บทที่ 5
พบเจอ
จางหยุนหรี่ตาทั้งสองข้าง จ้องมองไปยังชายวัยกลางคนผู้นั้น ก่อนที่จะเหลือบไปมองร่างที่อีกฝ่ายลากมาด้วย
ร่างที่คนผู้นั้นลากมาด้วยเป็ร่างของชายชราผู้นึง ชายชราสวมใส่ชุดสีดำสนิทใบหน้าเหี่ยวย่น ร่างกายซูบผอมราวกับว่าเป็เนื้อติดกระดูก ดวงตาลึกโบ๋ดวงตาทั้งสองข้างในขณะที่ตายยังคงเบิกกว้าง
บรรยากาศที่เผชิญหน้าระหว่างทั้งสองคนตกสู่ความเงียบสงัด ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากจางหยุนจ้องมองไปที่คนผู้นั้น ในขณะเดียวกันชายวัยกลางคนผู้นั้นก็ต้องมองมาที่จางหยุน
ผ่านไปสักพักชายวัยกลางคนที่เป็ปรมาจารย์ยุทธผู้นั้นเผยรอยยิ้ม “ภายในสุสานกลางคืนเช่นนี้ เ้ามาทำอะไรอย่าบอกนะว่ามาฝึกวิชาชั่วร้าย”
“ถ้าเป็เช่นนั้นข้าก็คงจะต้องสังหารเ้าไปด้วยแล้ว”
คำพูดของชายวัยกลางคน แม้จะฟังดูสบายๆ แต่ว่าจางหยุนที่มีประสบการณ์ััได้ถึงจิตสังหารอย่างชัดเจน
จางหยุนสูดหายใจเข้าลึกก่อนที่จะเอ่ยออกมา “ถ้าไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียร จะมีวิชาชั่วร้ายอันใดกัน”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้นปรมาจารย์ยุทธ์ผู้นั้นก็เผยรอยยิ้ม “ถ้ารู้อยู่แล้วว่าเ้าไม่ใช่เพราะฉะนั้นก่อนหน้านี้พูดเล่น”
อีกฝ่ายพูดจบก็ส่งเสียงหัวเราะออกมา
จางหยุนใบหน้ากับไม่ได้ผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย เพราะว่าคำพูดเมื่อครู่ที่อีกฝ่ายพูดออกมา เขาััได้ถึงจิตสังหารอย่างชัดเจน
เพียงแต่ว่าไม่รอให้บรรยากาศนั้นตึงเครียดไปมากกว่านี้ ชายวัยกลางคนที่เป็ปรมาจารย์ยุทธ์ผู้นั้น ก็โยนร่างของชายชราที่ตนเองลากมาด้วยไปตกลงด้านหน้าของจางหยุน
จางหยุนดวงตาเบิกกว้างรู้สึกใอยู่ไม่น้อย ระยะห่างระหว่างพวกเขาทั้งสองคนน่าจะหลายสิบเมตร อีกฝ่ายโยนร่างกายของชายชราที่มีน้ำหนักหลายสิบกิโลกรัม ให้มาตกด้านหน้าของเขาได้อย่างง่ายดายเช่นนี้โดยไม่เปลืองแรงเลยแม้แต่น้อย
จางหยุนก้มมองร่างของชายชราที่อยู่ตรงเท้าของตนเอง ก่อนที่จะเงยหน้ามองร่างของชายวัยกลางคนด้านหน้า
“นี่คือ?”
ชายวัยกลางคนเอ่ยออกมา “ช่วยจัดการศพให้ข้าหน่อย”
“เอาไปฝังไว้บริเวณเขตนอกสุสานก็ได้ แต่ว่าห้ามให้พวกสัตว์ป่ากินเด็ดขาด”
จางหยุนก้มมองศพอีกครั้งก่อนที่จะถามออกมา “เหตุใดท่านจึงไม่จัดการเอง”
“ข้ารีบ” ชายวัยกลางคนกล่าวจบ ร่างของเขาก็ออกแรงะโขึ้นไปบนต้นไม้ พริบตาเดียวก็ทะยานหายไปจากผืนป่าแห่งนี้
จางหยุนรู้สึกสั่นะเืภายในใจ แถมยังบังเกิดความตกตะลึงด้วย นี่เป็ครั้งแรกที่เขาพบเจอผู้ฝึกยุทธ์ แล้วก็ได้มองเห็นการเคลื่อนไหวที่เหนือธรรมชาติแบบนั้น
เพียงแค่พริบตาเดียว อีกฝ่ายก็สามารถเคลื่อนไหวห่างออกไปหลายร้อยเมตรได้ง่ายๆ นี่มันไม่ใช่ระดับมนุษย์ธรรมดาแล้ว
จางหยุนตกตะลึงอยู่ไม่นานสุดท้ายเขาก็เริ่มลากร่างของชายชรา ไปจัดการตามคำสั่งของปรมาจารย์ยุทธผู้นั้น
เขาเลือกพื้นที่นอกสุสานง่ายๆแห่งหนึ่ง จากนั้นก็ทำการฝังศพร่างของชายชรา จางหยุนไม่แม้แต่จะทำการค้นส่งของชายชราด้วย
ถึงแม้ว่าชายชราพวกนี้อาจจะเป็ผู้บำเพ็ญเพียร แต่ในเมื่ออีกฝ่ายโดนสังหารคนที่สังหารไปย่อมไม่เหลือของไว้บนศพ
เพราะแบบนั้นไม่จำเป็จะต้องค้นดู เพียงแต่ว่าในขณะที่กำลังฝังศพของชายชรา จางหยุนก็ตรวจดูาแบนร่างกายของชายชรา
นั่นทำให้เขาได้รู้ว่าชายชรามีาแลึกบริเวณตรงหน้าอก แถมบริเวณตรงนั้นเนื้อเหมือนว่าจะโดนคว้านไปด้วย
จางหยุนไม่รู้ว่าผู้ฝึกยุทธ์ผู้นั้น ทำการคว้านเนื้อส่วนนี้ออกไปทำไม
เมื่อฝังศพเสร็จเรียบร้อยแล้ว จางหยุนก็ได้เดินกลับไปยังเมืองเป่ยอันทันที มองดูจากระยะทางแล้ว ถ้าเกิดว่าเดินเท้าก็จะไปถึงบริเวณประตูเมืองบริเวณใกล้ๆ่เช้า ที่จะเป็่เปิดประตูเมืองพอดิบพอดี
ในขณะที่เงาหลังของจางหยุน ค่อยๆออกห่างจากผืนป่าแห่งนี้ไปเรื่อยๆ
บนยอดต้นไม้แห่งหนึ่งที่ห่างไกลออกมาพอสมควร ร่างของชายวัยกลางคนที่เป็ผู้ฝึกยุทธขั้นสาม ยามนี้อีกฝ่ายกำลังยืนอยู่บนยอดต้นไม้ ร่างกายยืนอย่างมั่นคงอยู่บนยอดไม้ที่เป็เพียงแค่กิ่งไม้เล็กๆเท่านั้น
ชายวัยกลางคนใช้ดวงตา จ้องมองเงาหลังที่ค่อยๆห่างออกไปของจางหยุน ดวงตาทั้งสองข้างหรี่เล็กลง พลางพึมพำกับตนเอง “หรือว่าข้าจะคิดไปเอง?”
เมื่อมั่นใจได้แล้วว่าจางหยุนจากไปจริง ร่างของชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่บนยอดต้นไม้ ก็ค่อยๆจางหายไปจากจุดนั้น
…
หลังจากที่เดินทางกลับมาถึงเมืองเป่ยอัน รออยู่ไม่นานก็ถึง่เช้าประตูเมืองก็เปิดออก จางหยุนได้เดินทางกลับเข้าไปในเมือง จากนั้นก็กลับไปยังบ้านของตนเอง
เมื่อกลับมาถึงบ้านของตนเอง สิ่งแรกที่เขาทำก็คือการล้มตัวลงนอน นอนหลับไปตื่นนึงเมื่อตื่นขึ้นมาก็เป็่เวลายามบ่ายแล้ว
จางหยุนทำอาหารง่ายๆที่ตนเองเตรียมเอาไว้ เมื่อกินจนอิ่มท้องแล้วจางหยุนก็เริ่มฝึกฝนอีกครั้ง
สิ่งที่ในตอนนี้จางหยุนหมกมุ่นมากที่สุดก็คือการฝึกฝน อาจจะเป็เพราะว่าเขานั้นอยากจะรู้ว่าตนเองนั้น จะสามารถเข้าสู่เส้นทางแห่งการฝึกฝนได้เมื่อไหร่ จะเป็ผู้บำเพ็ญเพียรได้เมื่อไหร่
จางหยุนเริ่มฝึกฝนภายในห้องของตนเอง แต่กระนั้นการฝึกฝนภายในห้อง ก็ทำให้ตัวของเขานั้นััได้ถึงความแตกต่าง
ความรู้สึกที่เขาฝึกฝนภายในสุสาน มันเป็ความรู้สึกที่ราวกับว่ามีกระแสน้ำมากมาย หลั่งไหลทะลักเข้าสู่ร่างกาย แต่การฝึกฝนภายในห้องของตนเองแบบนี้ ความรวดเร็วกับช้ากว่ามาก
จางหยุนเริ่มรู้สึกว่าตัวเองนั้นเสพติดกับการฝึกฝนภายในสถานที่แบบนั้นไปแล้ว แต่ถึงแม้ว่าจะเสพติดไปแล้วเขาเองก็ไม่คิดจะกลับไปฝึกฝนภายในสุสานแห่งนั้นในตอนนี้
เป็เพราะว่าไม่รู้ว่าเขาจะโดนปรมาจารย์ยุทธผู้นั้นจับตามองอยู่หรือไม่ เกี่ยวกับเื่นี้เขาจำเป็จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเองเอาไว้ก่อน
จางหยุนมีความมั่นใจเป็อย่างมากว่าเมื่อวาน อีกฝ่ายที่จากไปต้องทำการจับตามองเขาอยู่อย่างแน่นอน
ง่ายๆก็คือคนผู้นั้นกำลังทดสอบเขา ว่าเขาเป็พวกผู้ฝึกฝนวิชาชั่วร้ายหรือไม่ จางหยุนเคยได้ยินมาก่อนว่าพวกผู้บำเพ็ญเพียรที่ฝึกฝนวิชาชั่วร้าย มักจะมีวิธีพิสดารหลายอย่าง
คนผู้นั้นที่โยนศพของผู้ฝึกตนมาให้เขา ก็อาจจะเป็เพราะว่า้าทดสอบว่าเขาจะทำอะไรกับศพหรือไม่
ที่จางหยุนมั่นใจได้ขนาดนี้ ก็เป็เพราะว่าคำพูดของอีกฝ่าย ในยามนั้นเขาถามว่าเหตุใดอีกฝ่ายไม่จัดการด้วยตนเอง ปรมาจารย์ยุทธ์ผู้นั้นกลับตอบมาว่ารีบ เพียงแค่คำตอบนี้ก็เห็นแล้วว่าไม่สมเหตุสมผล นั่นจึงทำให้มั่นใจได้เลยว่าอีกฝ่ายต้องจับตามองอยู่อย่างแน่นอน
จางหยุนฝึกฝนจนถึง่เย็น ก็หยุดฝึกฝนแล้วก็เดินออกไปด้านนอกเพื่อยืดเส้นยืดสาย ในขณะที่เพิ่งเปิดประตูบ้านของตนเองลงไป
ก็พบเจอเข้ากับหวังซุนที่เพิ่งกลับมาจากการทำงาน
“เพิ่งกลับมางั้นหรือ?” จางหยุนเอ่ยทัก
หวังซุนที่สวมใส่ชุดมือปราบหันมาฉีกยิ้มให้ “ใช่ขอรับ! พี่จาง”
หวังซุนเหมือนนึกบางอย่างก็ได้ จึงรีบก้าวเท้าเข้ามาใกล้ๆ จากนั้นก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาๆ “นี่พี่ได้ยินหรือเปล่าว่าปรมาจารย์ยุทธผู้นั้นออกจากเมืองไปแล้ว”
“ออกไปแล้ว?” จางหยุนเลิกคิ้วขึ้น
หวังซุนพยักหน้า “ใช่ ได้ยินท่านเ้าเมืองว่าคนผู้นั้นจัดการกับสิ่งชั่วร้ายไปแล้ว”
“งั้นหรือ” จางหยุนแสดงใบหน้าประหลาดใจออกมา
จากนั้นเขาเองก็พูดคุยกับหวังซุนอีกสักพัก แล้วต่างคนเองก็ต่างแยกย้ายกลับเข้าไปภายในบ้านของตนเอง
จางหยุนเมื่อเดินกลับเข้ามาภายในบ้านแล้ว ใบหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความเคร่งขรึม
“กับดักอีกแล้วงั้นเหรอ”
จางหยุนไม่รู้ว่าปรมาจารย์ยุทธ์ผู้นั้นออกไปจากเมืองแล้วหรือยัง แต่เขาไม่มีทางเดินทางไปที่สุสานแห่งนั้นใน่เวลาตอนนี้อย่างแน่นอน
บางทีข่าวที่ถูกปล่อยออกมาก็อาจจะเป็ข่าวที่ปลอม ตั้งใจปล่อยออกมาเพื่อทดสอบเขา จางหยุนไม่ใช่คนขี้ขลาดแต่เกี่ยวกับว่าที่่เวลาตอนนี้ถือว่าเป็่เวลาพิเศษ เป็่เวลาที่เขาอยู่ภายในโลกที่ไม่รู้จักและยังไม่มีกำลังมากพอในการปกป้องตัวเอง เขาจำเป็จะต้องระวังมากเข้าไว้
....
ตอนเย็นมีอีกตอนน๊า