั่นเจ๊าะ (คล้ายขนมจีนน้ำยาป่า) ลกลัก ( เนื้อวัวผัดกับหอมแดง ใช้น้ำมะนาวกับพริกไทดำปรุงเป็ซอส ในการผัด)ไก่ผัดขิง และมีขนมหวานอีกหลายชนิด
“โอ้โห น่าทานทั้งนั้นเลย”ตรีมิตรลงมือชิมอาหารแต่ละอย่าง จนสำลัก สาวงามจึงยกขันน้ำฝนส่งให้เขาดื่ม
ตรีมิตรยืนมือไปรับขันมือของเขาก็ไปกุมถูกมือของโอนเนียงลออ ตาต่อตามาประสานสร้างความรัญจวนในดวงใจของเขาและเธอยิ่งนัก หญิงสาวก็เขินอายรีบชักมือมากุมไว้ที่หน้าตักตนเอง
“คุณทานไปเรื่อย ๆ ก่อนนะคะเดี๋ยวดิฉันมา” เนียงลออกล่าว แล้วเดินออกไปยังบ้านของตนที่อยู่ข้างบ้านเฮง
เมื่อตรีมิตรกินข้าวอิ่มหนำสำราญดีแล้วก็นั่งกินลมชมวิวไปสักพัก เนียงก็เดินกลับมาพร้อมกับกระเป๋าเป้ใบหนึ่งตรีมิตรจำได้คลับคล้ายว่าจะเหมือนของเขา
“นี่กระเป๋าของคุณใช่ไหมคะ”เนียงถาม
“เอ่อ น่าจะใช่ครับ”ตรีมิตรไม่ค่อยแน่ใจ
“ออกมาเลย ไม่ต้องซ่อน มานี่”เนียงร้องเรียกใครอีกคนแล้วเด็กชายที่เคยขโมยกระเป๋าของตรีมิตรก็ออกมาจากพุ่มกระถินริมรั้ว เดินมายืนอยู่หลังหญิงสาว
“เฮ้ยนี่เด็กที่ขโมยกระเป๋าผมวันก่อน เขาเป็น้องของคุณหรือ”
“อ๋อ ไม่ใช่หรอกค่ะฉันเห็นเขาไม่มีพ่อแม่ และเร่ร่อนอยู่แถวนี้ จึงนำตัวมาเลี้ยงเป็น้อง ไม่นึกว่าจะไปก่อเื่กับคุณจนได้สอนไม่เคยจำ นี่แน่ะ ขอโทษพี่เขาเดี๋ยวนี้” เนียงหยิกหูของเด็กชายจนร้องโอ้ย
“อย่าไปทำแกเลยครับผมได้กระเป๋าคืนก็ดีแล้ว”
“คุณลองตรวจดูก่อนว่าของอยู่ครบมั๊ย”
ตรีมิตรตรวจดู ก็พบว่ายังครบอยู่รวมทั้งลายแทงของเขาด้วย
“ครบอยู่ครับแล้วคุณรู้ได้ยังไงว่ามันเป็ของผม”
“ฉันเห็นรูปคุณในพาสปอร์ตน่ะค่ะ”
“อ๋อ ต้องขอบคุณคุณมากนะครับ”
“ไม่เป็ไรค่ะ ฉันก็ขอโทษคุณด้วยที่อบรมเด็กไม่ดี”
ทั้งสองก็ยิ้มให้แก่กันและกัน ความซาบซึ้งใจในคุณความดีที่ต่างฝ่ายต่างมีก่อให้เกิดความชื่นชอบขึ้นแล้ว
“ขอตัวไปทำงานบ้านก่อนนะคะคุณก็พักผ่อนตามสบาย ลุงเฮงบอกว่าพรุ่งนี้จะพาคุณไปนครวัดนครธม”
“ครับผม” ตรีมิตรยิ้มให้เนียง
ค่ำคืนนั้นในห้องนอนบนบ้านของเฮงบุนลี
ตรีมิตรนอนอยู่ในมุ้งขณะที่คนอื่นหลับหมดแล้ว แต่ตัวเขายังมิอาจข่มตาหลับได้เพราะนึกถึงใบหน้าของสาวสวยนามว่าโอนเนียงลออยังตามหลอกหลอนให้เขาต้องผวาตื่นทุกครั้งที่หลับตา ได้แต่นอกพลิกไปพลิกมาจนเผลอหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย
วันรุ่งขึ้นที่ถนนหน้าทางเข้าปราสาทหินนครวัด
เฮงบุนลีขี่รถสามล้อเครื่องพาตรีมิตรและโอนเนียงลออมาเที่ยวชมสิ่งมหัศจรรย์ของโลกสองฟากถนนหน้าทางเข้าปราสาทนั้นแวดล้อมไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ถัดไปเป็สระน้ำขนาดกว้างใหญ่รูปตัว L ล้อมไว้ทั้ง 4 มุมมีถนนปูลาดด้วยศิลาแลงก้อนใหญ่ ๆ ตรงไปสู่ระเบียงคดชั้นนอกเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมโลกมนุษย์กับ์ของพระวิษณุตามคติแบบพราหมณ์ฮินดูภายในซุ้มประตูที่เรียกว่าโคปุระ ประดิษฐานเทวรูปพระนารายณ์แปดกร ซึ่งเดิมเป็รูปพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์สร้างในสมัยพระเ้าชัยวรมันที่ 7แต่ถูกดัดแปลงมาเป็แบบฮินดูสมัยพระเ้าชัยวรมันที่ 8 ซึ่งหันมานับถือพราหมณ์เมื่อเดินต่อไปตามถนนศิลาจะเป็สะพานนาคราชความยาวประมาณ 500 เมตรสองข้างขนาบด้วยบรรณศาลา หรือหอสมุดข้างละหนึ่งหลัง จากนั้นจะมีบันไดขึ้นไปยังระเบียงชั้นในซึ่งมีรูปสลักนางอัปสราในท่าทางและเครื่องแต่งกายแบบต่าง ๆ นับพันนางยังมีภาพสลักที่ฝาผนังระเบียงคดเป็เื่ราวมหาภารตะและเื่รามเกียรติ์ โดยเฉพาะภาพกองทัพชาวสยามที่ไปช่วยพระเ้าสุริยวรมันที่2 รบกับชาวจาม ถือเป็จุดไฮไลท์ที่นักท่องเที่ยวชาวไทยต้องไปชมให้ได้ เมื่อเดินลึกเข้าไปก็จะเป็ทางขึ้นฐานปราสาททั้ง5 ซึ่งจำลองเอาศูนย์กลางจักรวาลมาไว้ ซึ่งช่องว่างระหว่างยอดปราสาททั้ง 5เคยทำเป็บารายหรือสระน้ำจำลอง สมมติเป็มหาสมุทรทั้งสี่มาแล้วแต่ปัจจุบันไม่มีน้ำแล้ว
ตรีมิตรเดินชมปราสาทพร้อมกับโอนเนียงลออและเฮงบุนลีก็เฝ้าสังเกตไปเรื่อย ๆว่ามีร่องรอยอะไรที่จะตรงกับลายแทงที่ตนใช้ตามหาเทวรูปศักดิ์สิทธิหรือไม่แต่เขาก็ยังไม่พบอะไรเมื่อเดินกันเหนื่อยแล้วก็พากันเดินลงมานั่งพักที่ข้างสระบัวใกล้บริเวณปราสาทและซื้อมะพร้าวอ่อนดื่มแก้กระหาย เคล้าด้วยเสียงบรรเลงมโหรีของวงดนตรีทหารผ่านศึกให้บรรยากาศของความขลึมขลังแกมสงบเย็น ตรีมิตรนั่งมองเนียงลอออย่างไม่วางตาหล่อนช่างงดงามราวกับนางอัปสราที่มีชีวิตจริง ๆสาวงามเห็นเขาจ้องตาเป็มันเช่นนั้นก็เอ่ยขึ้นว่า
“มองดิฉันแบบนี้เห็นอะไรผิดปกติหรือเปล่าคะ หรือว่าฉันมีหนวดมีเขาตรงไหนคะ”เนียงถามจนตรีมิตรก็เขินเอง
“เปล่าครับคุณไม่มีอะไรผิดปกติหรอก ผมไม่เคยเห็นใครสวยอย่างคุณมาก่อนน่ะครับ”
“ตอนสาว ๆ ก็สวยอยู่หรอกค่ะแต่ถ้าดิฉันแก่หนังเหี่ยว ยังไม่ทราบคุณจะว่าสวยอยู่มั๊ย” หล่อนพูดแล้วหัวเราะเบาๆ
“ปกติผมเคยเห็นแต่สาวเขมรผิวสีเข้มๆ แต่ทำไมคุณถึงได้ขาวเหมือนหยวกกล้วยอย่างนี้ละครับ”
“สงสัยตอนคุณแม่ตั้งท้องท่านคงดื่มนมเยอะไปมั๊งคะ” เนียงลออยิ้มจนเห็นเขี้ยวเสน่ห์และลักยิ้มที่แก้ม
เฮงเดินมาบอกชายหนุ่มหญิงสาวว่า “เราไปปราสาทตาพรมกันเถอะ เดี๋ยวสายแดดจะยิ่งร้อน”
แล้วทั้งสามคนก็ไปยังปราสาทที่พระเ้าชัยวรมันสร้างถวายกุศลแก่พระมารดาซึ่งสภาพในปัจจุบันปรักหักพังและมีต้นไม้แผ่รากปกคลุมเกาะเกี่ยวตัวปราสาทจนดูลึกลับน่ากลัวพวกเขาเดินสำรวจจนทั่วแล้วก็เดินออกมาทางประตูที่มีรูปพรหมสี่หน้าภายนอกมีร้านค้าขายของที่ระลึกและอาหารแก่นักท่องเที่ยว พวกเด็ก ๆก็แห่กันมาขายของแต่เฮงสะกิดให้ตรีมิตรและเนียงขึ้นรถสามล้อออกเดินทางไปยังนครธมต่อไป
ไม่ไกลจากนครวัดมากนักทั้งสามคนก็มาถึงทางเข้านครธมอันยิ่งใหญ่ สองข้างทางเป็ศิลาสลักรูปเทวดาและอสูรยุดนาคตามตำนานกวนเกษียรสมุทรพวกเขาเช่าจักรยานแล้วขี่ลอดซุ้มประตูที่มีรูปพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์ หันไปทั้งสี่ด้านมีศิราภรณ์ทรงสูงอันเป็เอกลักษณ์ของพุทธศิลป์แบบมหายาน เมื่อเข้าไปตามถนนภายในเมืองก็แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่ดูเขียวขจี ตัดกับสีเทาแกมแดงของศิลาที่ก่อเป็ตัวปราสาทต่างๆ ระยะทางจากประตูเมืองถึงปราสาทบายนราว ๆ 1 กิโลเมตรก็ได้เห็นความสง่างามของหมู่พระปรางค์รูปใบหน้าจำนวนมาก หันไปในทิศทางต่าง ๆบางหน้าก็ยิ้มด้วยความเมตตา บางหน้าก็ถมึงทึง ส่วนใหญ่จะมีปรางค์ละ 4 หน้าแต่บางองค์จะมีเพียง 2 หรือ 3 หน้า แต่เดิมใบหน้าเหล่านี้ พระเ้าชัยวรมันที่ 7ให้ทรงสร้างเป็พักตร์แห่งพระโพธิสัตว์ที่คอยสอดส่องความทุกข์ยากของสัตว์โลกแต่ภายหลังรัชกาลนี้แล้ว ใบหน้าเหล่านี้ถูกปรับเปลี่ยนโดยเติมตาที่สามอันเป็ลักษณะของพระศิวะในศาสนาพราหมณ์เข้าไปแทนอาคารบางหลังก็พังทลายเหลือเพียงเสาและฐานรากส่วนที่ยังคงสภาพของระเบียงคดก็ยังพอมีบ้างบางส่วนก็เป็ภาพสลักเหตุการณ์ที่พระเ้าชัยวรมันที่ 7ได้รับชัยชนะในการทำาทางเรือกับกองทัพของพวกจามอันเป็ที่มาของการสร้างปราสาทบายนแห่งนี้
“พระพักตร์เหล่านี้นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า สร้างตามพระพักตร์แท้จริงของพระเ้าชัยวรมันที่ 7 เลยนะ เดิมมี 54 ยอด ๆ ละ 4 หน้าแต่ปัจจุบันปรักหักพังไป เหลือเพียง 37 ยอด” เฮงบุนลีกล่าวขณะที่ตรีมิตรมายืนชมทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของปราสาท แสงแดดก็สาดส่องไปบนพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์ซึ่งยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยอันเป็วลีว่า “ยิ้มแบบบายน” และเป็ที่เลื่องลือของนักท่องเที่ยวทั่วโลก
ทันใดนั้นทุกสิ่งรอบตัวของตรีมิตรก็หยุดนิ่ง เวลาหยุดเดิน มีเพียงเขาที่ยังคงเคลื่อนไหวได้รู้สึกได้ และแล้วเขาก็ได้ยินเสียงอันดังกังวานมาจากพระพักตร์แห่งบายนองค์หนึ่งที่กำลังยิ้มอย่างมีเมตตา และขยับพระโอษฐ์เรียกเขาว่า
“ดูกร เทพอวตารเรารู้ถึงภารกิจที่เ้าต้องมากระทำแล้ว และนี่คือบททดสอบ หากเ้าตอบคำถามของเราได้ก็สามารถผ่านไปสู่การไขปริศนาข้อถัดไปได้ เ้าพร้อมหรือยัง”
“พร้อมแล้วพระเ้าข้า”ตรีมิตรคุกเข่าประนมมือ
“จงตอบเราว่าเหตุใดเราจึงยิ้มเช่นนี้”
“เพราะว่าทรงมีเมตตากรุณาต่อสัตว์โลกที่กำลังตกทุกข์ได้ยากหรืออีกนัยหนึ่งคือทรงมีพรหมวิหารสี่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา”
“นั่นก็ใช่ แต่ยังถูกไม่หมดนอกจากนี้แล้วยังหมายถึงอะไร”
“ยอดปราสาททั้ง 54ยอดแทนจังหวัดทั้ง 54 ในอดีต และสายพระเนตรที่มองลงต่ำเหมือนทรงแลดูราษฏรของพระองค์ รอยยิ้มของพระองค์ยังหมายถึง การเสวยวิมุติสุขในะธรรมกล่าวคือ พระนิพพาน อันมีสุขโดยส่วนเดียว”
พระโพธิสัตว์ทรงพระสรวลเบา ๆแล้วตรัสต่อไปว่า
“ยังมีอีก ใกล้จะครบแล้วรีบตอบมาโดยไว”
ตรีมิตรนิ่งอึ้งไปชั่วขณะนอกจากยิ้มด้วยความเมตตากรุณา ยิ้มเพราะอิ่มเอมเพราะความหลุดพ้นจากกิเลสแล้วยังจะมีเหตุแห่งการยิ้มอันใดอีกเล่า และแล้วเขาก็นึกออก
“ พระองค์ทรงยิ้มเยาะพญามารคือตัณหาอุปาทาน ที่ไม่อาจทำอะไรพระองค์ได้อีกต่อไปและยิ้มเยาะสัตว์โลกผู้ใจบาปที่กำลังก่อกรรมทำเข็ญโดยไม่หวั่นเกรงผลกรรมซึ่งจะได้รับในอนาคต พระเ้าข้า“
“สาธุ ๆ ๆเ้าตอบมาได้ถูกต้องครบถ้วนแล้ว ปริศนาแห่งรอยยิ้มของเรา เ้าไขออกแล้วจงไปสู่ปริศนาต่อไปในทิศอีสานเถิด จงยังประโยชน์ตน แลประโยชน์แห่งชาวโลกให้ถึงพร้อมเถิด” เมื่อทรงตรัสแล้วทุกสิ่งรอบกายก็กลับมาเคลื่อนไหวตามปกติ เวลากลับมาเดินต่อไปโดยที่เฮงบุนลีและโอนเนียงลออ หาได้ล่วงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เมื่อออกจากภวังค์ชายหนุ่มก็พลันนึกถึงข้อความจารึกในแผ่นหนังแกะนั้นว่า”พระาาองค์ที่เจ็ดแย้มสรวลทางทิศอีสาน” เขาไขปริศนาได้แล้วว่าเป็สถานที่แห่งนี้แต่ทิศทางที่พระพักตร์แห่งชัยวรมันผู้ยิ่งใหญ่หันไปนั้นคือภูมิสถานแห่งใด
“น้าครับทางตะวันออกเฉียงเหนือของปราสาทบายนแห่งนี้ มีโบราณสถานอะไรอีกครับ” ตรีมิตรถามเฮงบุนลี
“อยากรู้ก็ตามผมมาสิ จะพาไปดู”
จบตอนที่6
โปรดติดตามตอนที่7 พนมอัปสรา
(แต่งจบตอนที่6 วันที่ 17 ก.ย. 59 เวลา 00.55 น.)