“แก้วจันตา” ได้ผล ชายหนุ่มหยุดเดินพลางเอี้ยวตัวกลับมาตะเบ็งเสียงแข็งเรียกชื่อเธอ แล้วถอนหายใจเมื่อเห็นหญิงสาวยักคิ้วท้าทาย เป็นกิริยาท่าทางในวัยเยาว์ที่ไม่เคยเปลี่ยน ชายหนุ่มจำใจก้าวเท้าตามหญิงสาวตรงไปยังเรือนทาส ซึ่งในขณะนั้นมีบ่าวกำลังทำงานสองถึงสามคน เสียงฝีเท้าเดินฉับๆ เข้ามาทำให้บ่าวทั้งหมดหันมองเป็นตาเดียว หากแต่เมื่อเห็นเป็นเจ้านาย จึงกุรีกุจอนั่งลงกับพื้น แววตาของพวกเขาบ่งบอกถึงความแปลกใจเป็นอย่างมาก
“หากความนี้ไปถึงคุณเอื้องฟ้า ว่าข้ากับคุณพี่พระพายมาที่นี่ ข้าจักกลับมาคิดบัญชีกับพวกเอ็งทั้งหมด ได้ยินฤาไม่” แก้วจันตาทำเสียงแข็ง ปั้นหน้าดุใส่ ก่อนที่ทาสทั้งหมดจะก้มหน้ารับปากด้วยอาการงุนงง เมื่อกำชับบ่าวในเรือนทาสเสร็จ หญิงสาวหันตรงดิ่งไปยังเรือนนอนของกลิ่นจันทร์ทันที โดยมีพระพายเดิมตามมาอย่างไม่เต็มใจนัก
“เป็นเยี่ยงไรบ้างกลิ่นจันทร์” แก้วจันตานั่งลงด้านข้าง ดวงตากลมทอดมองร่างเล็กที่นอนซมด้วยพิษไข้ มีเพียงผ้าห่มสีซีดปกคลุมกาย สายใยแห่งความเมตตาแผ่ซ่านจนทำให้คนป่วยค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา แล้วพยายามพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะยกมือไหว้เจ้านายทั้งสองด้วยอากับปกิริยาอ่อนน้อม ทั้งที่ไร้เรี่ยวแรงเต็มที
“ไม่เป็นอันใดมาก เพียงแค่อ่อนแรงเท่านั้น นอนพักสักวันคงดีขึ้นเจ้าค่ะ” หญิงสาวตอบเจ้านายทั้งที่สีหน้าซีดเผือด ก่อนจะเลื่อนสายตามองตรงไปยังอาการบาดเจ็บของพระพาย
“คุณพระพายแผลที่เท้าเจ็บอยู่ฤาไม่เจ้าคะ” เป็นคำถามที่แสดงถึงความห่วงใย ผ่านน้ำเสียงอ่อนหวาน แสนอบอุ่นอย่างที่เขาไม่เคยได้รับจากผู้ใดมาก่อน ชายหนุ่มเหมือนโดนมนต์สะกด กำแพงหนาที่เขาสร้างด้วยการถือยศถืออย่าง ค่อยๆ ทลายลงช้าๆ อย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว
“ดีขึ้นแล้ว” พระพายตอบสั้นๆ แล้วทำหันมองไปทางอื่น
“พวกเรามาเยี่ยม เพราะเจ้าเสียสละเพื่อพวกเรา ถึงกับต้องเจ็บไข้ได้ป่วยเยี่ยงนี้” แก้วจันตาเอื้อมไปจับมือกลิ่นจันทร์ด้วยคำนึงถึงน้ำใจที่นางมีให้
“หน้าที่ของบ่าวคือต้องเสียสละเพื่อเจ้านายอยู่แล้วมิใช่ฤาเจ้าคะ ข้าเจ็บเพียงเท่านี้แลกกับพวกท่านปลอดภัย ข้าก็พอใจแล้วเจ้าค่ะ”
“ได้กินยาแล้วฤาไม่” พระพายแทรกถามด้วยน้ำเสียงห้วนๆ กลิ่นจันทร์ก้มหน้าเล็กน้อย ด้วยเพราะรู้ดีว่าชายหนุ่มสูงศักดิ์ไม่เต็มใจอยากเจรจาด้วยเท่าไหร่นัก
“พี่นวลหายาให้ข้ากินแล้วเจ้าค่ะ”
“กลิ่นจันทร์ ข้าใคร่ถามเจ้าอย่างหนึ่ง เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าร่องน้ำบริเวณนั้นมีโขดหินอยู่ใต้น้ำ เหตุใดเรือจ้างลำนั้นจึงมิรู้” แก้วจันตาถามถึงสิ่งที่ตนคาใจ นางเป็นเพียงบ่าวรับใช้ แปลกตรงที่ชำนาญทางมากกว่าเรือจ้าง
“มีอันใดรึ เหตุใดทำหน้าเยี่ยงนั้น” ขณะที่กำลังฟังคำตอบ แก้วจันตาสังเกตเห็นสีหน้าของกลิ่นจันทร์เศร้าลงในพริบตา
“คนรักของข้าเป็นคนบอก ในครั้งที่เราเดินทางไปซื้อผ้าเจ้าค่ะ แลเรือจ้างลำนั้นอาจเป็นมือใหม่ไม่ชำนาญทางจึงไม่รู้ว่าร่องน้ำบริเวณนั้นมีโขดหินที่อันตรายอยู่ใต้น้ำเจ้าค่ะ” พระพายขมวดคิ้วเล็กน้อย หากแต่ไม่ได้พูดอันใดออกมา ได้แต่พิจารณาสีหน้าท่าทางของกลิ่นจันทร์ ที่ดูเศร้าสร้อยไปเมื่อพูดถึงคนรัก ก่อนกลืนน้ำลายแล้วเบี่ยงหน้าไปทางอื่น
“เจ้ามาอยู่ที่นี่คงคิดถึงคนรักของเจ้ามากใช่ฤาไม่” คำพูดของแก้วจันตาทำให้กลิ่นจันทร์ปล่อยน้ำตาออกมา นี่เป็นความทุกข์ทรมานอย่างหนึ่งที่หญิงสาวกำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้
“ไม่ว่าข้าจักคิดถึงเขามากเพียงใด คงไม่มีประโยชน์ เพราะเขาแต่งงานไปแล้ว” แก้วจันตาเหลือบมองไปยังพระพายที่เบนหน้าไปทางอื่น หญิงสาวที่อยู่ในชุดเจ้านายแย้มยิ้มเล็กน้อยเดาว่าเขากำลังใจอ่อนให้กับบ่าวรับใช้ผู้น่าสงสารคนนี้ ครู่หนึ่งเมื่อกลิ่นจันทร์ได้สติกลับมาจึงเช็ดน้ำตา พลางมองไปรอบๆ
“คุณพระพายกับคุณแก้วจันตาแอบเข้ามาหาข้าใช่ฤาไม่เจ้าคะ”
“อย่าได้กังวล ข้ากำชับบ่าวที่รู้เห็นเรื่องนี้แล้ว คุณป้ามิมีทางรู้” ได้ฟังดังนั้นกลิ่นจันทร์มีน้ำตาเอ่อขึ้นมา ก่อนจะก้มลงกราบทั้งสอง ด้วยซึ้งในความเมตตาที่เจ้านายมอบให้ มันเป็นความรู้สึกตื้นตันสุดพรรณนาสำหรับบ่าวผู้ต่ำต้อยไร้คุณค่า จะได้รับความเมตตาล้นพ้นเช่นนี้
“นี่ก็ได้เวลาแล้ว ข้ากับคุณพี่ไปก่อนหนา ประเดี๋ยวคุณป้าจักถามหา” แก้วจันตาบอกลาหญิงสาว ก่อนจะลูบศีรษะเธอเป็นครั้งสุดท้ายแล้วเดินออกไป กลิ่นจันทร์ยังคงหมอบกราบอยู่ในท่าเดิมจนไม่เห็นร่างของเจ้านาย จึงเงยขึ้นมาพร้อมกับน้ำตาที่ร่วงหล่น