5
แสงรุ่งอรุณยามเช้าส่องสว่าง เป็อีกครั้งที่เหยาเยี่ยชิงเดินกลับเพียงผู้เดียว ความผิดหวังที่ก่อตัวั้แ่วัยเด็กทำให้ภายในจิตใจของเขาเริ่มชินชา สิ่งที่เขาทำได้ดีนับดูแล้วมีเพียงหยิบมือ หนึ่งในนั้นคือการรอคอย
ใบหน้าเศร้าหมองสูดลมหายใจเข้าลึกก่อนย่างก้าวเดินไปตามทางเข้าเมือง ตำบลซีอันเป็ถิ่นอาศัยั้แ่ยังเล็กในละแวกบ้านล้วนเดินได้อย่างชำนาญ เหยาเยี่ยชิงเดินผ่านเรือนหลังใหญ่ผู้คนมากมายต่างจับกลุ่มปิดบังประตูหน้าอย่างเนืองแน่น
เขาคิดจะเดินทางกลับบ้านแต่ก็ต้องหยุดให้ความสนใจเมื่อได้ยินเสียงพูดคุยดังขึ้น
“คุณหนูใหญ่หลินสิ้นใจอยู่ที่ป่าติดธารน้ำขอรับ”
ตรงหน้าประตูมีร่างไร้ลมถูกห่อด้วยผ้าขาว ฮูหยินตระกูลหลินไม่กล้าแม้แต่จะเปิดผ้าขาวออกดู นางมองมือที่ยื่นออกมาก็จำได้อย่างแน่ชัดว่าเป็บุตรสาวตน
เหยาเยี่ยชิงรู้จักกับคนตระกูลหลินดีเพราะมีครั้งหนึ่งที่ได้รับความช่วยเหลือจากหลินเฉิง ตระกูลหลินไม่ถือว่าร่ำรวยมากแต่ก็เป็ที่นับถือของผู้คนที่อาศัยอยู่ในย่านนี้ ั้แ่ย่างกรายเข้าใกล้ความรู้สึกบางอย่างทำให้เขาว้าวุ่นใจ กระบี่เสียงเหลียงเองก็เหมือน้าจะสื่อบางอย่าง ไอเซียนไหลเวียนออกมาปกคลุมทั่วตัวดาบ
หลินเฉิงกำลังให้คนปิดประตูเรือนเพราะไม่อยากให้ผู้ใดเห็นสภาพศพของบุตรสาวตนแต่ก็ถูกเหยาเยี่ยชิงกล่าวขึ้น “ไม่ทราบว่าข้าจะขอล่วงเกินตรวจสอบได้หรือไม่”
สิ้นเสียงทุกคนก็หันมามองเขาเป็ตาเดียว
“..สำนักเสียงหรู?” ชายแก่คนหนึ่งกล่าวขึ้นทำลายความเงียบ โดยส่วนมากแล้วศิษย์ในสำนักเสียงหรูจะลงเขาทำภารกิจอย่างรัดกุมเมื่อบรรลุเป้าหมายก็เดินทางกลับ จึงมีผู้คนจำนวนไม่มากนักที่จำชุดเครื่องแบบของสำนักได้อย่างแม่นยำ
ชาวบ้านที่ได้ยินแต่เสียงร่ำลือต่างใเป็อย่างยิ่งไม่คิดว่าจะมีวาสนาเห็นศิษย์จากสำนักชื่อดัง หลินเฉิงพอมีสติอยู่บ้างรีบเอ่ยเชิญเหยาเยี่ยชิงเข้าไปในเรือน
คนกลุ่มใหญ่หายเข้าไปภายในลานกว้าง ประตูบานใหญ่ลงกลอนอย่างแ่า
“ไม่ทราบว่าท่านคือ”
เหยาเยี่ยชิงนิ่งไปครู่ ตัวเขาเองก็ยังตอบไม่ถูกว่าตนคือใครกันแน่ “คนของสำนักเสียงหรู”
ในตำบลขนาดเล็กชื่อของสำนักเสียงหรูถูกผู้ไม่หวังดีหยิบยกมาแอบอ้างอยู่บ้าง หลินเฉิงที่ได้รับคำตอบอย่างคลุมเครือแสดงท่าทีกังวลใจจนกระทั่งป้ายหยกขาวมันแพะถูกหยิบยื่นมาตรงหน้า
สิ่งที่สลักในหยกเนื้อนวลเขียนตำแหน่งและชื่อของผู้ถือครอง หลินเฉิงกวาดตาอยู่สามรอบก็นิ่งค้างไปอย่างไม่เชื่อสายตา ร่างสูงวัยคิดจะย่อกายลงทำความเคารพแต่ก็ถูกนิ้วเรียวยั้งไว้
เหยาเยี่ยชิงหยิบยืมอำนาจของเ้าสำนักฝูขึ้นมาใช้เป็ครั้งที่สองเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ใบหน้ากลมมนส่ายไปมาเล็กน้อยอย่างห้ามปราม คนตรงหน้าก็เข้าใจเจตนาที่้าปกปิดตัวตน
เขาไม่ยืดความยาวขอตรวจดูศพกับคนตรงหน้าทันที “ข้าขอตรวจดูหน่อยเถิด”
“รบกวนแล้ว” ท่าทีนอบน้อมของหลินเฉิงทำให้คนรับใช้นึกแปลกใจ
“ที่เหลือให้ไปรอในเรือนเหลือไว้แค่คนที่พบศพกับคนสนิท”
ฮูหยินตระกูลหลินที่โศกเศร้าอยู่คิดจะคัดค้านแต่ก็โดนผู้เป็สามีห้ามปราม คนกลุ่มใหญ่ถูกกันตัวออกเหลือเพียงคนสนิทและผู้ที่พบศพ
ผ้าขาวถูกเปิดขึ้นใบหน้าไร้สีเืเต็มไปด้วยความชื้น ดูภายนอกคล้ายกับการจมน้ำแต่เมื่อกดแรงลงไปยัง
กะบังลมกลับมีอากาศดันตัวออกทำให้เขาแน่ใจว่าสาเหตุไม่ได้มาจากการจมน้ำและไอปีศาจที่หลงเหลืออยู่เป็ตัวบ่งชี้สาเหตุของการตาย
เสื้อผ้าที่เปียกชื้นยังคงอยู่ครบทุกชิ้นติดเพียงถุงหอมที่หายไป “ข้าขอดูถุงหอมของคุณหนูหน่อย”
ไม่นานเกินอึดใจสาวใช้ก็วิ่งออกมาจากในเรือนถือถาดที่ใส่ถุงหอมเรียงรายเอาไว้ เขามองดูอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่พบปัญหาใด “ถุงหอมที่ติดตัวคุณหนูได้มาจากที่ใด”
“เมื่อคืนนี้พวกเราสามคนได้ไปเที่ยวงานเทศกาลโคมลอย มีแผงขายถุงหอมอยู่ร้านหนึ่ง ได้ซื้อมาจากที่นั่น”
ฮูหยินหลินเอ่ยมายาวเหยียดแล้วยังกล่าวต่ออีกว่า “คลาดสายตาชั่วครู่ก็เป็เช่นนี้” พูดจบน้ำตาที่หยุดไหลไปก็กลับมาอีกครั้ง
เหยาเยี่ยชิงนึกไปถึงเื่ก่อนหน้าที่ตนเจอก็เอ่ยถามไป “ถุงหอมนั้นราคาเท่าใด”
“สี่ตำลึงทอง..ตอนแรกข้าก็ไม่อยากสิ้นเปลืองแต่พอได้กลิ่นแล้วชวนหลงใหลยิ่งนักเลยตัดใจซื้อให้บุตรสาวไป” ในตอนแรกหลินเฉิงได้ห้ามปรามบุตรสาวว่าอย่าสิ้นเปลือง แต่เมื่อเขาคิดว่าไม่นานนางก็จะออกเรือนไปไกลด้วยความรักเลยตัดใจซื้อมา
“ซื้อมาจากที่ใดหรือ”
“แผงลอยของหอบุปผา”
“บอกทางไปแก่ข้ามาเถิด”
เหยาเยี่ยชิงเดินทางมายังหอบุปผาในเวลาพลบค่ำ ตัวของเขาตอนนี้ปลดชุดของสำนักออกใส่เป็เสื้อสีเหลืองอ่อน แต่ถึงจะปลอมแปลงอย่างไรใบหน้าของเ้าสำนักฝูก็ยังไม่หมดราศีโดยง่าย
ยังมีหลายสิ่งที่น่าแปลกใจ สิ่งของบนตัวของคุณหนูหลินหายไปเพียงแค่ถุงหอม ปีศาจในดินแดนมนุษย์ส่วนมากแล้วเป็สัตว์ที่เก็บตัว ยากนักที่จะฆ่าคนหวังชิงถุงหอมหนึ่งใบ ที่แปลกอีกอย่างคือมีตระกูลใหญ่อีกสองตระกูล ผู้ตายล้วนประสบเหตุทั้งสิ้นและยังเกิดเหตุไม่นาน
คราแรกตนติดตามไอปีศาจบนตัวของคุณหนูหลินไปแต่เมื่อผ่านธารน้ำก็ถูกชำระสิ้นไม่สามารถหาลู่ทางต่อได้ ดังนั้นเขาจึงลักลอบเข้าไปตรวจดูในงานศพของตระกูลทั้งสอง สภาพศพมีไอปีศาจเจือจางแต่เพราะเวลาล่วงเลยไปนานไอิญญาจึงมีน้อยจนไม่สามารถสืบสาวถึงตัวได้เลยสักคน
ตอนนี้ตรงหน้าของเขาเป็หอบำเรอที่ไม่จัดว่าใหญ่แต่ไม่อาจเรียกว่าเล็ก ตนได้แต่ยืนแอบอยู่ข้างเสาต้นหนึ่ง
คราแรกได้ยินว่าชื่อหอบุปผา เขาก็คิดในใจว่าอาจจะเป็หอบำเรอในระหว่างทางก็ทำใจเรื่อยมา แต่พออยู่ตรงหน้าจริง ๆ ก็ไม่อาจตัดใจเดินเข้าไปได้ทันที
เหยาเยี่ยชิงยืนแอบอยู่ฝั่งตรงข้าม ใจหนึ่งอยากเข้าไปสืบคดีแต่ใจหนึ่งก็บอกว่าขอยืนอีกแค่ครู่หนึ่งเท่านั้นจนเวลาล่วงเลยไปเนิ่นนาน
เมื่อนึกถึงหน้าของคนในตระกูลหลินก็เกิดพลังใจขึ้น ขายาว ๆ ก้าวเข้าไปยังหอบำเรอตรงหน้าด้วยความกล้าทั้งหมดแต่ไม่ทันที่เท้าจะเหยียบเข้าไปก็มีหญิงสาวมากหน้าหลายตากรูเข้ารายล้อม
พวกนางมองเห็นเหยาเยี่ยชิงมานานแล้ว คนผู้นี้ยืนจ้องเข้ามาในหอบุปผาเสียจนนางบำเรอแถบนั้นสังเกตเห็นกันทุกคน พวกนางจึงเข้าใจผิดว่าคนผู้นี้อยากเปิดประสบการณ์แรกแต่ก็ไม่กล้าเข้าหา ด้วยรูปร่างหน้าตาการแต่งกายแม้กระทั่งมือเรียวยาวล้วนหาตัวจับได้ยาก เมื่อเหยาเยี่ยชิงก้าวเดินมาทางประตูพวกนางก็กรูกันมาจับเหยื่อทันที
เมื่อมือของหญิงสาวััโดนร่างกายใบหน้าของเหยาเยี่ยชิงก็เปล่งเป็สีแดงอมม่วงทันที ผู้คนที่เข้ามาใช้บริการคนอื่นถึงกับส่ายหน้าแซวยกใหญ่
“หนุ่มน้อยมาครั้งแรกหรือ ข้าจะบอกให้นะ คณิกาซูหลิ่งแห่งหอบุปผานั้นจัดว่างดงามที่สุด” ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาเสียงดัง ผู้คนในหอบุปผาหันมาให้ความสนใจมากกว่าเดิม
“คุณชาย พวกข้าไม่อาจงดงามเทียบแม่นางซูหลิ่งได้แต่ว่ารสชาติของหลายชามมักดีกว่าชามเดียวนะเ้าคะ”
หลายชาม? คิดพลางเขาแทบอยากจะมุดลงไปในพื้นดินเสียตอนนี้
แม่เล้าส่ายหน้าไปมาอย่างนึกเอ็นดู นางยืนมองเห็นเสื้อผ้าหน้าผมล้วนดูเป็คนกระเป๋าหนักก็นึกสนใจ ไม่นานจึงฝ่าวงล้อมของนางคณิกาพาร่างอันแข็งทื่อของเหยาเยี่ยชิงขึ้นไปยังชั้นสองแทน
หญิงสาวกลุ่มใหญ่โดนผละออกจากเหยื่อก็ได้แต่แยกย้ายไปทำงานต่อ ก่อนไปไม่ลืมที่จะส่งเสียงเย้ายวนจนร่างของเหยาเยี่ยชิงลับตา
ชั้นสองเป็ที่สำหรับผู้มีเงิน บรรยากาศดีสะอาดตาเพียงแต่
‘ฮ้าา..’
‘อื๊ออออ…’
ประสาทรับรู้ทั้งห้าของเ้าสำนักฝูนั้นดีเยี่ยมเกินไป
ใบหน้ากลมมนคล้ายจะเป็สีเขียวอยู่รอมร่อ ตลอดทางมือเรียวของเหยาเยี่ยชิงกำแน่นเสียจนสั่น แม่เล้าพาเขามายังห้องห้องหนึ่ง เกือบจะในสุดของชั้นสองเมื่อถึงที่หมายเขาเอ่ยออกมาทันที
“รบกวนท่านพาแม่นางซูหลิ่งมาให้ข้าเถิด”
คณิกาอันดับหนึ่งแห่งหอบุปผาซูหลิ่ง นางเป็ที่เลื่องลือของบรรดาคนแถบนี้ แม่เล้าที่เห็นเขาเอ่ยกำลังจะกล่าวขัดเพราะค่าตัวสูงลิบแต่เหยาเยี่ยชิงก็ยื่นถุงเงินห่อใหญ่มาให้ นางเอื้อมมือรับมากะน้ำหนักใบหน้าก็คลี่ยิ้มออกอย่างประจบประแจง
“ไม่นานเกินรอเ้าค่ะ” ว่าจบก็ทำตัวนอบน้อม ก่อนจากไปไม่ลืมที่จะจุดกำยานภายในห้อง
เขาคิดจะซื้อตัวนางคณิกามาบังหน้า ตอนนี้ในหัวของเหยาเยี่ยชิงกำลังระลึกไปถึงความทรงจำของเ้าสำนักฝูว่าควรทำอย่างไรให้นางสลบเร็วและเจ็บน้อยสุด คิดได้ไม่นานนักก็มีเสียงการเคลื่อนไหวมาจากทางเข้า เสียงเคาะประตูดังอยู่สองครั้งเหยาเยี่ยชิงก็เรียกให้เข้ามา ร่างอรชรแง้มเปิดประตูเข้ามา ดวงหน้างดงามหมดจดมองมาที่เขาด้วยสีหน้าเอียงอาย
“ขะ..” เหยาเยี่ยชิงไม่รอฟังแม้แต่ประโยคแรกมือของเขาก็ซัดไปที่จุดเอี่ยนเหมินตรงลำคอทำให้ร่างบางล้มลงทันที เมื่อนำร่างของนางวางไว้บนเตียงก็จัดการห่มผ้าเสร็จสรรพ
เขาเดินออกมาสำรวจห้องต่าง ๆ อยู่พักหนึ่งและสะดุดตากับห้องหนึ่ง ภายในนั้นมีข้าวของวางเรียงรายเป็ห้องไม่ถึงกับมิดชิด สายตาของเขาก็มองเห็นบางอย่าง..
หน้าต่าง!!
เขาลืมไปเสียสนิทว่าตนมีพลังยุทธ์สามารถขึ้นมาชั้นสองอย่างง่ายดาย เมื่อก่อนเขามีพลังในการเหาะเหินไม่มากทำภารกิจแต่ละครั้งล้วนปีนได้ไม่ไกล มีอยู่ครั้งหนึ่งเคยปีนป่ายขึ้นมาทางหน้าต่างกลับถูกจับได้ ต่อมาเลยระแวดระวังไม่ใช้การปีนอีก
เหยาเยี่ยชิงลูบหน้าตัวเองครั้งหนึ่งก่อนก่นด่าความโง่ของตนในใจ