28 2-2
ตอนที่ 36 ไอ้ลูกไม่มีพ่อ (2)
สาวรับใช้นางนั้นถึงกับสะเทือนขวัญหวาดกลัวยิ่งยวด จนต้องรีบวิ่งไปหลบอยู่ข้างกายเหลิงฉิวหวาน เร่งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเหนียมอายว่า
“คุณหนูสาม! หรือว่าจะมีสัตว์อสูรจะบังเอิญผ่านมาทางนี้พอดี? พวกเรา...พวกเรารีบหนีกันก่อนดีหรือไม่?”
เหลิงฉิวหวานกำกริชคมแหลมในมือไว้มั่น ลดศีรษะจับจ้องเหลิงเจียวเหนียงตาเขม็งไม่มีอ่อนคลายใดๆ
“พวกเจ้าสองคน ออกไปดูสถานการณ์ก่อน”
นางชี้นิ้วสั่งองครักษ์ยามทั้งสองที่ยืนเฝ้าอยู่อีกด้าน แต่เพิ่งจะสิ้นเสียงกล่าวจบเท่านั้น ก็มีเงาดำปรากฏขึ้นเหนือศีรษะ ขนาดของมันค่อยๆขยับขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
“คะ...คุณหนูสาม...”
สาวรับใช้กล่าวติดอ่างฟังแทบไม่เป็นภาษาแล้ว พร้อมตะโกนสุดเสียงลั่นว่า
“ด้านบน...มะ-มี...มีสัตว์อสูร...”
และเมื่อองครักษ์ยามแหงนศีรษะเงยหน้าขึ้นมอง สีหน้าของแต่ละคนต่างซีดเซียวขวัญกระเจิงฉับพลัน เร่งชักกระบี่ยาวข้างเอวออกจากฝักอย่างร้อนรนสุดขีด มือไม้ที่กระชับถืออาวุธเหล่านั้นต่างสั่นกลัวไม่หยุดจนสามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า
รัศมีแรงกดอากาศรุนแรงค่อยๆบีบลดลงมาปกคลุมจากเบื้องบน เหลิงฉิวหวานรู้สึกได้ทันทีว่า ระบบการหายใจของตนเองเริ่มติดขัด นางพยายามเกร็งคอเพื่อฝืนเงยหน้าขึ้นมองบางสิ่งบางอย่างที่อยู่เบื้องบนเหนือศีรษะอย่างกล้าๆกลัวๆ
ภาพฉากที่พบเห็น ทำเอานางหัวใจแทบหยุดเต้นไปชั่วขณะ เพราะมันคือวิหคยักษ์ตนหนึ่งที่ตีปีกบินมาพร้อมกับฝูงสัตว์วิญญาณประเภทนกนับหลายสิบอยู่รายล้อม ซึ่งสัตว์อสูรกลุ่มก็กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆแล้ว
และยิ่งวิหคยักษ์สีครามตนนั้นสยายปีกบินเข้ามาใกล้มากเท่าไหร่ มวลแรงกดอากาศที่บีบลงมาก็ยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
“นั่นมัน...สัตว์อสูรระดับแปดตัวเป็นๆ!! แค่เสียงกู่ร้องของมันก็ทำเอาใจหายวาบแล้ว! คล้ายกับมีอะไรบางอย่างที่กระตุ้นให้มันมาที่นี่!”
องครักษ์ยามนายหนึ่งกล่าววิเคราะห์เบื้องต้น ชั่วพริบตาต่อมา รีบหันไปตะโกนบอกเหลิงฉิวหวานทันที
“คุณหนูสาม หนีเร็ว! รีบหนีไปบัดเดี๋ยวนี้เลย!!”
เหลิงฉิวหวานยืนเผชิญอยู่ต่อหน้าวิหคยักษ์สีคราม และเมื่อดวงตาคู่เฉียบคมของมันสบจ้อง ก็ประหนึ่งว่ามีรัศมีแรงกดดันมหาศาลขุมใหญ่ถาโถมเข้าใส่ร่างของนางอย่างจัง
คล้อยหลังได้ยินสิ่งที่องครักษ์ยามกล่าวไป นางก็เพิ่งได้สติสัมปชัญญะกลับมา แต่ดูเหมือนว่าร่างกายนี้กลับไม่เชื่อฟังคำสั่ง ราวกับมีหุบเขาไท่ซ่านอันใหญ่ไพศาลกดทับเอาไว้ ทำให้ไม่สามารถขยับเขยื้อนใดๆได้เลย
“วี๊ดดด!!”
เสียงวิหคกู่ร้องขับขานสนั่นหวั่นไหว เหลิงฉิวหวานกลั้นใจรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มี หมุนตัวขวับหลับตาวิ่งออกจากป่าหนีตายอย่างบ้าคลั่ง
วิ่งสับไปนานเท่าไหร่แล้วมิทราบ นางก็เผลอสะดุดอะไรบางอย่างในป่าส่วนลึกและล้มคะมำกลิ้งไปกับพื้นอย่างแรง คล้อยหลัง สองถึงสามอึดใจ นางค่อยฟื้นสติรู้สึกตัวขึ้นได้อีกครา
แต่ขาคู่นี้กลับดูเหมือนไม่ใช่ขาของนางอีกต่อไป แค่จะลองขยับสักนิดยังทำไม่ได้ พูดได้ว่า นางไม่สามารถรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกมันได้แล้ว
ยังไม่ทันได้กระทำการอันใดต่อ เหลิงฉิวหวานก็ชำเลืองหน้าหันไปปะทะสบมองกับดวงตาของสัตว์อสูรระดับแปดตนนั้น ร่างทั้งร่างของนางถูกรัศมีแรงกดดันสุดแกร่งกล้าบดขยี้รุนแรงจนแทบหายใจหายคอไม่ออกแล้ว ภายในหัวของนางขาวโพลนว่างเปล่าไปหมด
“คุณหนูสาม! ท่านเป็นอะไรหรือไม่!?”
สาวรับใช้ที่วิ่งตามมาอีกทาง เร่งย้อนมองกลับมาโดยเร็ว ก่อนจะตรงกลับไปช่วยผู้เป็นนาย
เหลิงฉิวหวานพยายามใช้สองมือตะเกียกตะกาย ลากพาร่างตัวเองขึ้นมาพิงพักกับต้นไม้ด้านหนึ่งอย่างทุกลักทุเล กวาดสายตาตรวจสอบโดยรอบ เพื่อหาทางหลบหนีออกไปจากที่นี่
ป่าพงไพรผืนนี้เขียวขจีมีกิ่งก้านต้นไม้จำนวนนับไม่ถ้วนรุมล้อม มองไปจนสุดสายตา เห็นเพียงแค่จุดแสงเล็กๆสีขาวจากทางไกลโพ้น
ภายในผืนป่าส่วนนี้เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์อสูรระดับต้นๆ ไม่น่าจะเป็นไปได้เลยที่ จู่ๆสัตว์อสูรระดับแปดจะปรากฏกายออกมา
สัตว์อสูรระดับแปดมีพลังความแข็งแกร่งเทียบเท่ากับยอดฝีมือขอบเขตปราณฟ้าดินขั้นสุดคนหนึ่ง!
และที่สำคัญคือ ในปัจจุบัน มียอดฝีมือขอบเขตปราณฟ้าดินดำรงอยู่บนทวีปปราณฟ้าแห่งนี้เพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น!
เผชิญพบกับสัตว์อสูรระดับแปด นับว่าดวงซวยอย่างแท้จริง!
รับรองได้ว่าต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย!
“พวกองครักษ์ยามตายกันหมดแล้ว เด็กคนนั้นก็ไม่อยู่แล้วเช่นกัน”
ระหว่างทางสาวรับใช้ได้ยินเสียงกรีดร้องอย่างทรมานดังระงมจากทางด้านหลัง เมื่อลอบชำเลืองมองก็พบว่า ทุกคนตายหมดไม่เหลือ แววความหวาดผวามิอาจซ่อนเร้น นางขวัญเสียแทบเป็นบ้าแล้วในตอนนี้
“คุณหนูสาม! รีบหนีออกไปจากหุบเขาถงฉางก่อนเถิด!!”
เหล่าองครักษ์ได้สิ้นใจตายกันหมดแล้ว ไม่มีสิ่งใดสามารถรับประกันความปลอดภัยของเหลิงฉิวหวานได้อีกต่อไป ซึ่งเจ้าตัวเองก็ไม่โง่พอที่จะรั้งรออยู่ตรงนี้เช่นกัน
“ดี!”
นางอุทานตอบกลับทันทีด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ขณะที่สาวรับใช้กำลังช่วยพยุงเพื่อพากันหลบหนีนั้น จู่ๆเบื้องหน้าก็มีเสียงเลื้อยคลานผ่านกิ่งไม้ใบหญ้าแห้งบนพื้นดังกรอบแกรบ
“ฟ่อ...”
เป็นเสียงของอสรพิษพ่นลิ้นสองแฉกออกมาอย่างชัดเจน พินิจจากสุ้มเสียงดูแล้วน่าจะมีมากกว่าหนึ่งตัว และพวกมันเหล่านั้นกำลังดักซุ่มอยู่ในป่าพงไพรอันแสนเงียบสงัดตรงหน้า
เหลิงฉิวหวานได้ยินสุ้มเสียงนี้เพียงเท่านั้น หัวใจดวงน้อยของนางก็แทบพุ่งกระโจนออกจากหน้าอก
สาวรับใช้ที่กำลังช่วยจับแขนพยุงตัวเอาไว้ สัมผัสได้ทันทีว่าเหลิงฉิวหวานนางนี้สั่นกลัวขวัญผวามากเพียงใด
ทั้งสองต่างมองหน้ากัน และเป็นฝ่ายสาวรับใช้ที่หน้าถอดสีมากเสียจนแทบทนต่อไปไม่ไหวแล้ว
เหลิงฉิวหวานยกนิ้วชี้ขึ้นตั้งชิดติดริมฝีปาก ส่ายศีรษะไปมาเล็กน้อยเชิงส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายเงียบๆ
อาการแข้งขาที่ด้านชาเมื่อครู่คล้ายว่าดีขึ้นเล็กน้อย นางขยับเข้าชิดแนบติดกับตัวสาวรับใช้ กวาดสายตาระแวดระวังพินิจรอบข้าง ทันใดนั้นก็เหลือบไปเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ห้อยลงมาอยู่เหนือศีรษะของนาง
นางหันศีรษะเข้าเผชิญหน้าในทันใด ก็พบปรากฏเป็นอสรพิษร่างยักษ์หนากำลังเลื้อยขดรอบกิ่งไม้ตัวเป็นเกลียว พ่นลิ้นสองแฉกใส่นางราวกับเตรียมจะจู่โจม
ระหว่างที่วิ่งหลบหนีเมื่อสักครู่ เหลิงฉิวหวานบังเอิญทำกริชร่วงหายโดยบังเอิญ เท่ากับว่าตอนนี้นางไม่เหลือาวุธใดแล้วที่จะสามารถใช้ป้องกันตัวได้
จังหวะหัวใจสั่นระรัวรุนแรงแทบคลั่ง ริมฝีปากซีดขาวของเหลิงฉิวหวานสั่นระริกเกินควบคุมไหว
เสี้ยวอึดใจนั้น นางก็เหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ และชำเลืองสายตาหันไปมองสาวรับใช้ที่อยู่ข้างกาย