[จบแล้ว] โชคสะท้านฟ้าของซุปเปอร์สตาร์ชาวไร่

    บทที่ 48 ผู้นำครอบครัว

    “ไม่ใช่ขอรับ” ฉีจิงพูดแทรกอย่างใจเย็น “พวกท่านร่วมมือกับอาเย่เถอะ ข้าไม่ค่อยถนัดเรื่องทักทายผู้คน สูตรเหล้าอยู่ในมือตัวเองแท้ ๆ หากไม่ใช่เพราะอาเย่มาเจอแล้วนำไปทดลอง กระดาษใบนั้นก็คงไร้ประโยชน์ไปแล้ว เพราะฉะนั้นพวกท่านก็ร่วมมือกันเถอะ ข้าจะคอยช่วยเหลืออยู่ข้างหลัง” 


    คุณนายโจวเหลือบมองถังฉือเย่อย่างเงียบ ๆ ในใจคิดว่า ‘พวกเจ้ามาถึงขั้นนี้แล้ว ยังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้อีก!’ เพียงแต่หญิงสาวแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น ได้แต่กระแอมไปหนึ่งครั้ง จนคุณนายโจวพูดอย่างเบิกบานใจว่า “เช่นนั้นก็เป็นพวกข้ากับพวกเจ้าร่วมมือกัน เงินที่ได้แปดส่วนเป็นของพวกเจ้า อีกสองส่วนเป็นของข้า”


    ถังฉือเย่ซึ่งเป็นคนใจกว้างอยู่แล้วปกติหากใครยิ่งคิดจะเอาแต่ได้ นางจะยิ่งไม่ยอมให้ ตรงกันข้ามหากเจอคนที่ไม่อยากเอาเปรียบกลับยิ่งอยากให้ ดังนั้นนางยิ้มพลางกล่าว “ท่านลุงสี่ใจกว้างเกินไปแล้ว เช่นนี้ก็เท่ากับยกโรงเหล้าให้ข้าล่ะสิ พวกท่านไม่ต้องทำเช่นนี้หรอกเจ้าค่ะ”


    “สูตรนี้มีราคาแพงมาก โรงเหล้าของพวกเราเห็นทีว่าจะไปไม่รอดแล้ว โชคดีได้สูตรของพวกเจ้ามาช่วยชีวิตเอาไว้ เพราะฉะนั้นพวกเจ้าสวมควรได้รับมัน”  ท่านลุงสี่กล่าวอย่างเคร่งขรึม


    “เช่นนั้นก็ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้หรอกเจ้าค่ะ ความหมายของข้าคือพวกเราจะต้องร่ำรวยไปด้วยกัน ทุกคนต้องมีชีวิตที่ดีขึ้น”


    ได้ฟังทั้งสองคนพูดคุยกันอยู่นาน สุดท้ายฉีจิงก็ได้เอ่ยขึ้นอย่างไม่อ้อมค้อมว่า “พวกท่านไม่ต้องเถียงกันแล้ว เอาเป็นว่าพวกเราหกส่วน พวกท่านสี่ส่วนก็แล้วกัน ข้าว่าแบ่งกันอย่างนี้เหมาะสมแล้ว”


    ท่านลุงสี่และคุณนายโจวมองหน้ากัน และตอบตกลงอย่างซาบซึ้ง ชายหนุ่มจึงพูดต่อ “ข้าไม่คุ้นเคยกับหมู่บ้านละแวกนี้ ท่านลุงสี่ท่านไปหาพวกสวนผลไม้ ส่วนข้าเองก็มีเพื่อนอยู่หลายคนในตัวเมือง เมื่อถึงตอนนั้นเรากลั่นเหล้าออกมาได้ ข้าจะช่วยออกแรงตอนส่งขาย” 


    จากนั้นทุกคนก็เริ่มปรึกษากันว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ ต้องใช้ผลไม้อะไรบ้าง สุดท้ายก็สรุปออกมาได้ว่าแต่ละครอบครัวจะออกเงินคนละยี่สิบตำลึง ส่วนเรื่องอื่นนั้นเอาไว้ว่ากันทีหลัง


    ครอบครัวอะไรกัน…นี่ทุกคนวางฉีจิงเป็นหนึ่งในครอบครัวนางกระนั้นหรือ และที่สำคัญคือฉีจิงผู้นี้ทำเหมือนกับตัวเองเป็นหัวหน้าครอบครัวของนางอีก…ถังฉือเย่กุมหน้าผากของตัวเองเงียบ ๆ ในขณะที่ชายผู้เป็น ‘ครอบครัว’ คนใหม่ของนางกล่าว “ท่านลุงสี่ ก่อนที่เรื่องนี้จะสำเร็จ ท่านอย่าเพิ่งเอาเรื่องนี้ไปบอกใครเด็ดขาด ข้าเกรงว่ามันจะทำให้ชื่อเสียงของอาเย่เสื่อมเสีย”


    “ไม่ใช่”​ ถังฉือเย่แตะไหล่ของเขาอย่างเหลืออด “พ่อหนุ่มฉี เดิมทีเราก็ไม่ได้สนิทกันนี่!”


    ฉีจิงมองนางนิ่ง ๆ ก่อนพูดตาม “ไม่สนิท แค่ค้าขายด้วยกันเท่านั้น” 


    หญิงสาวเงียบกริบ พักใหญ่ก่อนที่คุณนายโจวจะหัวเราะออกมามองชายหนุ่มหญิงสาวอย่างเข้าใจดี “พวกเจ้าวางใจเถอะ ข้ากับท่านลุงสี่ของเจ้ารู้อยู่แล้วล่ะ” 


    พวกเขาทั้งสี่คนพูดคุยวางแผนการทำเหล้ากันอย่างสนุกสนาน จนไม่ทันสังเกตเห็นว่ามีใครบางคนเดินเข้ามาพร้อมกับมองไปที่รถม้าและจำมันได้ในทันที จากนั้นก็เบือนหน้าหนีแล้วรีบตรงไปยังประตูของสำนักศึกษา…เป็นถังฉือจิน ลูกชายคนโตของบ้านใหญ่นั่นเอง 


    ถังฉือจินไม่ชอบชื่อที่ดูเชยและไร้รสนิยมนี้ ดังนั้นภายหลังที่เข้าไปในสำนักศึกษา เขาจึงขอให้อาจารย์เปลี่ยนชื่อเป็นถังฉือจิ้นแทน เมื่อถึงเทศกาลไหว้บ๊ะจ่างสำนักศึกษาได้หยุดเพื่อให้ทุกคนกลับมาบ้าน ถังฉือจิ้นผู้นี้ก็กลับมาบ้านตระกูลถังด้วยเช่นกัน ทันทีที่เข้ามาในหมู่บ้านจวี้เป่า ชายหนุ่มก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่ผิดปกติอย่างชัดเจน 


    ปกติแล้วชาวบ้านจะทักทายเหล่านักเรียนจากสำนักศึกษาอย่างสุภาพเสมอ ทุกครั้งที่เขากลับบ้าน ทุกคนก็จะทักทายอย่างขยันขันแข็ง อีกทั้งยังถามว่าเรียนเป็นอย่างไรด้วย แม้ว่าเขามักจะรำคาญ แต่หากอารมณ์ดีเขาก็จะตอบไปบ้างสองสามคำ เพียงแต่ครั้งนี้นั้นกลับไม่มีใครสนใจเขาสักคน! 


    เมื่อกลับไปถามสาเหตุจากที่บ้าน ถังฉือจิ้นก็แทบจะเป็นลม!


    เขาคิดไม่ถึงเลยว่าครอบครัวตนเองจะทำเรื่องเช่นนี้ อีกทั้งคนอื่นยังรู้เรื่องอีกด้วย เมื่อนึกย้อนไปถึงสายตาของคนเหล่านั้นตอนที่เข้ามาในหมู่บ้าน ถังฉือจิ้นก็รู้สึกหน้าร้อนผ่าวในทันที และด้วยเหตุนี้ชายหนุ่มจึงไม่ออกไปไหนเลยตลอดสองวัน ในใจเร่งวันเร่งคืนให้ได้กลับไปสำนักศึกษาโดยเร็วที่สุด เพียงแต่คาดไม่ถึงว่าตอนที่เขาไปบอกว่าต้องจ่ายค่าเล่าเรียน ท่านย่าซุนกลับลังเลอยู่นาน พลางถามว่าสามารถผลัดไปก่อนสักวันสองวันได้หรือไม่ แถมยังย้ำอีกว่าให้เขาประหยัดสักหน่อย 


    ถังฉือจิ้นอารมณ์เสียมาตลอดทั้งคืน ในตอนเช้าท่านย่าซุนก็มอบเงินให้เขาแค่สองตำลึง เงินจำนวนแค่นี้จ่ายค่าเรียนกับค่าอาหารก็หมดแล้ว หรือแม้กระทั่งเขาต้องการนั่งรถม้าไปยังสำนักศึกษา ท่านย่าก็ยังลังเลอยู่นานและคิดหาว่าจะให้เขาติดรถใครสักคน แต่รอมาทั้งเช้าก็ไม่มีใครนั่งรถม้าผ่านมาทั้งนั้น รอจนเขาไปเรียนสาย


    เรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ท่านย่าซุนจะร้ายกาจเอาเปรียบใครก็ได้ แต่ก็เคยมีสักครั้งที่จะทำกับเขาอย่างนี้ ทุกครั้งที่ให้ค่าเล่าเรียนและค่าอาหาร นางยังแอบให้เงินเขาเกินสองถึงสามตำลึงด้วยซ้ำไป เพราะกลัวว่าเขาจะไม่มีเงินใช้ในเมือง ดังนั้นเขาจึงเป็นที่อิจฉาของทุกคนในสำนักศึกษาเล็ก ๆ นี้เสมอ แต่ตอนนี้ เขาไม่มีเงินเหล่านั้นแล้ว จะให้ไปขอข้าวจากพวกที่ดิ้นรนด้วยตัวเองแบบนั้น ถังฉือจิ้นก็กลัวจะเสียหน้าจึงทำไม่ได้


    ถังฉือจิ้นจึงวิ่งเหยาะ ๆ เข้าไปที่ห้าวเฉอด้วยท้องที่หิวโหย ห้าวเฉอแห่งนี้คือหอนอนเป็นห้องนอนใหญ่สำหรับสี่คน เพราะเขาติดสินบนผู้ดูแลฉะนั้นห้องที่เขานอนจึงเป็นห้องที่หันเข้าหาแสงแดด ซึ่งอยู่กันเพียงสองคน ตอนนี้ในระหว่างที่เพื่อน ๆ ก็ต่างไปที่โรงอาหารแล้ว ถังฉือจิ้นรีบวางกระเป๋าลง เขาหยิบหนังสือขึ้นมาและกำลังจะไป แต่กลับได้ยินเสียงใครบางคนร้องเรียก “อาหรง!” 


    ถังฉือจิ้นหยุดกึกเพ่งสายตาไปที่ลานกลางของห้องซึ่งมีพืชผักปลูกไว้ล้อมรอบไว้ด้วยรั้ว ถังฉือจิ้นข้ามรั้วไป เขาก็เห็นมีคนสองคนกำลังยืนคุยกันอยู่หน้าห้องตรงข้าม พวกเขาก็คือถังฉือหรงและถังจวิ้นเชิน


    ถังจวิ้นเชินกำลังยื่นถุงผ้าไหมในมือให้กับถังฉือหรง พลางกล่าว “นี่คือน้ำใจส่วนหนึ่งของเย่เอ๋อร์ ข้าได้ยินมาจากเย่เอ๋อร์ว่าฉีจิงให้เงินนางมายี่สิบตำลึงเพื่อเป็นคำขอบคุณ ช่วงนี้นางใช้จ่ายคล่อง และนางเองก็มีน้ำใจให้เจ้า เจ้าเก็บเงินเอาไว้ใช้จ่ายค่าเล่าเรียนก่อนเถอะแล้วค่อยว่ากัน อย่างน้อยมันก็ดีกว่ามานั่งคัดลอกหนังสือให้เหนื่อยทั้งวันอย่างนี้”


    ถังฉือหรงทั้งรู้สึกจำใจและซาบซึ้ง ครั้งนี้เขาไม่มีเวลามาพูดอะไรมาก จึงรับเงินและนำไปเก็บไว้ในตู้ พลางหยิบหนังสือสองสามเล่มก่อนที่ทั้งคู่จะเดินไปที่ห้องบรรยาย 


    เมื่อคาบเรียนในช่วงเช้าจบลง ทุกคนต่างออกมาจากห้องบรรยาย เตรียมตัวจะไปทานอาหาร ทันทีที่พวกเขาออกมาก็เห็นผู้ดูแลยืนอยู่หน้าประตูก่อนจะพูดเสียงดังว่า “คนที่ยังไม่จ่ายเงินค่าเล่าเรียน หลังทานอาหารเสร็จให้รีบมาพบข้า” 


      เขาพูดพลางเหลือบมองถังฉือหรงเป็นพิเศษ “โดยเฉพาะเจ้า ผลัดไม่ได้แล้ว หากไม่จ่ายค่าเรียนก็ไม่ต้องเรียนแล้ว!” 


    ใบหน้าของถังฉือหรงแดงก่ำ เขารีบก้มหน้าตอบตกลง แต่ถังฉือจิ้นกลับเดินข้ามา พลางกล่าวอย่างสนิทสนม “ผู้ดูแลถัง ข้านำเงินมาแล้ว ข้าจะให้ท่านหลังทานอาหารเสร็จก็แล้วกัน”


    “ข้าก็กำลังหาเจ้าอยู่พอดี เจ้าเด็กนี่เคยชินกับการทำตามอำเภอใจ หากไม่รีบจ่าย ก็ไม่รู้ว่าเจ้าจะต้องไปอยู่ที่ไหน” 


    “ท่านอย่าทำให้ข้าขำเลย ข้าแค่ชอบผูกมิตรเท่านั้นเอง” เขาหัวเราะพลางโอบไหล่ของถังฉือหรง “ผู้ดูแลถังในเมื่อท่านก็รู้แล้วว่าข้าร่ำรวย เช่นนั้นข้าจะเลี้ยงอาหารท่านสักมื้อแล้วเราค่อยว่ากันต่อ”


    จากนั้นทั้งสองพูดคุยและเดินออกไปด้วยรอยยิ้ม โดยสำนักศึกษาแห่งนี้ได้รับความอุปถัมภ์จากคนในครอบครัวตระกูลถังออกทุนสร้างขึ้นมา ซึ่งก็เป็นสำนักศึกษาส่วนตัวที่มีขนาดใหญ่หน่อยเท่านั้นเอง มีอาจารย์สองท่าน ผู้ดูแลหนึ่งท่าน เงินค่าอาหารและค่าเล่าเรียนทุกบาททุกสตางค์ต้องผ่านมือของผู้ดูแลก่อน อาจารย์ที่มีความสามารถทั้งสองท่านก็เหมือนกับลูกจ้างที่พวกเขาจ้างมาเท่านั้น 


    ผู้ดูแลสำนักศึกษาแห่งนี้มีอายุราว ๆ สี่สิบ ชอบประจบเอาใจผู้มีอำนาจ ผิดกับเด็กยากจนที่ไม่มีผลประโยชน์อะไรอย่างถังฉือหรงก็ถูกขูดรีด เขาไม่เคยสนใจเลยสักนิด แต่กับถังฉือจิ้นที่มีฐานะร่ำรวย เขากลับปฏิบัติตัวอย่างดีที่สุด


    เมื่อถังฉือจิ้นเข้าไปในโรงอาหาร เขาก็สั่งเนื้อมาสองสามอย่าง พลางเรียกเพื่อนร่วมชั้นหลายคนมานั่งทานพร้อมกัน พวกเขากินพลางหัวเราะพลาง จนทำให้รอบข้างดูเงียบกว่าเดิมเป็นเท่าตัว


    ถังฉือหรงจึงทำได้เพียงก้มหน้ากินผักอย่างเงียบ ๆ ถังจวิ้นเชินมองไปทางนั้นอดไม่ได้ที่จะพูดพึมพำ รู้สึกสงสารผู้เป็นสหาย


    “ท่านย่าซุน ลำเอียงจริง ๆ” พูดพร้อมกับส่ายหน้าน้อย ๆ อยู่ในสำนักศึกษามาตั้งนานแล้ว แต่มีเพียงไม่กี่คนที่รู้ว่าเขาเป็นพี่น้องตระกูลเดียวกันกับถังฉือจิ้น


    ค่าอาหารของสำนักศึกษาเดือนละสามร้อยอีแปะ เป็นอาหารธรรมดาไม่มีเนื้อสัตว์ ไม่ถึงกับอิ่มและก็ไม่ถึงกับหิวตาย คนอื่นเขาก็มีกิจการเล็ก ๆ ที่มักจะผัดอาหารมาให้เสมอ หรือไม่ก็พวกที่นำอาหารมาจากบ้านเอง มีเพียงถังฉือหรงเท่านั้นที่ไม่เคยมี แม้แต่เงินอีแปะเดียวท่านย่าซุนก็ไม่ให้เขา วังซื่อเองก็ไม่เคยมีความคิดเช่นนี้ ตอนเขาเด็ก ๆ จึงมักต้องคัดลอกหนังสือจึงจะสามารถหารายได้จากการเรียน เรื่องที่จะได้ทานอาหารเพิ่มมากขึ้นก็ยิ่งไม่ต้องคิดเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่นานมานี้วังซื่อเพิ่งโดนไล่ออกจากบ้าน เขาจึงต้องทุ่มเทให้กับการคัดลอกหนังสือ เพื่อหารายได้ให้เพียงพอต่อค่าเล่าเรียนในหนึ่งเดือน


    แต่ด้วยความที่เขายังเด็กทำให้ร้านหนังสือทั้งหลายมักจะกดราคาเสมอ จนถึงตอนนี้เงินเก็บก็ยังไม่พอ ก่อนกลับบ้านก็ไปพูดกับผู้ดูแลว่าขอเลื่อนจ่ายค่าเรียนสักสองสามวัน เขาก็มักจะถูกผู้ดูแลมองด้วยสายตาเย็นชา ดูถูกดูแคลน โชคดีที่ถังฉือเย่สามารถหารายได้มาได้บ้าง ถังจวิ้นเชินจึงรู้สึกดีใจแทนเขาจริง ๆ


    หลังจากที่กินอาหารอย่างเร่งรีบ ถังฉือหรงก็ได้กลับมาเอาเงินที่เก็บไว้ในห้องนอน ซึ่งห้องนอนสี่คนของพวกเขา แต่ละคนล้วนมาจากครอบครัวที่ยากจน โดยปกติแล้วจะปิดแค่เพียงตู้บนหัวนอนเท่านั้น ซึ่งเมื่อถังฉือหรงเปิดประตูเข้ามา เขาก็ตกตะลึงในทันที ตู้ของเขามันเปิดอยู่ มีเพียงเสื้อผ้าสองชุดที่ตกอยู่ข้างนอก


    เด็กหนุ่มหน้าซีดเผือด เขารีบเข้าไปดู และพบว่าถุงผ้าไหมที่เขาแอบไว้มันได้หายไปแล้ว เงินทองแดงเก้าร้อยอีแปะที่เขาได้มาจากการคัดลอกหนังสือก็ได้หายไปด้วย! 

    .

    .

    .


    คล้ายกับเรื่อง[จบแล้ว] โชคสะท้านฟ้าของซุปเปอร์สตาร์ชาวไร่ ที่คุณอ่าน

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    นิยาย แฟนตาซี
    787K 1107
    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    ราชันเทพอัคคี [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    2.35M 999
    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.21M 577
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นภรรยาเศรษฐีนีแม่ลูกสามในยุค 80 [จบ]

    นิยาย รัก
    623K 530
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชนบทตัวน้อยๆ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    862K 774