มู่เชียนจิ่วแค่นเสียงเย็น ถือกระบองถงเทียนไว้ในมือ ใต้ฝ่าเท้ามีเสียงัคำรามดังออกมา ไม่ต่างอะไรกับเสือที่เข้าไปในฝูงแกะ ทุกครั้งที่ควงกระบอง จะมีศิษย์คนหนึ่งถูกตีจนสลบ
นี่เป็เพราะมู่เชียนจิ่วออมแรงให้ กระบองที่ฟาดลงไปอย่างมากก็แค่ทำให้สลบนานหน่อยก็เท่านั้น ไม่เช่นนั้นเกรงว่า คนพวกนี้คงเหลือแค่ร่างไร้ิญญาไปแล้ว!
เพียงไม่นาน ศิษย์ของหอคุมกฎทั้งหมดต่างลงไปกองกับพื้น
เย่เสวียนและมู่เทียนเซี่ยเห็นดังนั้นก็มีสีหน้าซีดเผือด โดยเฉพาะมู่เทียนเซี่ย ดวงตาที่จ้องมองศัตรูคู่อาฆาตเวลานี้แดงก่ำจนน่ากลัว
‘คนผู้นี้ต้องกินผลผานหลงของนางไปแล้วแน่ ๆ ไม่เช่นนั้นเวลาแค่ไม่กี่วัน ตบะบารมีจะแก่กล้าถึงเพียงนี้ได้อย่างไรกัน?’
เมื่อคิดว่าโอกาสที่เดิมควรจะเป็ของตนกลับตกเป็ของคนอื่น คุณหนูใหญ่มู่ก็ปวดใจจนแทบจะกระอักเืออกมา!
“ศิษย์น้อง เ้าหนีไปก่อน!” เย่เสวียนเอาตัวบังมู่เทียนเซี่ยเอาไว้ “ข้าเป็ศิษย์ของหอคุมกฎ เขาไม่กล้าทำอะไรข้าหรอก”
มู่เทียนเซี่ยได้แต่ก่นด่าเย่เสวียนอยู่ในใจ …พวกเ้าตั้งหลายคนยังเอาชนะไม่ได้ นี่ไม่ใช่พวกไร้ประโยชน์แล้วจะเรียกว่าอะไรได้อีก!
แน่นอนว่าไม่พอใจก็ส่วนไม่พอใจ แต่เ้าคนไร้ประโยชน์ผู้นี้ยังมีประโยชน์กับนางอยู่ ดังนั้นสตรีจิตคิดร้ายจึงยังไม่พ่นคำด่าทอออกมาในเวลานี้ “ศิษย์พี่ ถ้าข้าไปแล้วท่านจะทำเช่นไรล่ะเ้าคะ?”
เมื่อเห็นแววตาห่วงใยของโฉมสะคราญตรงหน้า เย่เสวียนก็ยืดตัวตรง อกผายไหล่ผึ่งทันที “วางใจเถอะ ข้ายังสามารถถ่วงเวลาคนผู้นี้ได้อยู่ เ้ารีบไปรายงานผู้าุโที่หอคุมกฎเถอะ!”
มู่เชียนจิ่วมองคนทั้งสองสลับไปมา ก่อนจะแค่นหัวเราะ “พวกเ้าสองคนเหมาะกับเป็คู่รักกันจริง ๆ”
“ศิษย์พี่ เช่นนั้นท่านต้องอดทนไว้ก่อนนะเ้าคะ ข้าจะไปรายงานท่านผู้าุโเดี๋ยวนี้เ้าค่ะ!” มู่เทียนเซี่ยเอ่ยจบก็หันไปมองมู่เชียนจิ่วด้วยความเคียดแค้น ก่อนจะหมุนกายจากไป
“ข้าอนุญาตให้เ้าไปได้แล้วอย่างนั้นหรือ?” มู่เชียนจิ่วจับจ้องน้องสาวนอกไส้เขม็ง นางยังไม่อยากคิดบัญชีแท้ ๆ ทว่ามู่เทียนเซี่ยกลับรนหาที่เสียเอง ช่างรู้ความจริง ๆ
เย่เสวียนขบกรามแน่น เข้ามาขวางหน้ามู่เชียนจิ่ว “ที่นี่คือสำนักชิงอวิ๋น ไม่ใช่ที่ที่เ้าจะมาทำตัวเป็อันธพาลเช่นนี้!”
“เ้ารู้ด้วยหรือว่าที่นี่คือสำนักชิงอวิ๋น?” มู่เชียนจิ่วคว่ำปาก กำลังจะเอ่ยบางอย่าง ทันใดนั้นก็ต้องขมวดคิ้วขณะมองไปกลางอากาศทางด้านหลัง
…มาเร็วเพียงนี้เชียว เพิ่งจะจัดการลูกน้องไป หัวหน้าก็โผล่มาทันที!
แต่วันนี้นางตั้งใจแล้วว่าจะต้องสั่งสอนน้องสาวนอกไส้ให้ได้ ต่อให้ผู้าุโของหอคุมกฎมาเอง ก็อย่าคิดว่าจะขวางนางได้!
ผู้าุโหอคุมกฎนำศิษย์สองคนโรยตัวลงมาจากกลางอากาศ เมื่อเห็นศิษย์ที่สลบอยู่บนพื้น สีหน้าก็เคร่งขรึมขึ้นทันที “นี่มันเื่อะไรกัน!”
“อาจารย์!” เย่เสวียนเมื่อเห็นว่าใครมา แววตาก็เปล่งประกายดีใจทันที
มู่เทียนเซี่ยเห็นคนของหอคุมกฎมาถึงแล้วก็ค้อมศีรษะลง “ศิษย์มู่เทียนเซี่ยคารวะผู้าุโโจว”
ผู้าุโโจวพิจารณามู่เทียนเซี่ยครู่หนึ่ง สีหน้าจึงอ่อนลงเล็กน้อย “มู่เทียนเซี่ย เ้าคือศิษย์คนใหม่ของผู้าุโจิ่งอี๋อย่างนั้นหรือ?”
ตอนนี้ทั่วทั้งสำนักชิงอวิ๋นต่างรู้ดีว่าผู้าุโจิ่งอี๋รับศิษย์สายสืบทอดคนหนึ่ง ทั้งยังมีชีพจริญญาระดับฟ้า
บวกกับผู้าุโจิ่งอี๋มีชื่อเสียงเื่เข้าข้างศิษย์ตัวเอง ต่อให้เขาเป็ผู้าุโของหอคุมกฎ ก็ยังไม่กล้าล่วงเกินสุ่มสี่สุ่มห้า
ยิ่งไปกว่านั้น สำนักชิงอวิ๋นมีลำดับชั้นที่เข้มงวด รองจากท่านเ้าสำนักก็คือผู้าุโทั้งเจ็ดยอดเขา จากนั้นถึงเป็ผู้าุโหอคุมกฎ รองลงมาอีกคือผู้าุโสายนอกและผู้คุมต่าง ๆ
“เ้าค่ะ ข้าคือศิษย์ของผู้าุโจิ่งอี๋เ้าค่ะ” มู่เทียนเซี่ยย่อตัวลงเล็กน้อย พลางตอบกลับอย่างอ่อนน้อม
ไม่รู้ว่าเพราะตั้งใจหรืออย่างไร เสื้อของมู่เทียนเซี่ยที่เดิมไม่เรียบร้อยอยู่แล้ว ตอนที่นางย่อตัวลงจึงเผยให้เห็นเนินอกขาว ๆ โผล่ออกมา มุมที่ผู้าุโโจวยืนอยู่จึงบังเอิญได้เห็นทิวทัศน์อันงดงามตรงหน้าเต็ม ๆ ตา
“อะแฮ่ม” ผู้าุโโจวถึงกับใบหน้าร้อนผ่าว ก่อนจะกระแอมแก้เก้อเล็กน้อย และถอนสายตากลับมาอย่างอาลัยอาวรณ์ “ว่ามาซิ มันเกิดเื่อะไรขึ้นกันแน่!”
ท่าทางทั้งหมดของผู้าุโโจวอยู่ในสายตาของมู่เทียนเซี่ย นางจึงลอบยิ้มในใจ …ผู้าุโหอคุมกฎอะไรกัน ก็แค่ตาเฒ่าหัวงูชัด ๆ
แต่ก็ดีเหมือนกัน คนเช่นนี้หลอกใช้ได้ง่าย หากสามารถยืมมือเขาสังหารเ้าคนสารเลวนั่นได้ ก็คงจะดีไม่น้อย!
“อาจารย์ เื่เป็เช่นนี้ขอรับ!” เย่เสวียนเล่าเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ พร้อมทั้งใส่สีตีไข่ลงไป ส่วนความเห็นของมู่เชียนจิ่ว เขาไม่แม้แต่จะพูดถึงด้วยซ้ำ
ผู้าุโโจวได้ฟังก็โมโหจนควันแทบออกหู พลางหันไปมองมู่เชียนจิ่วและหวงฟู่จ้าวเอี้ยน “เป็แค่ศิษย์ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ แต่กลับทำร้ายศิษย์ร่วมสำนัก พวกเ้าช่างกล้าดีจริง ๆ!”
ผู้าุโโจวตรงหน้า มู่เชียนจิ่วยังพอจำได้อยู่บ้าง คนผู้นี้มีนามว่า โจวป๋อเหวิน เมื่อสามร้อยปีก่อนยังเป็เพียงผู้ดูแลสายนอก คิดไม่ถึงว่าเวลาเพียงสามร้อยปี จะได้ขึ้นมาเป็ผู้าุโของหอคุมกฎแล้ว
ตบะบารมีของผู้าุโหอคุมกฎอย่างน้อยก็ต้องระดับหลอมอธิก ด้วยตบะบารมีของนางตอนนี้ จึงยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่าย
แต่หากใช้อาวุธเซียนละก็ …ไม่แน่
มู่เชียนจิ่วมองโจวป๋อเหวิน “ผู้าุโโจว ท่านเป็ถึงผู้าุโของหอคุมกฎ ก่อนจะตัดสินอะไร ควรถามข้าที่เป็คู่กรณีสักนิดก่อนหรือไม่?”
“เ้ากำลังสอนข้าอย่างนั้นหรือ?” โจวป๋อเหวินมีท่าทางไม่พอใจ เขาอยู่หอคุมกฎมาสองร้อยปี ยังไม่เคยมีศิษย์คนไหนกล้าเอ่ยวาจาเช่นนี้กับเขามาก่อน!
“ศิษย์ไม่ได้มีเวลาว่างพอจะสอนใครหรอกขอรับ” มู่เชียนจิ่วสบตาอีกฝ่าย ไม่มีท่าทางเกรงกลัวแม้แต่น้อย “ศิษย์เพียงกำลังพูดความจริงเท่านั้น!”
“ช่างปากดีจริง ๆ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด พวกเ้าทำร้ายศิษย์ร่วมสำนัก เื่นี้ข้าเห็นกับตา ดังนั้นข้าจะพาพวกเ้ากลับไปยังหอคุมกฎ!” ทันทีที่ผู้าุโโจวเอ่ยจบ เขาก็กางกรงเล็บออก และพุ่งเข้าใส่มู่เชียนจิ่วทันที!
ทว่าขณะที่เขากำลังจะคว้าตัวศิษย์จองหองตรงหน้าได้สำเร็จ จู่ ๆ ก็รู้สึกตาลาย และคว้าได้เพียงอากาศ
ภายใต้หน้ากาก บัดนี้มู่เชียนจิ่วมีสีหน้าเข้มขึ้น …เ้าเฒ่านี่คิดจะจับหน้าอกนางอย่างนั้นหรือ ถ้าไม่ใช่เพราะนางหลบได้ทันละก็ เมื่อครู่คงถูกเขาจับเต็ม ๆ เป็แน่!
หากวันนี้นางไม่ได้จัดการเ้าเฒ่าหัวงูผู้นี้ อย่ามาเรียกนางว่า ‘บรรพจารย์น้อยอวิ๋น’ อีก!
“เ้าเป็ศิษย์ของยอดเขาใดกันแน่?” ผู้าุโโจวแม้จะไม่ได้ใช้พลังทั้งหมด แต่ถึงอย่างไรเขาก็มีตบะบารมีถึงระดับหลอมอธิกขั้นกลาง ต่อให้เป็ศิษย์สายใน ก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถหลบหลีกการโจมตีของเขาได้อย่างง่ายดายเช่นนี้!
มู่เชียนจิ่วี้เีจะตอบคำถามของคนผู้นี้ นางถกแขนเสื้อขึ้น ก่อนจะหายตัวไปจากตรงนั้น และไม่มีใครทันสังเกตว่า กระบองถงเทียนในมือของนางเวลานี้ จู่ ๆ ก็ขยายใหญ่ขึ้นอีกเท่าตัว!
“พี่ซู!” เมื่อเห็นมู่เชียนจิ่วกล้าลงมือกับผู้าุโของหอคุมกฎ หวงฟู่จ้าวเอี้ยนก็คิดจะเข้าไปห้าม ทว่ากลับช้าไปก้าวหนึ่ง
เย่เสวียนเองก็คิดไม่ถึงว่าศิษย์ใหม่ผู้นี้ จะกล้าลงมือกับผู้าุโของหอคุมกฎ เพราะการไม่เคารพผู้าุโถือเป็การผิดกฎร้ายแรงของสำนัก!
อย่าว่าแต่ศิษย์ใหม่คนหนึ่งเลย ต่อให้เป็ศิษย์สายสืบทอดของเ้ายอดเขาทั้งเจ็ด หากทำผิดกฎก็ต้องถูกทำโทษเช่นกัน!
“ฝ่าเท้าัคำราม!”
ผู้าุโโจวใอย่างมาก ‘ฝ่าเท้าัคำราม’ เป็ท่าร่างระดับฟ้าของสำนักชิงอวิ๋น อีกทั้งยังเป็เคล็ดวิชาที่ฝึกได้ยากยิ่งนัก ศิษย์ทั่วไปต่อให้ฝึกมาหลายสิบปี ก็ยังฝึกขั้นต้นให้สำเร็จได้ยาก!
ทว่าศิษย์ที่เพิ่งเข้ามาใหม่ผู้นี้ กลับมีเสียงัคำรามดังออกมาขณะเคลื่อนไหว แสดงว่าคนผู้นี้อย่างน้อยต้องฝึกเคล็ดวิชาฝ่าเท้าัคำรามขั้นต้นสำเร็จแล้ว แต่จะเป็ไปได้อย่างไรกัน?
ขณะที่ผู้าุโโจวใจลอย มู่เชียนจิ่วก็ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังของเขา กระบองถงเทียนในมือกำลังจะฟาดเข้าที่ท้ายทอย การเคลื่อนไหวรวดเร็วจนน่าใ
ทว่าอย่างไรเสียผู้าุโโจวก็เป็ถึงผู้แข็งแกร่งที่มีตบะบารมีระดับหลอมอธิก เมื่อััได้ถึงอันตราย เขาก็สำแดงสมบัติิญญาป้องกันออกมาทันที!
ทว่าสิ่งที่น่าใกว่าก็คือ กระบองสีดำนั่นกลับทำลายสมบัติิญญาป้องกันจนแตกเป็เสี่ยง ๆ ก่อนจะฟาดท้ายทอยของผู้าุโโจวเต็ม ๆ!
ผู้าุโโจวยังไม่ทันทำความเข้าใจกับเื่ที่เกิดขึ้น และยังไม่ทันรู้สึกถึงความเ็ป ภาพตรงหน้าก็ดับวูบและร่างก็ล้มลงไปกองกับพื้นแล้ว
เย่เสวียน “!!!”
มู่เทียนเซี่ย “!!!”
หวงฟู่จ้าวเอี้ยน “!!!”
.
.
.