ถึงกำหนดที่ช่างจะเข้ามาทำบ้านให้กับทั้งสองคน แต่เนื่องจากว่าบ้านของพวกเขานั้นอยู่ท้ายหมู่บ้านจึงค่อนข้างที่จะอยู่ห่างไกล เถ้าแก่เดินทางมาส่งลูกน้องด้วยตัวเอง เพราะพวกเขาจำเป็ที่จะต้องขนเครื่องมือต่างๆ นอกจากนั้นยังมีไม้สำหรับทำบ้านอีกด้วย
ไม่เคยมีเกวียนเข้ามาในหมู่บ้านมากถึงเพียงนี้ หากนับด้วยสายตาตอนนี้มีมากถึง 5 คันแล้ว เดือดร้อนไปถึงท่านผู้นำหมู่บ้านต้องมาสอบถาม เพราะไม่เคยมีขบวนขนของเข้ามาในหมู่บ้านมากถึงเพียงนี้มาก่อน
“สวัสดีครับนายท่าน ไม่ทราบพวกท่านเข้ามาในหมู่บ้านนี้ด้วยเหตุอันใดหรือ?” ท่านผู้นำหมู่บ้านตรงเข้าไปถามคนที่อยู่ในรถม้า
“ไม่ทราบว่าท่านผู้นี้คือ?” เถ้าแก่ไม่รู้ว่าชายที่เดินมาขวางขบวนขนของนี้คือใครจึงเอ่ยถามออกไป
“ข้าคือผู้นำหมู่บ้านของหมู่บ้านป่าแห่งนี้ขอรับ” ท่านผู้นำหมู่บ้านแนะนำตัว
“ไอหยา…ขอโทษที่เสียมารยาทกับท่านผู้นำ ข้าแซ่จงรับสร้างบ้านในแถบนี้ ได้รับการติดต่อจากนายพรานซ่งให้ไปสร้างบ้านให้ท้ายหมู่บ้านแห่งนี้น่ะขอรับ” เถ้าแก่แนะนำตัวอย่างนอบน้อม บางครั้งการเป็เ้าคนนายคนก็ไม่จำเป็ที่จะต้องเบ่งไปเสียทุกที่ ในเมื่อเขามาอย่างนอบน้อมเราก็สมควรที่จะต้องนอบน้อมกลับ
“เป็เช่นนี้นี่เอง ถ้าเช่นนั้นข้าไม่รบกวนนายช่าง ตรงไปท้ายหมู่บ้านนี้ ราวๆ 2 ลี้ก็ถึงบ้านของพวกเขาแล้วล่ะ” ท่านผู้นำพยักหน้าเข้าใจ แล้วผายมือเชื้อเชิญให้พวกเขาเดินทางต่อได้
เมื่อทราบเื่แล้วว่าคาราวานเกวียนพวกนี้มาด้วยเหตุผลอันใด ท่านผู้นำหมู่บ้านจึงนำเนื้อความไปแจ้งแก่ลูกบ้าน
“ข้าคิดว่าเศรษฐีผู้นั้นทำไม่ถูกต้อง จะมาสร้างบ้านหรือเป็คนของหมู่บ้านจำเป็ต้องแจ้งชื่อกับท่านผู้นำก่อน หมู่บ้านของพวกเราใช่ว่าใครจะเข้ามาอยู่โดยง่ายได้” ชาวบ้านท่านหนึ่งแสดงความคิดเห็น
หลังจากที่ทราบข่าวว่าพรานป่าซ่งขายภรรยาและที่ดินผืนนั้นให้กับเศรษฐีรูปงาม เขาอยากได้ที่ผืนนั้นของพรานป่ามานานมากแล้ว น่าเสียดายที่เป็ที่มรดกตกทอดของตระกูลซ่ง แต่ไม่เห็นว่าพรานป่าหน้าโฉดจะทำประโยชน์อันใด ที่ดินตั้งมากมายกลับปล่อยทิ้งขว้างให้รกร้าง เคยไปถามเช่าหรือแม้กระทั่งถามซื้อก็ไม่ยอมขาย น่าเจ็บใจยิ่งนัก
“ใช่ๆ ข้าเห็นด้วยๆ” เมื่อมีคนเริ่มแน่นอนว่าต้องมีคนตาม จากเดิมเพียงแค่้าจะแจ้งข่าวว่าคาราวานเ่าั้มาทำอะไร กลับกลายเป็ว่ากลายเป็เื่ใหญ่โตไปเสียได้
ทางด้านท่านผู้นำเองก็หนักใจไม่น้อย หากเอาตามความรู้สึกของตนคือซ่งเวยหลงเป็คนดีไม่น้อย เขาไม่เคยสร้างความเดือดร้อนหรือหนักใจมาให้ มีเพียงข่าวลือเท่านั้นที่บอกว่าเขาเป็พรานป่าโหดร้าย แต่ตนยังไม่เห็นหรือมีเหตุการณ์อะไรที่บ่งชี้ว่าชายหนุ่มเป็คนโหดร้าย จะมีก็เพียงแค่ล่าสัตว์เพื่อประทังชีพเท่านั้น
“เอาล่ะๆ รอข้าไปสืบความก่อนเถิด พวกเ้าก็อย่าเพิ่งตีโพยตีพายไปเลย” ท่านผู้นำลุกขึ้นยืน เนื่องจากว่าตอนนี้เสียงของชาวบ้านแตกทางด้านความคิดเห็น
“หลานชายข้าเป็คนดี ใครช่างกล้ากล่าวหาว่าร้ายแก่เขา” จู่ๆก็มีเสียงของพ่อเฒ่าที่น่าจะอายุมากที่สุดและเป็ที่เคารพของคนในหมู่บ้าน นั่นก็คือพ่อเฒ่าจู
“หากหลานชายท่านเป็คนดีจริงก็คงไม่ขายบ้าน ขายที่ของตระกูล ที่ร้ายแรงไปกว่านั้นคือขายเมียที่เพิ่งจะแต่งไปไม่นายเพื่อเป็ทาสให้แก่เศรษฐีหนุ่มผู้นั้นหรอก” ชายวัยกลางคนคนเดิมที่พูดออกไป อย่างไรเสียเขาจะต้องหาทางเอาที่ดินอันอุดมสมบูรณ์นั้นมาเป็ของตนให้จงได้ ที่ผืนนั้นปลูกอะไรก็งอกงามแทบจะไม่ต้องบำรุงอะไรเลยด้วยซ้ำ
“ใช่ๆ เื่นี้พวกเราเป็พยานให้ได้” เสียงของชาวบ้านหลายๆคนดังขึ้น ซึ่งก็คือเหล่าแม่บ้านที่ไปยังบ้านของซ่งเวยหลงเมื่อ 2 วันก่อนนั่นเอง
“เหลวไหล พวกเ้าไม่มีงานทำกันแล้วหรือถึงได้กล่าวหารังแกเด็ก” ผู้เฒ่าจูใช้ไม้เท้าที่ตนใช้ค้ำยันเพื่อพยุงตัวเองกระทุ้งลงพื้นอย่างแรง ทำให้คนบริเวณนั้นต่างใไปตามๆกัน
“ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็ไปที่บ้านของพรานซ่ง สอบถามเศรษฐีหนุ่มผู้นั้นก็สิ้นเื่ การที่จะซื้อขายกันได้จำเป็ต้องแจ้งท่านผู้นำ เพื่อออกหนังสือให้อยู่แล้ว ไม่มีทางเป็ไปได้ที่พวกเขาจะทำกันเองโดยพลการได้” ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นหลังจากที่นั่งฟังมาเป็เวลานาน เพราะเนื้อความที่ฟังจากหลายๆคนเล่ามานั้นคล้ายว่าจะเป็การคิดไปเองมากกว่า
“ข้าขอถามพวกท่านสักอย่างได้หรือไม่?” อาจื่อสหายของซ่งเวยหลงเอ่ยขึ้น “เศรษฐีผู้นั้นบอกกับพวกท่านหรือไม่ว่าอาหลงได้ขายบ้านพร้อมที่ดินให้กับเขาแล้ว” ชาวบ้านต่างมองหน้ากันไปมา เพราะไม่มีใครได้ยินกับหูว่าชายหนุ่มรูปงามผู้นั้นบอกว่าพรานซ่งขายบ้านให้กับเขาแล้ว
“อะ เอ่อ แต่เศรษฐีผู้นั้นก็ไม่ได้ปฏิเสธนี่นา ” ชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้น
“เขาไม่ปฏิเสธ แต่ไม่ได้หมายความว่าเขายอมรับใช่หรือไม่ แล้วพวกท่านมาโวยวายเื่อันใดกัน มีใครเดือดร้อนจากเื่นี้บ้าง?” อาจื่อพูดขึ้น ทุกคนต่างหลบสายตาไม่มีใครกล้าสบตาเลยสักคน เพราะที่อาจื่อพูดก็มีเหตุผล
“แต่ถึงอย่างไรเราก็ต้องไปถามให้รู้เื่ว่าพรานซ่งหายไปไหน พวกเราจะทิ้งขว้างเขาเช่นนี้ไม่ได้” ชายวัยกลางคนพูดขึ้น
“ท่านลุงเยี่ยน ดูท่าว่าท่านลุงจะเป็เดือดเป็ร้อนเหลือเกินนะ หรือว่านึกเสียดายที่อาหลงไม่ยอมขายที่ผืนนั้นให้แก่ท่าน ได้ข่าวว่าท่านอยากได้มากไม่ใช่หรือ” อาจื่อพูดขึ้นพร้อมทั้งเดินเข้าไปใกล้กับชายวัยกลางคนผู้นั้น ซึ่งมีแซ่ว่าเยี่ยน
“เด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเช่นเ้า ข้าไม่เสียเวลามาอธิบายด้วยหรอก ท่านผู้นำข้าว่าทางที่ดีเราไปที่บ้านของพรานซ่งเพื่อไขข้อสงสัยกันเถอะ” ท่านลุงเยี่ยนพูดขึ้น
ทางด้านซ่งเวยหลงและภรรยาต่างต้อนรับเถ้าแก่ รวมไปถึงคนงานที่จะมาสร้างบ้านเป็อย่างดี ่ 2 วันที่ผ่านมานี้ นอกจากจะทำคอกวัวแล้ว ซ่งเวยหลงก็ทำการถางหญ้าที่ขึ้นมาบริเวณรอบๆบ้าน เพราะภรรยาบอกว่าจะสร้างบ้านบริเวณนั้น นางบอกว่าฮวงจุ้ยค่อนข้างดี เนื่องจากว่าหลังบ้านเป็ูเา บริเวณหน้าบ้านมีลำธารเล็กๆไหลผ่าน ส่วนบ้านหลังเดิมนี้ก็จะเก็บเอาไว้เป็ที่เก็บของ
“ ระหว่างทางเข้ามาในหมู่บ้านมีท่านผู้นำมาสอบถามข้าด้วยนะ” เถ้าแก่เล่าเื่เมื่อครู่ที่เกิดขึ้นให้ฟัง
“ถึงขนาดนั้นเลยหรือเ้าคะ” เซี่ยซูมี่เอ่ยถามขึ้น
“ข้าเองก็ลืมไปแจ้งกับทางท่านผู้นำหมู่บ้านน่ะขอรับ ต้องขอโทษเถ้าแก่ด้วยที่ทำให้ต้องวุ่นวาย” ซ่งเวยหลงเอ่ยขึ้น เขาเองมัวแต่ยุ่งกับการถางหญ้า จึงลืมเื่สำคัญอย่างแจ้งกับทางท่านผู้นำไปเสียสนิท
“ไม่เป็ไรๆ ก็แค่มาถามเท่านั้น เมื่อรู้ว่ามาสร้างบ้านของพรานซ่งก็ไม่ได้ว่าอะไร ซ้ำยังบอกทางมาบ้านพรานซ่งแก่ข้าและลูกน้องด้วย” เถ้าแก่พูดจายิ้มแย้ม เป็เื่ธรรมดาของผู้นำที่จำเป็ต้องตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อความปลอดภัยของหมู่บ้าน
“ขอรับ” ซ่งเวยหลงพยักหน้า รู้สึกโล่งอกที่ไม่มีเื่น่าปวดหัวเกิดขึ้น
“อาหลง อาหลง อยู่หรือไม่” อาจื่อสหายคนสนิทของซ่งเวยหลง ยืนะโอยู่ที่หน้าบ้าน เื่ที่มีคนมาสร้างบ้านนั้นคงเป็เื่จริง แต่ก็อาจจะเป็สหายรักของตนก็เป็ได้
“เสียงอาจื่อนี่เ้าคะ” เซี่ยซูมี่จำเสียงสหายของสามีได้
“อืม พี่ออกไปดูเอง” ซ่งเวยหลงพูดขึ้น เขาจำเสียงสหายได้ แต่ไม่รู้ว่ามาะโเรียกที่หน้าบ้านด้วยเหตุอันใด
“ไปด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ” เถ้าแก่พูดขึ้น
เมื่อเดินออกไปยังหน้าบ้าน ซ่งเวยหลงเป็ต้องขมวดคิ้วแปลกใจ เพราะไม่ใช่มีเพียงแค่สหายของตนเท่านั้น แต่ยังมีท่านผู้นำหมู่บ้าน ชาวบ้านเกือบครึ่งหมู่บ้าน รวมไปถึงท่านลุงจูของตนด้วย ซ่งเวยหลงตรงเข้าไปประคองท่านลุงจูเข้ามาภายในบ้าน
“ท่านลุงมาได้อย่างไรครับ” ซ่งเวยหลงเอ่ยถามท่านลุงจูอย่างแปลกใจ
“เข้าไปคุยในบ้านเถอะ” ผู้เฒ่าจูพูดขึ้น มีหรือที่ตนจะจำหลานชายไม่ได้ ในเมื่อเห็นกันมาั้แ่เด็กๆ
“ท่านผู้เฒ่าจูรู้จักกับเศรษฐีหนุ่มผู้นี้ด้วยหรือ?” เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มรูปงามตรงเข้าไปประคองพ่อเฒ่าจูเข้าไปภายในบ้าน ชาวบ้านเองต่างก็สงสัยในความสัมพันธ์เข้าไปอีก
“หรือว่าพ่อหนุ่มรูปงามผู้นี้จะเกี่ยวข้องกับนายพรานซ่ง” มีชาวบ้านคนหนึ่งออกความเห็น
“เข้าไปพวกท่านก็จะรู้เอง หึ” อาจื่อพูดขึ้นอย่างสะใจ เขาเองก็จำสหายที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาได้เป็อย่างดี ไม่คิดเลยว่าสหายจะยอมเปลี่ยนแปลงตนเองเพื่อหญิงงามผู้นั้น
“พวกท่านมาที่บ้านข้าด้วยเื่อันใดหรือ?” ซ่งเวยหลงพูดขึ้น พร้อมทั้งหันไปมองท่านผู้นำ
“เรียนท่านเศรษฐี ข้าเป็ผู้นำของหมู่บ้าน ได้รับแจ้งจากลูกบ้านว่าท่านเป็คนซื้อบ้านพร้อมที่ดินผืนนี้จากนายพรานซ่ง ข้าจึงอยากจะมาสอบถามข้อเท็จจริงจากท่าน เพราะหากว่าเป็เช่นนั้นข้าในฐานะผู้นำของหมู่บ้านจำเป็ที่ต้องสอบถามชื่อแซ่ของท่านเพื่อจดเข้าไปในประวัติของหมู่บ้านป่าเรา” ท่านผู้นำพูดถึงเหตุผลที่ตนมาในวันนี้ แม้ว่าจะรู้สึกคุ้นน้ำเสียง รวมไปถึงท่าทางการพูดของชายหนุ่มผู้นี้มากก็ตาม
“ข้าแซ่ซ่ง นามว่าเวยหลง เป็เ้าของบ้านและที่ดินผืนนี้โดยชอบธรรม ไม่ทราบว่าท่านผู้นำไปเอาข่าวไร้สาระพวกนี้มาจากที่ใดหรือ?” ซ่งเวยหลงพูดขึ้น ชาวบ้านต่างงุนงงกับชื่อแซ่ที่ชายหนุ่มบอก เพราะมันช่างเหมือนกับชื่อแซ่ของนายพรานซ่งเสียเหลือเกิน
“นายพรานซ่งมีนามว่าอย่างไรหรือ อาจื่อ” ท่านป้าท่านหนึ่งสะกิดถามนามของนายพราน เพราะเธอเองรู้สึกคุ้นกับชื่อแซ่ที่เศรษฐีหนุ่มผู้นี้บอก
“ซ่งเวยหลง” อาจื่อพูดช้าๆชัดๆ และเน้นน้ำเสียงให้ได้ยินกันถ้วนหน้า ออกไปทางะโเสียด้วยซ้ำ ทางด้านท่านลุงเยี่ยนนั้นเหมือนจะหน้าชาไปแล้ว
“อ้อ ที่แท้ก็นามว่าซ่งเวยหลง ดะ เดี๋ยวนะ อย่าบอกนะว่าท่านเศรษฐีซ่งเวยหลง กับนายพรานซ่งเวยหลง คะ คือคนเดียวกัน” ท่านป้าคนเดิมพูดขึ้นด้วยความใ เธอไม่เคยเห็นหน้านายพรานชัดๆ เพราะมีข่าวไม่ดีมากมายออกมาเกี่ยวกับนายพรานคนนี้ เวลาที่ต้องขึ้นเขาหาของป่าก็มักจะเดินอ้อมไปขึ้นเขาอีกทาง ไม่เดินผ่านหน้าบ้านของพรานโหดผู้นี้เป็อันขาด
“ใช่ครับท่านป้า” อาจื่อตอบแทนทุกคน เมื่อได้รู้ความจริงต่างก็ตกตะลึงตาค้าง เพราะสิ่งที่คิดมาั้แ่แรกนั้นผิดเพี้ยนไปหมด ใครกันปล่อยข่าวว่าพรานซ่งผู้นั้นเป็คนโเี้ แต่สิ่งที่พวกเขาเห็นตรงหน้านี้มีเพียงชายหนุ่มรูปงามราวกับลูกเศรษฐีไม่ก็ลูกขุนนางต่างหาก หาได้เหมือนกับพรานป่าไม่
“ไอหยา…อาหลงหรือนี่ ลุงต้องขอโทษด้วยที่จำเ้าไม่ได้ แต่เมื่อได้ยินเสียงลุงก็จำได้แล้วล่ะว่าเป็เ้าอย่างแน่นอน” ท่านผู้นำพูดขึ้น
“หมดเื่แล้วพวกเราขอตัวก่อนนะเ้าคะ” ชาวบ้านต่างหน้าแตกไปตามๆกัน เพราะแต่ละคนต่างหมายตาที่ดินผืนงามของพรานป่า แต่ในเมื่อเขายังมีชีวิตอยู่ซ้ำยังรูปงามถึงเพียงนี้คงต้องบอกว่าหมดหวังที่จะแล้ว
“มันจะไม่ง่ายไปหน่อยหรือ พวกเ้ากล่าวหาหลานชายข้าว่าเป็พรานป่าโหดร้าย เื่นี้เป็ตราบาปแก่หลานชายข้ามาช้านาน จนไม่มีหญิงใดอยากจะร่วมหอด้วย หากไม่เป็เพราะคำมั่นสัญญามาแต่ช้านาน หลานชายข้าคงได้อยู่เดียวดายไปแล้ว เมื่อมีกำลังจะสร้างบ้าน ก็ยังมิวายถูกใส่ร้ายว่าขายเมียกิน เื่นี้ข้าผู้เฒ่าจูไม่มีทางยินยอมเป็อันขาด” ท่านผู้เฒ่าจูพูดขึ้น เขาต้องเรียกความเป็ธรรมแก่หลานชายให้จงได้