bloodbath หนี้เลือดตระกูลซือ

    บทที่2 ความฝันและความเข้าใจ

    หลังจากที่หนิงเทียนรับบัญชามาจากจักรพรรดิฉิน มันเร่งฝีเท้าหมายจะออกจากวังหลวงเพื่อเคลื่อนทัพตามแผนการในขณะที่อาชาควบผ่านถนนการค้าเพื่อออกสู่นอกเมือง ทหารและไพร่พลพร้อมใจกันหลีกทาง เว้นแต่เพียงบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง มันคนนี้เหยียบยืนสองเท้าอย่างมั่นคง สายตาจ้องมองไปยังตัวตนของแม่ทัพใหญ่ของอาณาจักรฉินไม่วางตาดวงตาของหนิงเทียนหรี่เล็กลง เนื่องจากผู้ที่ขวางเส้นทางออกจากเมือง เป็นเพียงบุรุษหนุ่ม ดูจากรูปหน้าและผิวพรรณแล้วคงมีอายุไม่เกิน20ปีตัวมันทำศึกอยู่ชายแดนติดต่อกัน3ปี แน่ใจว่าไม่มีศัตรูคนใดอายุน้อยเพียงนี้ แต่แล้วเหตุใดบุรุษหนุ่มถึงได้ขวางเส้นทาง ราวกับต้องการประจัญหน้า ไม่ยอมให้มันออกไปจากเมืองได้แต่โดยดีพรึบบบ....แค่เพียงพริบตาเดียว หนิงเทียนสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ที่ลุกโชนออกมาจากอีกฝ่าย มันรีบกระตุกแผงคอของยอดอาชาเพื่อหยุดแต่ยังไม่ทันจะได้กล่าวถามคำใดให้รู้ความ แรงลมพัดเข้ามาปะทะใบหน้า เงาร่างของบุรุษหนุ่มพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วหนิงเทียนพึมพำถึงสิ่งที่อีกฝ่ายใช้ออกมาด้วยความประหลาดใจ “วิชาตัวเบา ล่องลม!!!??”ร่างกายของอีกฝ่ายโถมลงมาเหนือศีรษะด้วยวิชาตัวเบาขั้นสูง ประกายแสงลากพาเงาไปที่หางตา คล้ายกับรูปโซ่คลอบคลุมร่างของมันเอาไว้หนิงเทียนเบี่ยงศีรษะหลบพ้น พร้อมใช้หลังมือกระแทกกลับไปที่สายโซ่ หากแต่โซ่นั้นได้ถูกขัดเกลาจนแหลมคมคล้ายใบมีด เกรงว่าเมื่อหลังมือปะทะเข้าไปตรงๆ น่ากลัวจะอาบไปด้วยเลือดสดวรยุทธของอีกฝ่ายเหนือล้ำเกินกว่าอายุไปมาก หากเป็นหนิงเทียนในรุ่นราวคราวเดียวคงไม่สามารถต่อกรได้แน่แต่ทว่าเวลานี้ยังเร็วเกินไปที่บุรุษหนุ่มจะสามารถเอาชนะแม่ทัพใหญ่แห่งอาณาจักรฉินอย่างมันได้ หนิงเทียนมิได้ชักอาวุธตอบโต้ มันเพียงเปลี่ยนทิศทางของมือและใช้ปลายนิ้วคีบจับพร้อมกับสะบัดออกไปด้วยพลังวัตรในตัวอีกฝ่ายทะยานถอยหลังพร้อมกับตวัดโซ่ในมือลงกับพื้นเพื่อหยุดแรงเหวี่ยง ปังงง!!!แม้จะถูกหนิงเทียนสกัดการโจมตีกลับมาได้ แต่ใบหน้าของมันยังคงเต็มไปด้วยรอยยิ้มราวกับเป็นผู้คลั่งไคล้ในศาสตร์แห่งการต่อสู้“แม่ทัพซือ เหลือแค่เพียงครึ่งก้าว ท่านก็จะสำเร็จพลังวัตรขั้น9แล้วงั้นสินะ ไม่เลวเลย เช่นนั้นขอข้าลองทดสอบวิชาตัวเบาดูอีกสักหน่อย”สิ้นเสียงกล่าวบุรุษหนุ่มปริศนา โบกสะบัดสายโซ่ในมืออย่างเชี่ยวชาญ สายโซ่เคลื่อนที่คล้ายมีชีวิต จากล่างตวัดขึ้นบนและจู่โจมเข้าใส่ดุจดาวตกหนิงเทียนเปิดดวงตากว้าง ในการโจมตีครั้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายอยู่ที่มัน แต่เป็นอาชาศึก อีกฝ่ายต้องการบีบให้หนิงเทียนใช้ออกด้วยวิชาตัวเบาที่มี“หากยังมิสามารถรักษาชีวิตม้าเอาไว้ได้ วิชาตัวเบาของท่านก็ไม่คู่ควรให้ข้าสนใจ” บุรุษหนุ่มกล่าวออกด้วยน้ำเสียงเรียบแน่นอนว่า หนิงเทียนเองก็ไม่ต้องการสูญเสียอาชาศึกตัวนี้ไปเช่นกัน มันได้รั้งดึงแผงคอ ยกสองขาหน้าของม้าขึ้นสูง และในอึดใจต่อมาการเคลื่อนที่ของหนึ่งขุนศึกหนึ่งอาชารวมเป็นหนึ่งโบยบินราวกับพยัคฆ์ติดปีกสิ่งที่หนิงเทียนใช้ประสานออกมาก็คือวิชาตัวเบาล่องลมเฉกเช่นที่อีกฝ่ายใช้ออกมุมปากของบุรุษหนุ่มแย้มยิ้ม “วิชาตัวเบาก็อยู่ในขั้นที่8แล้วงั้นรึ ข้าใคร่รู้ต่อไปจริงๆว่าท่านจะมีความแข็งแกร่งมากเพียงใด??”กล่าวจบสลับฝ่ามือสบัดโซ่เหล็กในมือหมายจะยึดตึงสองแขนของอีกฝ่ายเพื่อทดสอบความแข็งแกร่งทางกาย หากแต่บนหลังของอาชาศึกเป้าหมายได้หายไปแล้วบุรุษหนุ่มสัมผัสได้ถึงความเย็นจากเบื้องหลัง พริบตาเดียวก็ได้รุกไล่มาที่ลำคอ ความเย็นที่ฉาบบริเวณหลังคอของมันคือปลายดาบตัดหิมะในมือของหนิงเทียน“ศิษย์น้อง เพียง2ใน4อย่างที่เจ้าได้รู้ก็เพียงพอแล้วไม่ใช่รึ??”ได้ยินเช่นนั้นอีกฝ่ายหุบยิ้มลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับบิดตัวมองกลับไป “ท่านรู้ว่าข้าเป็นใคร?”หนิงเทียนส่ายศีรษะปฏิเสธ “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นใคร แต่ข้ารู้ว่า วิชาตัวเบาที่เจ้าใช้ ร่ำเรียนมาจากใคร ไม่คิดเลยว่าเวลา3ปีที่ข้าไม่อยู่ อาจารย์จะยอมรับศิษย์คนใหม่”อีกฝ่ายตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ “ถูกต้องแล้ว ข้าเป็นศิษย์ของหงถีกงกง และในอนาคตภาคหน้า ข้าจะเป็นแม่ทัพใหญ่ของแผ่นดินฉินอีกด้วย”ได้ยินดังนั้นหนิงเทียนยกยิ้มขึ้น “เป้าหมายของเจ้าคือตำแหน่งของข้าสินะ ดี ดีมาก เป็นคนหนุ่มต้องมีความทะเยอทะยานเช่นนี้ถึงจะเป็นใหญ่ได้ในอนาคต” กล่าวจบหนิงเทียนลดดาบลงพร้อมกับกระโดดขึ้นหลังอาชาและควบขี่ออกจากเมืองไป......หนิงเทียนควบอาชาสามวันสามคืนมาถึงค่ายอสูรทมิฬ ภายในดวงตาของมันคือนักรบเกราะดำนับแสนชีวิต ขุมอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของแผ่นดินฉิน บัดนี้พวกมันเตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนทัพทำศึกกับหวู่และสุ่ยแล้วการศึกดำเนินไปตามแผนการที่วางเอาไว้ แต่สุดท้ายแล้วกลับไม่เป็นอย่างที่คิด แผนการถูกทำลายด้วยคำลวงของจักรพรรดิฉินผู้เป็นสหายรักทัพหนุนมิได้เข้าปะทะศัตรู ส่งผลให้กองทัพสุ่ยไม่ถูกรุกไล่กลับไป จึงมีโอกาสหันมาตีกระหนาบกองทัพของหนิงเทียนทางซ้ายเป็นกองทัพหวู่ ทางขวาเป็นกองทัพสุ่ย สองทัพใหญ่ขนาบโดยมีกองทัพอสูรทมิฬอยู่ตรงกลางแต่นั้นไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายที่สุด ตลอดเส้นทางเดินทัพที่หนิงเทียนเคลื่อนพล ถูกข้าศึกวางกำลังล้อมโจมตีอยู่ตลอดทางคล้ายกับว่าการศึกครั้งนี้ หนิงเทียนกำลังวิ่งอยู่บนฝ่ามือของศัตรูประดุจคนตาบอดตลอดระยะเวลาทำศึกเหนือใต้หลายสิบปี ซือหม่าหนิงเทียนมิเคยถูกต้อนจนสิ้นท่าเหมือนเช่นครั้งนี้แม้แต่ตัวมันเองก็ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลใด ศัตรูทั้งหวู่และสุ่ยถึงได้จำแลงร่างเป็นดั่งเทพศึกสงคราม เข้าทำลายกองทัพอสูรทมิฬของมันได้เช่นนี้ถึงในใจจะมีความคิดเคลือบแคลงหากแต่ไม่กล้าสงสัย จนกระทั่งกุนซือเฒ่าคู่ใจกล่าวออกถึงความจริงให้ได้ประจักษ์ ตัวมันได้ถูกคนที่รักและไว้ใจที่สุดหักหลังเสียแล้วไพร่พลคนสนิทคนแล้วคนเล่าล้วนต้องตกตายลงต่อหน้า สองนายกองผู้เป็นมิตรแท้ พันเจี่ย เล่าเว่ย เหลือเพียงศีรษะไร้ร่างกาย กองทัพที่เหลือพินาศสิ้นบนยอดผาบรรจบเมฆากุนซือเฒ่าต้องง้าวขาดสองท่อน สุดท้ายแม่ทัพใหญ่แห่งอาณาจักรฉิน ต้องง้าวและทวนของศัตรูตกตายลงสู่ก้นบึ้งของหุบเหว สิ้นสุดกองทัพอสูรทมิฬ แสนยานุภาพที่แข็งแกร่งที่สุดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำในหนึ่งราตรีไอเย็นของทวนกรีดฟ้าและง้าวมังกรคู่ ทิ่มแทงเข้าใส่ร่างของหนิงเทียน ดวงตาของวีรบุรุษผู้ปราบสงครามสามเผ่าพันธุ์ เบิกกว้างด้วยความตกใจ และสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกภรรยาผู้เป็นที่รักทั้งสอง ลุกนั่งตามผู้เป็นสามีอย่างรวดเร็ว เสี่ยวซวงใช้แขนเสื้อเช็ดไปที่หยาดเหงื่อบนหน้าผากของหนิงเทียนด้วยความเป็นห่วงหงหยวนชิงอิ๋งจ้องมองสามีด้วยความสงสารเพราะนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่สามีของนางสะดุ้งตื่นเพราะฝันร้าย“ท่านพี่ ฝันเรื่องเดิมอีกแล้วใช่หรือไม่??”หนิงเทียนสูดลมหายใจเข้าลึกพร้อมกับพยักหน้าขึ้นลง เห็นเช่นนั้นชิงอิ๋งยังกล่าวต่อด้วยความสงสัยที่เก็บไว้มานาน“ตั้งแต่จินเหล่าต้ามาพบกับท่าน ท่านก็ฝันร้ายมาตลอด สิ่งที่พบเห็นภายในเขตหวงห้ามคือสิ่งใดกันแน่? ท่านพี่ยังมีสิ่งใดที่ไม่ได้บอกกับพวกเราอีกหรือไม่??”ได้ยินดังนั้นหนิงเทียนจมอยู่ในความเงียบและความคิด ก่อนจะบอกเล่าทุกเรื่องราวเกี่ยวกับตัวมันในชีวิตก่อนให้ทั้งสองได้ฟังหยาดน้ำใสเอ่อล้นออกมาจากดวงตาของสตรีทั้งสองคน ความไม่ยุติธรรม ความผิดหวังและความสูญเสียของผู้เป็นสามีถูกเล่าออกมาด้วยน้ำเสียงโศกเศร้าอาดูร มันเย็นลึกจับไปถึงก้นบึ้งหัวใจของผู้ที่ได้ฟังเสี่ยวซวงกล่าวถาม “ท่านพี่ต้องการกลับไปยังโลกในชีวิตก่อนหรือไม่??”หนิงเทียนส่ายหน้าพร้อมกับโอบกอดภรรยารักทั้งสองคนเอาไว้แน่น หากแต่น้ำเสียงที่กล่าวออกกลับไม่เต็มเสียงเหมือนทุกครั้ง “ไม่....ข้าเป็นคนของที่นี่ ข้าต้องการอยู่กับพวกเจ้าทั้งสองคน”หากแต่ชิงอิ๋งผู้มีไหวพริบปฏิภาณไม่แพ้หนิงเทียน หาได้คิดเช่นนั้น นางกล่าวออกถึงความเป็นจริงที่ขัดต่อความรู้สึกในใจ“แต่หากท่านพี่ไม่กลับไปคลี่คลายปมในใจให้กระจ่างชัด ข้าเกรงว่าท่านพี่ไม่อาจข่มตาหลับได้สนิทอีกแล้ว”ดวงตาของหนิงเทียนย้ายมองไปยังชิงอิ๋งด้วยความเงียบ สิ่งที่หญิงสาวกล่าวมาเป็นความรู้สึกที่ถูกเก็บไว้ในก้นบึ้งของจิตใจมันมาตลอดเห็นแววตาของผู้เป็นสามี ชิงอิ๋งไม่ต้องรอคำตอบใด นางส่งยิ้มอ่อนโยนและกล่าว “หากท่านต้องนิทราด้วยฝันร้ายไปตลอด พวกเราเองก็ไม่สบายใจเช่นกันในวันพรุ่งนี้ข้าจะเรียกจินเหล่าต้าและขอความคิดเห็นจากประมุขไห่อี้ พวกเขาสองคนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านมิติและอุปกรณ์อาคม เพื่อหารือเกี่ยวกับวิธีข้ามไปยังโลกเก่าของท่าน”เสี่ยวซวงพยักหน้าเห็นด้วยกับพี่หญิง “แม้ท่านพี่จะไร้ซึ่งพลังบ่มเพาะ หากแต่ตัวข้าจะเป็นดาบให้ท่านเอง ท่านพี่บอกว่าโลกเก่าของท่าน ไม่ได้มีพลังบ่มเพาะที่แข็งแกร่งเหมือนเช่นโลกที่เราอยู่เช่นนั้นแล้วจะจัดการจักรพรรดิฉินที่ว่า ก็ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด ใช่หรือไม่??”ได้ยินเช่นนั้นหนิงเทียนส่งยิ้มให้แก่ภรรยารักทั้งสอง “เป็นโชคดีของข้าหนิงเทียน ที่ได้พวกท่านทั้งสองเป็นภรรยา”....