ตอนที่ 12
“กายหยินสุดขั้ว!!!" ชิงเทียนะโออกมาเสียงดัง ทำเอาทุกคนในห้องตกอกใ แม้แต่หลิวลู่ซือก็ยังต้องเงยหน้าขึ้นมามอง
“กายหยินสุดขั้ว? มันคืออะไรค่ะ?" ใบหน้าของสาวน่อยในระยะประชิด ทำเอาหัวใจของชิงเทียนเต้นถี่
“นั่นน่ะสิ ลุงเองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน" ซีเหมินคุณเริ่มให้ความสนใจ ถึงเขาเป็นักวิจัยวัคซีน แต่ก็ไม่เคยได้ยินชื่อโรคนี้มาก่อน
หลิวเฟิงฉินฝืนดันตัวขึ้นมาจากเตียง ถึงการกระทำของเขาจะเกินตัวไปบ้าง แต่เมื่อเื่นี้เกี่ยวกับอาการของหลิวลู่ซือ เขาก็จำเป็ต้องฟังคำอธิบาย
“เอ่อ...อันที่จริงแล้วเื่นี้ เกี่ยวข้องกับศาสตร์การบ่มเพาะ" ชิงเทียน ไม่รู้ว่าต้องเริ่มอธิบายอย่างไร
“การบ่มเพาะ? แบบหนังกำลังภายในรึเปล่า" ฟางฮุ่ยฉานเอ่ยถาม
“พวกคุณก็น่าจะเห็นสิ่งที่ผมทำแล้ว นั่นคือพลังของผู้บ่มเพาะ" ทุกคนภายในห้อง ล้วนเคยเห็นชิงเทียนสังหารคนด้วยมือเปล่ามาแล้ว ซึ่งนั่นก็สามารถอธิบายพลังเหนืุ์ของชายหนุ่มได้เป็อย่างดี
“แล้วอาการของลู่ซือรักษาได้มั้ยครับ" หลิวเฟิงฉินเริ่มรู้สึกมีความหวัง
“จะว่ารักษาก็คงไม่ได้ ต้องให้เธอผสานพลังปราณและพลังหยินในตัว เพื่อหลอมรวมเป็หนึ่งเดียว...." ชิงเทียนพยามสาธยายถึงวิธีรักษา แต่ผลที่ใดก็คือ เขาทำให้ทุกคนในห้องมึนงงยิ่งกว่าเดิม
"อะแฮ่ม!! ใช่ครับ ผมสามารถรักษาเธอได้"
หลิวเฟิงฉิน รู้สึกราวกับยกูเาออกจากอก ชิงเทียนกลายเป็ดั่งดวงอาทิตย์ ที่เข้ามาขจัดความหม่นหมองภายในใจ ให้กลับมาสดใสขึ้นอีกครั้ง “แล้วคุณจะพาลู่ซือกลับไปวันนี้เลยไหม?"
ชิงเทียนไม่เข้าใจหลิวเฟิงฉินเลยจริงๆ ต้องเป็พ่อแบบไหนกัน ถึงกล้าฝากลูกสาวไว้กับชายหนุ่ม ที่พึ่งรู้จักได้เพียงไม่กี่วัน “ผมต้องไปทำธุระที่ตระกูลเกาต่อ"
‘อย่าบอกนะว่า เขาจะไปกวาดล้างตระกูลเกา เหมือนกับที่ทำกับตระกูลสั่ว' ซีเหมินคุณ มองชิงเทียนด้วยความหวาดระแวง
เมื่อเห็นสายตาของซีเหมินคุณ ชิงเทียนก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ “ผมไม่ได้จะไปเปิดากับตระกูลเกา แค่อยากไปถามข้อมูลบางอย่างเท่านั้นเอง"
เมื่อซีเหมินคุณได้ยินเช่นนั้น เขาก็พลันโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก
*************************
สำนักงานตำรวจประจำเมืองไท่หยวน ในขณะที่ตำรวจนายหนึ่ง กำลังจัดการเอกสารกองเท่าูเา ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เชิญ"
ชายวัยกลางคนเดินเข้ามาในห้อง การแต่งตัวของเขาดูมีภูมิฐาน ไม่ต่างจากกับนักธุรกิจ
“เพื่อนเกา หายากนะที่นายจะมาหาฉันแบบนี้"
“แค่เบื่อๆน่ะ เลยอยากชวนนายออกไปกินข้าวด้วยกัน"
“เกาหลงซาน คนที่ต้องดูแลธุรกิจหมื่นล้านอย่างนาย มีสิทธิ์พูดอะไรแบบนี้ด้วยรึไง ทั้งที่อายุปูนนี้แล้ว แต่ก็ยังแอบหนีเที่ยวไม่ต่างจากเด็กเลยนะ"
“วันๆมีแต่ประชุม จะไม่ให้ฉันหนีมาได้ยังไง สู้เอาเวลามาช่วยนายสืบคดีซะยังดีกว่า"
“เออๆ อยากทำไรก็ทำ"
จูจิวหลง ทำหน้าทราเป็สารวัตรประจำเขตนี้ไม่ต่ำกว่าห้าปี ก่อนที่เขาจะย้ายมา ก็มีเกาหลงซานช่วยสืบคดีมาโดยตลอด แม้จะถูกผู้บังคับบัญชาบ่นอยู่เสมอว่าพาบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง เข้ามาในสถานที่เกิดเหตุ แต่เกาหลงซาน ก็มีส่วนทำให้คดีมีความคืบหน้า
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครัั้ง
“เชิญ!"
ตำรวจหนุ่มเดินเข้ามา ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “สารวัตรจู มีเื่ใหญ่เกิดขึ้นแล้วครับ!"
“ว่ามา"
“มีการสังหารหมู่เกิดขึ้นที่คฤหาสน์ของตระกูลสั่ว เท่าที่ทราบในตอนนี้ พบศพผู้เสียชีวิตไม่น้อยกว่ายี่สิบคน และหนึ่งในนั้นคือ ‘สั่วไท่หยาง' หัวหน้าตระกูลคนปัจจุบันครับ"
“ว่าไงนะ!" จูจิวหรง ตบโต๊ะอย่างแรง ก่อนจะดีดตัวขึ้นด้วยสีหน้าตื่นตะหนก ไม่ต่างจากตำรวจหนุ่มก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย แม้คนตระกูลสั่วจะชั่วช้าโดยสันดาน จึงมีคนโกรธแค้นอยู่พอสมควร แต่การจัดการกับการ์ดได้ภายในเวลาไม่กี่นาที อย่างน้อยคนร้ายก็ต้องเป็นักฆ่ามืออาชีพ
“แล้วคนร้ายมีกี่คน?"
“ตอนที่เราไปถึงพบการ์ดคนหนึ่งที่ยังมีลมหายใจอยู่ เขาบอกว่าฆาตกรมีคนเดียว เป็ชายหนุ่มอายุประมาณสิบแปดปี มีดวงตาสีฟ้าเป็ประกาย แต่เพราะเสียเืมากเกินไป พยานจึงเสียชีวิตก่อนที่เราจะนำตัวส่งโรงพยาบาลครับ"
“ชายหนุ่มตาสีฟ้าเรืองรอง? ชาวต่างชาติ?" จูจิวหรงคิดว่าคำให้การของพยาน ช่างเป็เื่ที่บ้าบอสิ้นดี คนเพียงคนเดียว จะสังหารหมู่คนตระกูลเกาได้อย่างไร
“สั่วหานตง เส้นเืใหญ่บริเวณลำคอเกิดการฉีกขาด คาดว่าเกิดจากมีดที่อยู่ในที่เกิดเหตุ จูจิวหรงใช้ผ้าหยิบมีดขึ้นมาดู ข้อมูลจากหน่วยชันสูตร ไม่พบร่องรอยลายนิ้วมือ สั่วหานโจว ถูกวัตถุปริศนาแทงทะลุช่องท้อง มีขนาดใหญ่มากทีเดียว แถมยังหาสิ่งที่ใช้ก่อเหตุไม่ได้"
ขณะที่เขากำลังคิดว่าฆาตกรใช้อะไรสังหารเหยื่อ เกาหลงซานก็เอ่ยขัดจังหวะ “ไม่ได้ใช้อาวุธ"
"ไม่ได้ใช้อาวุธ?" จูจิวหรง เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เขาใช้เพียงแค่มือเปล่า" คำสันนิษฐานของเกาหลงซาน ทำเอาเ้าหน้าที่ในบริเวณหลุดขำออกมา
“ไร้สาระ มันจะไปมีคนแบบนั้นได้ยังไง"
"ขนาดของาแ มีขนาดใหญ่พอที่จะสอดแขนเข้าไปได้ นายจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่ฉันเคยเห็นคนที่ใช้มือเปล่า ชกกำแพงจนทะลุมาแล้ว"
จูจิวหลงยังคงลังเล แม้เกาหลงซานจะสันนิษฐานได้แม่นยำมาโดยตลอด แต่เื่ที่เหนือธรรมชาติแบบนี้ คงไม่มีผลต่อการพิจารณาคดี
“แล้วสั่วไท่หยางล่ะ
“อยู่นี่ครับ" ตำรวจหนุ่ม เดินมาพร้อมกับภาชนะที่บรรจุเถ้ากระดูกไว้ภาย “หน่วยพิสูจน์หลักฐานยืนยันแล้วว่า นี่คือเถ้ากระดูกของสั่วไท่หยางครับ"
“ว...ว่าไงนะ!?" จูจิวหลง แทบไม่อยากเชื่อสายตาของตนเอง การจะเผาศพมนุษย์ให้เหลือเพียงแค่เศษกระดูก ต่อให้เป็เตาเผาขนาดใหญ่ ก็ไม่มีทางทำได้ในเวลาเพียงแค่ไม่กี่นาที
เกาหลงซานเดินมาแตะไหล่ จูจิวหรง “เพื่อนเกาฉันบอกได้เลยว่า ฆาตกรคนนี้ไม่ใช่คนที่นายจะรับมือได้ ฉันคงแนะนำได้เพียงเท่านี้"
จูจิวหรงขมวดคิ้ว “นายรู้อะไรบ้าง?"
“พอดีว่าฉันมีธุระ คงต้องขอตัวก่อน"
จูจิวหรงรู้ว่าเกาหลงซานกำลังปกปิดบางอย่างเอาไว้ จึงอดไม่ได้ที่จะะโถามออกไป “นายรู้แล้วใช่ไหมว่าฆาตดรเป็ใคร!?"
“พวกเขาไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปแล้ว ล้มเลิกตามหาตัวฆาตกรซะ ถ้านายยังอยากมีชีวิตอยู่" เกาหลงซานกล่าวเตือน เพราะไม่อยากเห็นเพื่อนสนิทต้องมาตายก่อนวัยอันควร
จูจิวหลง มองดูแผ่นหลังของสหาย ที่กำลังเดินจากไป ก่อนจะเริ่มคิดทบทวนเกี่ยวกับคำพูดของเกาหลงซาน หลังจากนั้นเขาก็ตัดสินใจวางมือจากคดี
****************************
เกาหลงซานกลับมาที่คฤหาสน์ตระกูลเกา พ่อบ้านคนหนึ่งเดินมาหาเขา ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพ “นายท่าน มีแขกมาขอพบขอรับ
“วันนี้ฉันไม่มีอารมณ์รับแขกหรอกนะ"
“แต่เขาบอกว่ารู้จักกับโอวหยางเจิ้งหยูนะขอรับ และที่สำคัญ เขาเป็ผู้บ่มเพาะ"
“ผู้บ่มเพาะจากที่ไหน" เกาหลงซานรู้สึกสนใจเล็กน้อย ในตระกูลเกามีผู้บ่มเพาะอยู่ทั้งหมด สิบคน และพ่อบ้านที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือคนที่แข็งแกร่งที่สุด
“เื่นี้กระผมไม่ทราบขอรับ เขาเป็แค่เด็กหนุ่ม แต่ว่าพลังรอบตัวกลับเข้มข้น จนกระผมเทียบไม่ติด บางทีอาจอยู่ในอบเขตก่อตั้งลมปราณ"
“เด็กหนุ่ม? แถมยังแข็งแกร่งกว่านาย?" เกาหลงซาน ไม่อยากเชื่อว่าจะมีคนที่มีพร์ขนาดนัั้นอยู่บนโลก
“แข็งแกร่งกว่ามากขอรับ" พ่อบ้านทำหน้าเศร้าสร้อย ปัจจุบันเขามีอายุมากกว่าแปดสิบปีเข้าไปแล้ว แต่การเป็ผู้บ่มเพาะ ทำให้เขายังดูเหมือนคนอายุหกสิบต้นๆ และมีสุขภาพแข็งแรงยิ่งกว่าคนหนุ่มบางคนเสียอีก เขาฝึกเป็ผู้บ่มเพาะมานานกว่าครึ่งชีวิต แต่ว่าศักยภาพอันจำกัด จึงติดอยู่ในขอบเขตรวบรวมลมปราณขั้นสูงมานานหลายปี แต่ถึงจะเป็อย่างนั้น เขาก็ยังเป็คนที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลอยู่ดี
'เด็กหนุ่มงั้นเหรอ คงไม่ใช่คนเดียวกันกับคนที่ฆ่าสั่วไท่หยางหรอกนะ' เกาหลงซานคิด
เมื่อเดินมาถึงห้องรับรอง เขาก็เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งจิบชาอย่างสบายใจ “สวัสดีผมเกาหลงซาน ไม่ทราบว่าคุณคือ..."
“ชิงเทียนครับ.... เชิญนั่งสิ" เกาหลงซานนั่งลงตามคำเชิญของชายหนุ่ม ก่อนจะพึ่งฉุกคิดได้ว่านี่คือบ้านของตัวเอง
“ไม่ทราบว่าคุณมีธุระอะไร" เกาหลงซานมีท่าทีหวาดระแวง เพราะเป็ไปได้ว่าชิงเทียนจะเป็ฆาตกรสังหารหมู่
“ผมอยากจะให้คุณเล่ารายละเอียดของหอนพเก้า ไม่สิ... ถเาเป็ไปได้ พาผมไปพบกับหัวหน้าของที่นั้นเลยดีกว่า"
“เื่ หอนพเก้า ผมคงไม่สามารถทำตามที่คุณร้องขอได้ ผมยังไม่ได้รู้จักคุณดีพอ หากคุณไปก่อความเดือดร้อนให้พวกเขา มันอาจจะทำให้ตระกูลของผมเสียประโยชน์" เกาหลงซานกล่าวตอบด้วยสีหน้าจริงจัง
“ผมแค่อยากแลกเปลี่ยนกับพวกเขาเท่านั้นเอง" ชิงเทียนมองเกาหลีซานราวกับกำลังพิจารณา “หากผมรักษาเส้นลมปราณของคุณให้สามารถกลับมาใช้งานได้อีกครั้ง คุณจะยอมพาผมไปที่นั่นไหม"
“คุณรักษาเส้นลมปราณได้จริงเหรอ!?" เกาหลงซานะโถามออกไป แม้เขาไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน แต่ความแข็งแกร่งของชิงเทียน ก็ทำให้เขาเริ่มมีความหวังขึ้นมา
“แน่นอน" การรักษาเส้นลมปราณ บนแดนเซียนมีให้เห็นได้ทั่วไป แต่ถ้าหากจุดตีดเถียนถูกทำลาย ให้จำไว้เลยว่านั่นคือหายนะอย่างแท้จริง
“ผมยอมรับข้อเสนอ"
ชิงเทียนจดอะไรบางอย่างลงในกระดาษ เขายื่นให้กับพ่อบ้าน “ช่วยไปรวบรวมสมุนไพรตามนี้มาให้หน่อย ส่วนคุณอยู่กับผมก่อน ผมจะต้องปรับร่างกายคุณนิดหน่อย แต่มันอาจจะเ็ป จนคุณต้องร้องขอชีวิตเลยทีเดียว"
----------------------------------