กาลเวลาผันผ่านดั่งสายน้ำไหลหลาก เหมันตฤดูอันหนาวเหน็บมลายหาย วสันตฤดูอันอบอุ่นหวนคืนมาอีกครา ยามนี้เหยาเหยาเติบโตจากทารกแบเบาะ กลายเป็เด็กน้อยวัยขวบเศษที่เริ่มคลานต้วมเตี้ยมไปทั่วทั้งเรือนอย่างร่าเริง
ทว่า ณ อีกฟากหนึ่งของเมืองหลวงเซิ่งจิง ภายในเรือนพักของจวนฟ่าน ฟ่านชิงเสวี่ยกำลังนั่งทอดถอนใจอยู่หน้ากระจกสำริด ใบหน้างดงามฉายแววหม่นหมองและเคียดแค้นอย่างปิดไม่มิด
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ทุกสิ่งทุกอย่างกลับตาลปัตร ไม่เป็ไปตามที่นางจดจำเลยแม้แต่น้อย!
ตามเนื้อหาในนิยายที่นางเคยอ่าน ป่านนี้นางควรกลายเป็ยอดดวงใจของตระกูลซ่ง มีคุณชายรองซ่งติ้งหย่วนคอยตามคอยเฝ้าเอาใจ ทั้งยังควรได้พบพานกับท่านอ๋องผู้เ็าจนเกิดเป็สายใยผูกพันลึกซึ้ง ทว่าความเป็จริงกลับโหดร้ายสิ้นดี... ตระกูลซ่งปิดประตูใส่หน้านางอย่างเ็า ซ่งติ้งหย่วนคอยหลบเลี่ยงนางราวกับเห็นตัวกาลกิณี ส่วนท่านอ๋องผู้สูงส่งคนนั้น... เพียงแค่คิดถึงภาพที่ตนเองล้มคะมำหน้าทิ่มดินกลางลานวัดในวันนั้น ใบหน้าเด็กสาวก็ร้อนผ่าวด้วยความอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี
"ทำไมถึงเป็แบบนี้..." ฟ่านชิงเสวี่ยขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ปลายเล็บจิกลงบนโต๊ะเครื่องแป้งไม้จันทน์จนเกิดรอยลึก "ข้าคือนางเอกของเื่นี้! มีรัศมีนางเอกคุ้มครอง ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ย่อมต้องสยบแทบเท้าข้าสิ!"
แต่เมื่อสูดหายใจเข้าลึกๆ บังคับตนเองให้สงบสติอารมณ์ลง สมองอันชาญฉลาดของคนยุคใหม่ก็เริ่มวิเคราะห์อย่างมีเหตุมีผล
หากปีนเข้าประตูหน้าไม่ได้ ก็ต้องหาทางเข้าประตูหลัง หากตระกูลซ่งไร้สิ้นเยื่อใย ไม่ยอมเป็บันไดให้นางเหยียบย่ำขึ้นไป นางก็แค่หาบันไดทองคำขั้นใหม่ที่มั่นคงกว่าเดิม!
และในเมืองหลวงเซิ่งจิงแห่งนี้... ยังมีบันไดขั้นใดที่จะเลิศเลอไปกว่า 'ตระกูลกู้' อีกเล่า
——————
สองพี่น้องสกุลกู้'กู้หรูอิง' ผู้เป็พี่สาว และ 'กู้หรูเยี่ยน' ผู้เป็น้องสาว ทั้งสองคือบุตรสาวสายตรงของขุนนางใหญ่แห่งกรมราชเลขาธิการ พวกนางขึ้นชื่อลือชาในเื่ความหรูหราฟุ่มเฟือย วาจาเชือดเฉือนคมกริบ และถือเป็แกนนำของกลุ่มคุณหนูตระกูลสูงในเมืองหลวง ใครก็ตามที่สามารถแทรกตัวเข้าร่วมวงสมาคมของสองพี่น้องคู่นี้ได้ ย่อมเท่ากับได้เบิกทางเข้าสู่สังคมชั้นสูงของเซิ่งจิงอย่างแท้จริง
และสิ่งสำคัญที่สุดที่ฟ่านชิงเสวี่ยเล็งเห็น... ตระกูลกู้คือขุมกำลังสายตรงของอ๋องรอง 'เซียวจิ่งหรง'
ฟ่านชิงเสวี่ยพิถีพิถันกับการแต่งกายในวันนี้เป็พิเศษ นางเลือกสวมอาภรณ์สีอ่อนดูบริสุทธิ์สะอาดตา ราวกับดอกบัวขาวที่เพิ่งผุดพ้นน้ำ ชวนให้ผู้พบเห็นเกิดความเอ็นดูระคนทะนุถนอม จากนั้นจึงใช้ไหวพริบหาหนทางเข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาที่ตระกูลกู้จัดขึ้นจนสำเร็จ
งานเลี้ยงน้ำชาของตระกูลกู้จัดขึ้นอย่างหรูหรา ณ เก๋งแปดเหลี่ยมกลางสวนโบราณ รอบด้านรายล้อมด้วยบ่อบัวหลวงที่เบ่งบานและซุ้มกุหลาบพันปีสีสด บนโต๊ะไม้จันทน์แดงจัดวางขนมมงคลรสเลิศหน้าตาวิจิตรประณีต พร้อมถ้วยชาเคลือบดินเผาชั้นดีที่ส่งกลิ่นหอมกรุ่นอบอวล บรรดาคุณหนูตระกูลผู้ดีในชุดแพรพรรณหลากสีสันนั่งล้อมวงสนทนา พลางส่งเสียงหัวเราะต่อกระซิกอย่างสำราญใจ
ฟ่านชิงเสวี่ยรู้สถานะของตนดีว่าในสายตาผู้อื่น นางเป็เพียง 'คนนอก' ที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม จึงเลือกที่จะนั่งสงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่ตรงมุมหนึ่งอย่างอดทน รอคอยจังหวะเวลาอย่างใจเย็น จนกระทั่งหัวข้อการสนทนาเวียนมาถึงเื่ศาสตร์แห่งบทกวีและเสียงพิณ เด็กสาวจึงค่อยๆ เผยฝีมือออกมา บรรเลงบทเพลงพิณที่ไพเราะจับจิต ร่ายโคลงกลอนคู่ที่คมคายแต่แฝงความอ่อนน้อม ไม่โอ้อวดจนน่าหมั่นไส้ ทว่าก็โดดเด่นพอที่จะดึงดูดสายตาทุกคู่ให้หันมามอง
นี่คือวิชาที่นางสั่งสมมาจาก 'โลกก่อน'—ศิลปะการอ่านใจคนและจิตวิทยาขั้นสูง รู้ว่ายามใดควรเจิดจรัส ยามใดควรถอยร่น รู้ว่าคนประเภทใด้าได้ยินสิ่งใด ทักษะเหล่านี้ทำให้นางมั่นใจอยู่เสมอว่า ตนเองมีความคิดอ่านที่เหนือชั้นกว่าสตรีโบราณคร่ำครึพวกนี้หลายขุม
กู้หรูอิงซึ่งนั่งอยู่ในตำแหน่งประธาน ทอดสายตามองอย่างพิจารณาและประเมินค่า ก่อนจะเอ่ยปากชม "คุณหนูฟ่าน ฝีมือการดีดพิณของเ้าช่างประณีตนัก นึกไม่ถึงเลยว่าจวนฟ่านจะมีบุตรสาวที่มีพร์ซ่อนอยู่เช่นนี้"
ฟ่านชิงเสวี่ยรีบก้มหน้าลงต่ำ แสร้งทำเป็ขัดเขินแก้มแดงระเรื่อ "คุณหนูกู้ชมเกินไปแล้วเ้าค่ะ เป็เพียงสตรีจากชนบทห่างไกล ไร้ซึ่งความรู้ความสามารถ ย่อมมิอาจเทียบเคียงกับความสง่างามของคุณหนูทั้งสองได้เลยสักกระผีกเดียว"
ถ้อยคำอ่อนน้อมถ่อมตนที่ประจบเอาใจอย่างแเีนี้ สร้างความพึงพอใจให้แก่กู้หรูอิงเป็อย่างยิ่ง
ฟ่านชิงเสวี่ยรู้ซึ้งถึงนิสัยของสองพี่น้องสกุลกู้ดี—พวกนางชอบการประคบประหงมเอาใจ ชอบอยู่เหนือผู้อื่น และ้าให้คนรอบข้างยอมสยบแทบเท้า ดังนั้นการสวมบทบาทเป็ 'น้องสาวผู้อ่อนแอและรู้ที่ต่ำที่สูง' จึงเป็เื่ง่ายดายสำหรับนาง
ใช้เวลาเพียงไม่นาน ก็สามารถแทรกซึมและกลายเป็คนสนิทของสองพี่น้องสกุลกู้ได้อย่างราบรื่น
——————
ในค่ำคืนเดียวกันนั้น ณ เรือนพักส่วนตัวอันเงียบสงบของตระกูลกู้ ฟ่านชิงเสวี่ยและกู้หรูเยี่ยนนั่งจิบชาและสนทนากันเพียงลำพัง
"คุณหนูฟ่าน" กู้หรูเยี่ยนยกถ้วยชาขึ้นจรดริมฝีปาก ดวงตาเรียวรีหรี่ลงเล็กน้อยอย่างจับผิด "เ้าพยายามเข้าหาพี่สาวและข้าอย่างสุดกำลังเช่นนี้ คงมิใช่เพียงเพราะอยากจะมาผูกมิตรเล่นสนุกไปวันๆ หรอกกระมัง"
ฟ่านชิงเสวี่ยคลี่ยิ้มบางเบา รู้ดีว่าถึงเวลาที่ต้องหงายไพ่ในมือแล้ว "คุณหนูรองกู้ช่างตาแหลมคมยิ่งนักเ้าค่ะ... อันที่จริง ชิงเสวี่ยมีเื่ทุกข์ใจปรารถนาจะขอคำชี้แนะจากท่าน"
นางปรับเปลี่ยนสีหน้าเป็โศกเศร้าอาดูรในทันที น้ำตาเอ่อคลอเบ้า ก่อนจะเริ่มเล่าเื่ราวที่ตนถูกตระกูลซ่งปฏิเสธอย่างไร้ความปรานี โดยจงใจดัดแปลงเนื้อหาให้ตนเองกลายเป็เหยื่อผู้น่าสงสาร และป้ายสีให้ตระกูลซ่งเป็พวกยโสโอหัง ดูถูกเหยียดหยามสตรีไร้ทางสู้
"ชิงเสวี่ยเพียง้าตอบแทนพระคุณที่คุณชายรองซ่งเคยช่วยชีวิตไว้ ทว่าฮูหยินผู้เฒ่าซ่งกลับขับไล่ไสส่งชิงเสวี่ยราวกับหมูกับหมา..." เด็กสาวยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับหยาดน้ำตาที่เค้นออกมาได้อย่างเป็ธรรมชาติ "ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำสิ่งใดผิดไปหรือ"
กู้หรูเยี่ยนฟังแล้วเลิกคิ้วสูง พลางเค่นยิ้มหยัน "ตระกูลซ่งงั้นรึ? เหอะ! ก็แค่พวกขุนนางหัวโบราณที่ชอบวางท่าสูงส่งถือดีนั่นแหละ ท่านพ่อของข้าเคยเอ่ยเตือนเสมอว่า ซ่งจงอี้ผู้นั้นมีนิสัยแข็งกร้าว ไม่รู้จักผ่อนปรนตามกระแสลม ในราชสำนักมีผู้คนไม่น้อยที่มองเขาเป็เสี้ยนหนามตำตา"
ดวงตาของฟ่านชิงเสวี่ยวาบประกายยินดี คำว่า 'เสี้ยนหนามตำตา' นี่คือสิ่งที่นางเฝ้ารอคอย!
"คุณหนูรองกู้" เอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบาและน่าเวทนา "อันที่จริง เคยได้ยินมาว่าตระกูลกู้มีความสัมพันธ์อันดีกับตำหนักอ๋องรอง... ตัวชิงเสวี่ยนี้เลื่อมใสในพระบารมีของท่านอ๋องรองมานานแสนนาน ได้ยินว่าทรงเปี่ยมด้วยคุณธรรมและความปรีชาสามารถ ไม่ทราบว่า... พอจะมีหนทางให้ได้เข้าเฝ้าเพื่อถวายการรับใช้สักครั้งหรือไม่เ้าคะ"
กู้หรูเยี่ยนมองสบตาอีกฝ่ายด้วยสายตาที่รู้เท่าทัน ก่อนจะยกยิ้มมุมปากอย่างมีเล่ห์นัย "อยากเข้าหาท่านอ๋องรองหรือ? เื่นี้ย่อมมิใช่เื่ยาก... ทว่าในโลกนี้ไม่มีสิ่งใดได้มาเปล่าๆ ทุกอย่างย่อมต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยน คุณหนูฟ่าน... เ้ามีสิ่งใดที่จะเป็ประโยชน์ต่อเบื้องพระบาทของท่านอ๋องรองบ้างเล่า?"
ฟ่านชิงเสวี่ยนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่แววตาใสซื่อเมื่อครู่จะแปรเปลี่ยนเป็เย็นเยียบและล้ำลึก นางเอ่ยอย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่น "ชิงเสวี่ยกุมความลับบางอย่างของตระกูลซ่งเอาไว้... ความลับที่หากท่านอ๋องรองทรงทราบ ย่อมสามารถใช้เป็อาวุธโค่นล้มตระกูลซ่งได้ทั้งตระกูลเ้าค่ะ"
ความจริงแล้ว นางไม่ได้รู้ความลับเื่การอ่านใจหรือสิ่งใดเลยเพียงแค่คาดเดาจากการที่ตระกูลซ่งมักจะ 'รู้เหตุการณ์ล่วงหน้า' และลงมือตัดหน้าได้ก่อนเสมอ ทว่าคำพูดที่กำกวมและเปี่ยมด้วยความมั่นใจเช่นนี้ ย่อมเพียงพอที่จะกระตุ้นความสนใจของอีกฝ่ายได้อย่างชะงัด
กู้หรูเยี่ยนเลิกคิ้วสูงขึ้น รอยยิ้มบนใบหน้าพลันลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม "โอ้? เช่นนั้นเื่นี้ก็น่าสนใจขึ้นมาแล้วสิ..."
นางพินิจพิจารณาฟ่านชิงเสวี่ยอีกครั้ง ประหนึ่งกำลังตีราคาสินค้าชิ้นงามว่าคุ้มค่าแก่การลงทุนหรือไม่ ในที่สุดก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย "คุณหนูฟ่าน เ้าฉลาดเฉลียวกว่าที่ข้าคิดไว้มาก รู้จักนำของมีค่ามาแลกเปลี่ยนกับสิ่งที่มีมูลค่าเท่าเทียม... ดีมาก คนที่รู้จักทำการค้าเช่นนี้ย่อมไปได้ไกลกว่าพวกสตรีโง่เขลาที่เอาแต่ร้องไห้คร่ำครวญขอความเห็นใจ"
ฟ่านชิงเสวี่ยก้มหน้าลงเพื่อซ่อนรอยยิ้มเหยียดหยันและสะใจในส่วนลึก ในที่สุดทุกสิ่งทุกอย่างก็เริ่มหมุนเวียนกลับมาสู่ 'เส้นทางที่ควรจะเป็' เสียที! นางคือนางเอกผู้อยู่จุดสูงสุดของเื่นี้ ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมต้องเป็ของนาง ตระกูลซ่งก็แค่กรวดหินที่ทำให้นางต้องเดินอ้อมไปเล็กน้อยเท่านั้น
"ขอบพระคุณคุณหนูรองกู้ที่เมตตาเ้าค่ะ" เงยหน้าขึ้น ดวงตากลับมาใสซื่อบริสุทธิ์ราวกับดรุณีน้อยผู้ไร้เดียงสา "ชิงเสวี่ยรับรองว่าจะไม่ทำให้คุณหนูต้องผิดหวังอย่างแน่นอน"
กู้หรูเยี่ยนพยักหน้ารับอย่างแกนๆ ยกถ้วยชาขึ้นจิบพลางทอดสายตามองเปลวเทียนที่สั่นไหวระริก ในใจคิดคำนวณว่าหมากตัวนี้ของตระกูลฟ่านช่างมีประโยชน์และใช้งานง่ายดายยิ่งนัก ส่วนเื่ที่ว่าเมื่อเสร็จสิ้นงานแล้วจะเขี่ยทิ้งเมื่อใด... ค่อยว่ากันทีหลัง นี่คือสัจธรรมของสังคมชนชั้นสูง ไม่มีมิตรแท้ถาวร มีเพียงผลประโยชน์ที่ลงตัวชั่วคราวเท่านั้น
——————
ณ จวนสกุลซ่ง ในค่ำคืนเดียวกันนั้น
เหยาเหยากำลังคลานอยู่บนพรมขนสัตว์หนานุ่มในห้องนอนของมารดา มือน้อยๆ อวบอ้วนคอยหยิบจับและตบของเล่นไม้ไปมาอย่างร่าเริง
เฮ้อ น่าเบื่อชะมัด วันๆ ได้แต่คลานไปคลานมาจนเข่าด้านหมดแล้ว เมื่อไหร่ข้าจะเดินได้คล่องแคล่วเสียทีนะ เหยาเหยาบ่นพึมพำในใจอย่างเซ็งๆ แต่จะว่าไป... ั้แ่เมื่อแล้ว เหตุใดในอกถึงรู้สึกกระสับกระส่ายแปลกๆ เหมือนจะมีลางสังหรณ์ไม่ดีเกิดขึ้นเลย
อ๊ะ! นึกออกแล้ว! หากจำไม่ผิด ่เวลานี้ในนิยายต้นฉบับ ฟ่านชิงเสวี่ยจะเริ่มตีสนิทกับสองพี่น้องตระกูลกู้สำเร็จ และใช้พวกนางเป็สะพานทอดไปสู่ตำหนักของอ๋องรอง! พอยัยนั่นได้เข้าพวกกับอ๋องรองแล้ว ก็จะเริ่มปล่อยข่าวลือคอยใส่ร้ายป้ายสีตระกูลซ่งของเราทีละน้อย!
เสิ่นว่านอวี๋ที่กำลังนั่งปักผ้าอยู่ใกล้ๆ พลันชะงักงัน ปลายเข็มแหลมคมหยุดนิ่งอยู่กลางอากาศในทันที
และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือ ฟ่านชิงเสวี่ยจะกระซิบเป่าหูอ๋องรองว่า เหยาเหยาขมวดคิ้วมุ่นจนแก้มยุ้ยๆ ป่องออก ถึงแม้ยัยนั่นจะไม่รู้เื่ความสามารถในการอ่านใจของพวกเรา แต่เพียงแค่คำพูดประโยคนี้ประโยคเดียว ก็เพียงพอจะทำให้จอมระแวงอย่างอ๋องรองหันมาจับตาดูตระกูลซ่งทุกฝีก้าวแล้ว!
ไม่ได้การะ! ครอบครัวของเราต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากกว่าเดิมร้อยเท่า ห้ามปล่อยให้ผู้ใดจับพิรุธเื่ การรู้ล่วงหน้า ได้เด็ดขาด! ต่อไปนี้หากจะลงมือจัดการหรือแก้ไขเื่ร้ายแรงใดๆ จะต้องทำให้แเีที่สุด ประหนึ่งว่าเป็เื่บังเอิญ หรือเกิดจากการสืบสวนหาข่าวตามปกติเท่านั้น
เฮ้อ... หากข้าพูดได้ก็คงจะดี จะได้เอ่ยเตือนทุกคนให้ระวังตัว... แต่ช่างเถอะ หวังว่าท่านแม่และพี่ๆ จะมีไหวพริบพอที่จะปกป้องตนเองนะ
เสิ่นว่านอวี๋ค่อยๆ วางผืนผ้าในมือลง ดวงตากลมโตคู่สวยฉายแววลุ่มลึกและครุ่นคิดอย่างหนัก
สิ่งที่บุตรสาวคิดในใจนั้นถูกต้องที่สุด นับจากนี้เป็ต้นไป ตระกูลซ่งต้องเดินหมากอย่างรัดกุมเป็พิเศษ ทุกการเคลื่อนไหวต้องไร้ร่องรอยและแเีที่สุด เพื่อมิให้ผู้ใดจับพิรุธได้ว่าพวกเขาล่วงรู้ความลับ์
นางก้มลงอุ้มเหยาเหยาตัวน้อยขึ้นมาแนบตัก กอดประคองอย่างทะนุถนอมแล้วประทับจุมพิตลงบนแก้มเนียนนุ่มของลูกสาวเบาๆ "เหยาเหยาของแม่... เ้าวางใจเถิด ไม่ต้องกังวลสิ่งใดทั้งสิ้น"
อ๊ะ ท่านแม่กอดข้าแน่นจังเลย เหยาเหยาซุกหน้าเข้ากับอกอุ่นพลางคิดอย่างมีความสุข ท่านแม่คงจะััได้ว่าข้ากำลังกังวลอยู่แน่ๆ แม่ลูกอย่างเรานี่ช่างมีจิติญญาเชื่อมถึงกันจริงๆ เลยนะ ฮิๆ
เสิ่นว่านอวี๋กลั้นยิ้มบางเบา พลางลอบถอนหายใจยาวในอก
ในค่ำคืนอันเงียบสงัดนั้น สารลับจากจวนซ่งถูกส่งออกไปอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว—ถึงเวลาแล้วที่พวกเขาจะต้องจับตาดูความเคลื่อนไหวระหว่างตระกูลฟ่าน ตระกูลกู้ และจวนอ๋องรองอย่างใกล้ชิดชนิดไม่ให้คลาดสายตา
มหาาชิงไหวชิงพริบที่แท้จริง... ได้เปิดฉากขึ้นแล้ว