โม่เสวี่ยหมิ่นมาถึงห้องหนังสืออย่างรวดเร็ว สตรีที่เคยแต่งกายงดงามประณีตอยู่เสมอบัดนี้เปลี่ยนมาเป็นอาภรณ์สีขาวเรียบ ใบหน้าไร้แป้งชาดประทินผิว ชวนให้รู้สึกอ่อนแอน่าสงสาร คุกเข่านิ่งสงวนวาจาอยู่หน้าโต๊ะทำงานของโม่ฮว่าเหวิน เพียงยกแขนเสื้อปิดหน้าร้องไห้กระซิกๆ อยู่ที่พื้น
“ท่านพ่อ ลูก... ลูกไม่ทราบจริงๆ ว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น แค่นึกอยากจะออกไปซื้อขนมเหมยกุยสองสามชิ้นเท่านั้น ท่านพ่อชอบกินขนมเหมยกุยที่สุด หากเช้ามาได้เห็นของโปรดวางอยู่บนโต๊ะจะต้องดีใจมากแน่นอน แต่ขณะอยู่บนรถม้า จู่ๆ ลูกก็หน้ามืดเป็นลมไป ฟื้นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าซือหม่าซื่อจื่อล้มอยู่ข้างกายแล้ว ทั้งตัวเขามีแต่เลือด… ท่านพ่อ!”
โม่เสวี่ยหมิ่นร้องไห้อย่างน่าเวทนา ราวกับเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ได้รับความไม่เป็นธรรม
เมื่อครู่ระหว่างที่เดินมาห้องหนังสือ นางคิดไตร่ตรองอย่างดีแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นแม้อยากจะปกปิดเพียงใดย่อมปิดไม่มิด หญิงรับใช้ในเรือนหลังแม้ว่าเมื่อก่อนจะเป็นคนของอี๋เหนียง แต่บัดนี้อีกฝ่ายสิ้นอำนาจไปแล้ว ตนเองยังตกต่ำมาถึงขั้นนี้ ความลับบางอย่างย่อมเก็บไม่อยู่ ไม่สู้สารภาพออกมาส่วนหนึ่ง ท่านพ่อจะได้ไม่ลุโทสะมากนักเมื่อทราบเรื่องภายหลัง
ท่านพ่อเป็นคนทะนงในศักดิ์ศรีของตนเอง ไม่ยอมให้ผู้ใดชักจูงได้ง่ายๆ ดังนั้นนางต้องพยายามทำให้บิดาเชื่อว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ถูกวางแผนให้ร้าย เจตนาเดิมที่ออกไปเมื่อคืนก็เพื่อซื้อขนมเหมยกุย คาดหวังว่าหากบิดาได้เห็นความดีส่วนนี้ก็จะละเว้นโทษให้ และฉวยโอกาสเบี่ยงเบนความสนใจไปจากเรื่องของซือหม่าหลิงอวิ๋น
อีกไม่กี่วันจวนหมิงกั๋วกงจะเป็นผู้รับหน้าที่จัดงานเลี้ยงฉลองยิ่งใหญ่ นางคิดฉวยโอกาสนั้นลากโหยวเยวี่ยเฉิงลงน้ำ และทำให้เขาต้องแต่งตนเองเข้าจวน ดังนั้นจะยอมให้เรื่องของซือหม่าหลิงอวิ๋นมาเป็นตัวขัดขวางเรื่องดีงามไม่ได้เด็ดขาด เป้าหมายของตนเองคือแต่งเข้าสกุลสูงศักดิ์ มิใช่จวนเจิ้นกั๋วโหวที่ตกต่ำเหลือเพียงแค่ชื่อ ข้างในกลวงว่าง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากบิดา
จากประสบการณ์ที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่าลูกไม้เช่นการทำหน้าเซื่องให้ดูน่าสงสาร คล้ายน้อยเนื้อต่ำใจอย่างถึงที่สุดของตนเองใช้กับบิดาได้ผลทุกครั้ง
แต่วันนี้เห็นทีโม่เสวี่ยหมิ่นคงต้องผิดหวังเสียแล้ว
“หมิ่นเอ๋อร์ เมื่อวานตอนที่อยู่ในวังเจ้าบอกว่าน้องสาวนัดหมายเจ้าที่ศาลาฉิงฟางเก๋อ แต่นางอยู่ที่ตำหนักองค์หญิง หรือเจ้าจะบอกว่าองค์หญิงทรงกล่าวความเท็จ” โม่ฮว่าเหวินกล่าวด้วยสีหน้าดำทะมึน ทำมองไม่เห็นใบหน้าขาวซีดที่อาบไปด้วยคราบน้ำตาของโม่เสวี่ยหมิ่น
“ท่านพ่อ ตอนอยู่ในวัง มีนางกำนัลคนหนึ่งส่งจดหมายมาให้ บอกว่าน้องสามให้ข้าไปหาที่ศาลาฉิงฟางเก๋อ ข้านึกว่านางมีเรื่องจะคุยด้วยจึงรีบไปที่นั่น ประจวบกับเห็นสาวใช้ของน้องสามเดินตามหลังสตรีผู้หนึ่งอยู่ พานเข้าใจไปว่าสตรีผู้นั้นคือนาง สถานการณ์ยามนั้นวุ่นวายนัก ลูกกลัวว่าผู้อื่นคิดใส่ร้ายป้ายสีสร้างมลทินให้ตนเองกับชายเสเพลผู้นั้น เลยอยากให้น้องสามออกมาเป็นพยาน แต่ไม่คิดว่าทั้งข้าและนางต่างถูกคนวางแผนให้ร้ายในคราเดียวกัน ทำให้น้องสามถูกคนหวาดระแวงไปด้วย เป็นความผิดของลูกแท้ๆ”
โม่เสวี่ยหมิ่นปาดน้ำตาด้วยท่าทางอ่อนแอ แสดงวาจาเหมือนเป็นการออกหน้าแทนโม่เสวี่ยถงที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ละถ้อยคำล้วนชี้นำไปในทิศทางว่ามีผู้วางแผนต่อพวกนางสองพี่น้องซึ่งเป็นเพียงสตรีในห้องหอ ทั้งคู่ยังเยาว์วัยและอ่อนแอ ไม่อาจล่วงเกินผู้อื่นได้อยู่แล้ว หากมีผู้คิดปองร้ายก็ย่อมเป็นศัตรูทางการเมืองของโม่ฮว่าเหวินเท่านั้น
นางเห็นเหตุการณ์เมื่อคืนอย่างชัดเจน องค์ชายรูปงามท่าทางหยิ่งผยองผู้นั้นอุ้มโม่เสวี่ยถงไว้แนบอก แต่ทันใดนั้นศีรษะที่ชุ่มโชกไปด้วยโลหิตดวงตาเหลือกถลนของบุรุษผู้หนึ่งก็ลอยตกลงมาเบื้องหน้าของตนเอง ยังอ้าปากค้างเหมือนตายโดยไม่รู้ตัว สีหน้าของผู้สูงศักดิ์พระองค์นั้นดั่งอสูรที่หมายเอาชีวิตมนุษย์ ทิ้งความหวาดกลัวที่ไม่อาจลบเลือนไว้ในก้นบึ้งหัวใจของโม่เสวี่ยหมิ่น
แต่เรื่องนี้นางมิได้บอกกับโม่ฮว่าเหวิน รู้สึกเพียงว่าหากตนเองกล้าเอ่ยถึงเซวียนอ๋องแม้แต่ประโยคเดียว อาจไม่มีโอกาสได้เห็นดวงตะวันพ้นขอบฟ้าในวันพรุ่งนี้อีกต่อไป
เนตรหงส์คมกล้าปานจะกินเลือดกินเนื้อทั้งเย็นเยียบเฉยชาไร้ปรานี มองเพียงปราดเดียวก็ทำให้นางขวัญผวาคล้ายวิญญาณจะหลุดจากร่าง
บุคคลผู้นี้ตนเองไม่อาจล่วงเกินโดยเด็ดขาด
โม่ฮว่าเหวินเห็นบุตรสาวยังคงแสดงท่าทางเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา พยายามอธิบายถึงเหตุผลในการกระทำของตนเองเมื่อคืน พลางร้องขอความเห็นใจ จึงนิ่งงันอยู่ครู่ใหญ่ ขณะที่โม่เสวี่ยหมิ่นรู้สึกอึดอัดจนแทบเสแสร้งต่อไปไม่ไหว เขาจึงเอ่ยถามเสียงเย็น “เจ้าหมายความว่ามีใครบางคนคิดวางแผนให้ร้ายพวกเจ้าสองพี่น้องเยี่ยงนั้นหรือ?”
“ท่านพ่อ นี่เป็นเพียงความรู้สึกเท่านั้น บุตรสาวยังอ่อนประสบการณ์ เรื่องนี้จะเป็นจริงหรือไม่ จึงมิอาจทราบได้ พวกเราสองพี่น้องต่างไม่รู้จักเส้นทางในวังหลวง ในสถานการณ์หยินขาดหยางพร่อง[1]เช่นนั้น หากจะเกิดความสับสนไปบ้างก็มีโอกาสเป็นไปได้นะเจ้าคะ”
โม่เสวี่ยหมิ่นเป็นสตรีเฉลียวฉลาด รับรู้ได้ว่าน้ำเสียงของบิดาเจือไปด้วยความไม่พอใจ จึงรีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนา แล้วหยิบผ้าแพรขึ้นมาซับน้ำตา ทว่ายังคงสะอื้นไห้ปานจะสิ้นชีวี ชวนให้รู้สึกปวดใจ แต่ภายใต้ท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจนี้ยังรู้จักพูดแทนโม่เสวี่ยถงอีกด้วย
แสดงตนดั่งบุตรสาวที่คิดใคร่ครวญ และกระทำทุกสิ่งเพื่อเอาอกเอาใจบิดา
นี่เป็นสิ่งที่โม่เสวี่ยหมิ่นทำมาจนเคยชิน และด้วยเหตุนี้นางจึงได้รับความรักจากโม่ฮว่าเหวิน เพียงใช้แผนนี้ โม่ฮว่าเหวินก็จะรู้สึกว่านางเป็นบุตรสาวที่รู้ความเฉลียวฉลาด แม้จะทำผิดมากเพียงใด ก็แค่ตักเตือนว่าครั้งต่อไปให้ระวัง หลังจากนั้นก็ปล่อยผ่านไปง่ายๆ
ครั้งยังอายุสิบขวบ โม่เสวี่ยหมิ่น 'ไม่ทันระวัง' พลั้งมือผลักโม่เสวี่ยถงตกลงไปในแม่น้ำจนเกือบจมน้ำตาย ต่อมาก็ใช้คำพูดที่น่าประทับใจเพียงสองสามประโยคเช่นนี้ ทำให้เรื่องค่อยๆ จางหายไป ตอนนั้นลั่วเสียมารดาของโม่เสวี่ยถงยังมีชีวิตอยู่ เห็นธิดาตัวน้อยอยู่ระหว่างความเป็นความตาย อาการป่วยจึงยิ่งหนัก เกือบไม่ฟื้นขึ้นมาเช่นเดียวกัน
แม้ว่าเรื่องนี้โม่ฮว่าเหวินจะลงโทษโม่เสวี่ยหมิ่น แต่เพียงไม่นานก็ปล่อยไป อ้างว่าบุตรสาวยังเล็กไม่รู้ความ และเป็นเพียงอุบัติเหตุเหนือความคาดหมายเท่านั้น ไม่มีผู้ใดอยากให้เกิดขึ้น
เรื่องเช่นนี้ยังมีอีกมากมาย โม่เสวี่ยหมิ่นก็ใช้วาทศิลป์เอาตัวรอดได้ทุกครั้ง เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานแม้จะเป็นเหตุไม่คาดคิด แต่เพียงแค่ให้ท่านพ่อเห็นด้วยกับตนเอง ทุกอย่างย่อมจบลงเพียงเท่านี้
แต่ครานี้โม่ฮว่าเหวินไม่เชื่อคำพูดของนางอีก
เขายืนดูบุตรสาวคนโตร้องไห้สะอึกสะอื้นปานดอกสาลี่พร่างพิรุณ แต่กลับแอบลอบมองผ่านมุมผ้าว่ามีปฏิกิริยาเช่นไร ผ้าเช็ดหน้าปิดอยู่บนใบหน้า น้ำเสียงฟังแล้วรู้สึกคล้ายว่าโศกเศร้าเสียใจสุดคณานับ ขณะที่ยกผ้าซับใบหน้า กลับไม่มีน้ำตาแม้แต่หยดเดียว
โม่ฮว่าเหวินไม่เคยสังเกตมาก่อน เพราะความรักต่อบุตรสาวและเชื่อใจนางเป็นอย่างยิ่ง จึงละเลยรายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้ไป เมื่อเห็นขณะที่โม่เสวี่ยหมิ่นจ้องมองตนเองตาใส โดยใช้ผ้าเช็ดหน้าอำพรางความรู้สึกที่แท้จริง แล้วแสร้งร้องไห้อย่างแนบเนียน ท่าทางชำนาญเยี่ยงนี้ย่อมมิได้เกิดจากการฝึกฝนแค่วันสองวัน ทำให้เขารู้สึกอัดอั้นตันใจและปวดร้าวยิ่งนัก
เขาสามารถเป็นถึงผู้ตรวจการพระนครได้ย่อมหาใช่คนโง่เขลา และมีความรู้สึกเฉียบไวในการจับสังเกตผู้คน เพียงแต่ไม่เคยใช้ความสามารถด้านนี้กับคนในครอบครัว ดังนั้นจึงไม่เคยแคลงใจในความผิดปรกติของโม่เสวี่ยหมิ่นและฟางอี๋เหนียง นึกว่าพี่น้องสนิทสนมรักใคร่กลมเกลียวกันมาโดยตลอด แต่ที่แท้ตนเองล้วนถูกพวกนางใช้มารยาหลอกลวงทั้งสิ้น
เปลือกตาหนาหนักปิดลงกล้ำกลืนความเจ็บปวดอยู่ชั่วครู่ ก่อนค่อยๆ ลืมตาขึ้น คืนสู่ความสงบนิ่ง กล่าวเสียงเรียบ “เมื่อคืนเกิดเรื่องขึ้นเยี่ยงนั้น ก็มีแต่ต้องแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วโหวในฐานะอนุภรรยาแล้วล่ะ ดีที่เจ้ากับซือหม่าหลิงอวิ๋นคุ้นเคยกันมาตั้งแต่เล็ก แต่งเข้าไปคงไม่ถูกผู้ใดรังแก”
เขาผิดหวังในตัวบุตรสาวผู้นี้แล้วโดยสิ้นเชิง ไม่คิดแม้แต่จะสอบถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวังหลวง เพราะถึงอย่างไรก็คงมีแต่ถ้อยคำหลอกลวง หาความจริงไม่ได้แม้แต่ประโยคเดียว จึงยกมือขึ้นโบกด้วยสีหน้ารำคาญใจ “เด็กๆ พาคุณหนูใหญ่กลับเรือนฝูฉิง รอวันไหนจวนเจิ้นกั๋วโหวส่งคนมารับค่อยปล่อยนางออกไป”
“ขอรับ”
เมื่อเห็นองครักษ์หน้าตาไม่คุ้นเคยสองคนย่างเท้าเข้ามา โม่เสวี่ยหมิ่นหน้าพลันถอดสี เพิ่งตระหนักได้ว่าครานี้บิดาไม่ใจอ่อน รีบคลานเข่าเข้าไปกอดขาโม่ฮว่าเหวินร้องไห้อย่างน่าสงสาร
“ท่านพ่อ... ท่านพ่อ... ลูกไม่แต่งให้ซือหม่าหลิงอวิ๋นนะเจ้าคะ คนสามานย์ชั้นต่ำเยี่ยงนั้น คงทำลายทั้งชีวิตของลูก หรือท่านพ่ออยากเห็นบุตรสาวของตนเองตกไปสู่หายนะเช่นนั้น ได้โปรดเถิด... ซือหม่าหลิงอวิ๋นเกิดอารมณ์ชั่ววูบคิดจะข่มเหงลูก ลูกได้ต่อสู้สุดชีวิตแล้ว แม้ว่าชื่อเสียงจะถูกทำลาย แต่ก็นับว่ารักษาเกียรติในฐานะสตรีไว้ได้ ลูกทำผิดตรงไหนหรือเจ้าคะ”
“นายท่าน นี่มิใช่ความผิดของคุณหนูนะเจ้าคะ คุณหนูไม่ทราบจริงๆ ว่าผู้ใดคิดทำร้ายนาง คุณหนูมีใจกตัญญู คิดอยากจะยกขนมเหมยกุยที่นายท่านชอบมาให้วันนี้ หาได้ทำสิ่งใดเกินเลยแม้แต่น้อย ใครจะรู้ได้ว่าจะเกิดเหตุร้ายเยี่ยงนั้นขึ้น ในอดีตคุณหนูก็เคยยกขนมมาให้นายท่านในวันแรกของปีใหม่เช่นกัน ความกตัญญูตลอดหลายปีที่ผ่านมาของนาง ท่านไม่เคยเห็นเลยหรือเจ้าคะ ยังจำเมื่อสามปีก่อนได้หรือไม่ คุณหนูออกไปนอกจวนในคืนวันฉูซี ถูกรถม้าชนจนแขนหัก ต้องรักษาอยู่นานกว่าจะหาย” โม่ซิ่วร้องไห้คุกเข่าอยู่ด้านหลังโม่เสวี่ยหมิ่น โขกศีรษะอ้อนวอนต่อโม่ฮว่าเหวิน
ในปีนั้น โม่เสวี่ยหมิ่นออกไปข้างนอก กล่าวว่าไปซื้อขนมเหมยกุยให้โม่ฮว่าเหวิน ไม่ทราบว่ามีม้าตื่นจากไหนวิ่งตะบึงเข้ามา ทำให้รถม้าที่ควบมาดีๆ ชนเข้ากับต้นไม้ โม่เสวี่ยหมิ่นจึงแขนหัก โม่ฮว่าเหวินปวดใจแทบตาย เชิญท่านหมอมารักษาอย่างดี ทุกวันหลังจากเลิกประชุมในท้องพระโรงก็จะมาเยี่ยมเยียนบุตรสาวที่ได้รับบาดเจ็บไม่เคยขาด
ยามมีของกินของเล่นอะไรดีๆ ก็จะนึกถึงบุตรสาวคนโตผู้เฉลียวฉลาดและอ่อนโยนคนนี้ก่อนเสมอ
เมื่อโม่ซิ่วเอ่ยถึงเรื่องนี้ โม่ฮว่าเหวินก็พลันนึกถึงเหตุการณ์ในปีนั้นได้ ดวงตาแข็งกร้าวพลันหลุบลงมองโม่เสวี่ยหมิ่นที่กอดขาตนเองแน่นโดยไม่รู้ตัว วางเท้าที่คิดจะเตะนางออกไปลง หางตาผ่อนคลายเล็กน้อย ตอนนั้นท่านหมอบอกว่าแขนของนางไม่อาจบาดเจ็บหนักได้อีก หากเกิดการหักซ้ำก็ยากจะฟื้นกลับมาเหมือนเดิม
ถึงอย่างไรก็เป็นบุตรสาวที่ตนเองรักและทะนุถนอมมาสิบกว่าปี คงใจดำไม่พอที่จะยกเท้าเตะออกไปได้
องครักษ์สองคนนี้เป็นผู้ช่วยโม่ฮว่าเหวินในการจัดการคดี ย่อมอ่านสีหน้าของผู้เป็นนายออก เมื่อเห็นเขาดูลังเลใจ ก็ทราบได้ว่าอีกฝ่ายใจอ่อนแล้ว ทั้งสองจึงมองหน้ากันพร้อมลอบถอนใจอยู่เงียบๆ แล้วค้อมกายคำนับโม่ฮว่าเหวินก่อนถอยออกไป
“ท่านพ่อ ลูกกับซือหม่าหลิงอวิ๋นมิได้แอบนัดหมายกัน เราแค่พบกันโดยบังเอิญ และพูดคุยสองสามประโยคเท่านั้น แต่ไม่นึกว่าเขาจะต่ำช้าถึงขั้นคิดจะ... ลูกทำได้เพียงขัดขืน จนกระทั่งม้าเทียมรถเกิดแตกตื่นไปชนต้นไม้ จึงเกิดเรื่องขึ้น หากท่านพ่อยืนกรานความคิดจะให้ลูกแต่งงานกับคนชั้นต่ำผู้นั้นให้ได้ ลูกยอมตายเสียดีกว่า”
แม้จะใช้แขนเสื้อปิดบังใบหน้า แต่หางตาก็ลอบสังเกตทีท่าของโม่ฮว่าเหวินอยู่ เมื่อเห็นสายตาของเขาทอดลงมาที่แขนของตนเอง ก็รู้ได้ว่าบิดายังคงมีความห่วงใย ครั้นแล้วก็ร้องไห้ด้วยท่าทางโศกเศร้า โขกศีรษะกับพื้นอย่างแรง แขนซ้ายพลันชนถูกขาโต๊ะจนร้องครางออกมาคำหนึ่ง ใบหน้าซีดเซียวในบัดดล เหงื่อกาฬไหลซึม ร่างโงนเงนไปมาจนเกือบล้มลงที่พื้น
“คุณหนู... คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ แขนชนถูกโต๊ะใช่หรือไม่” โม่ซิ่วร้องเสียงหลง รีบคลานเข้ามาประคองโม่เสวี่ยหมิ่นที่กำลังเจ็บจนพูดไม่ออก แล้วหันกลับมาอ้อนวอนขอร้องกับโม่ฮว่าเหวินทั้งน้ำตา
“นายท่าน... แขนซ้ายของคุณหนูชนถูกอีกแล้ว เมื่อครู่ตอนที่ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ บ่าวก็เห็นว่าแขนของคุณหนูบวมอยู่ คุณหนูกลัวว่านายท่านจะวิตกกังวล จึงไม่ให้บ่าวพูด คิดไม่ถึงว่ายามนี้จะเจ็บซ้ำอีกแล้ว นายท่านได้โปรดเชิญท่านหมอมาดูอาการให้คุณหนูด้วยเถิดเจ้าค่ะ คุณหนูจะไม่ไหวแล้วจริงๆ”
เพียงคำพูดประโยคนี้หลุดออกมาจากริมฝีปาก ทั้งห้องหนังสือก็วุ่นวายไปชั่วขณะ
โม่เสวี่ยถงซึ่งบัดนี้ยืนอยู่อีกด้านหนึ่ง หยักริมฝีปากยิ้มเยาะ ไม่ว่าจะเวลาไหนโม่เสวี่ยหมิ่นก็ไม่เคยลืมที่จะเตือนให้ผู้อื่นรำลึกถึง 'ความดี' ของตนเอง ถึงกับใช้แผนแสร้งทุกข์กายมาใช้กับบิดา
เพียงแต่แผนนี้ก็ใช้มาบ่อยแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าจะยังได้ผลอยู่หรือไม่…
…………………………………………………………………………………………………..
คำอธิบายเพิ่มเติม
[1] หยินขาดหยางพร่อง หมายถึง สถานการณ์ไม่ชัดเจนที่อาจทำให้เกิดการเข้าใจผิด