แคว้นจินมีพื้นที่น้อยกว่าแคว้นิอย่างมากซ้ำยังไม่มีที่ราบมากพอจะปลูกข้าวเลี้ยงดูคนทั้งหมดจึงต้องสั่งซื้อข้าวสารจากแคว้นิและแคว้นเหลียนซึ่งเป็พื้นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำไหลผ่าน อุดมสมบูรณ์ยิ่ง จวิ้นอ๋องิเฉินกง กับจินวั่งซูจึงปลอมตัวเป็พ่อค้าข้าวสารและค้าเกลือ
มิคาดใน่ที่ทั้งสองแอบปรึกษากันที่ศาลานั่งเล่นในคฤหาสน์ตระกูลจินน้องสาวคนเล็กของจินวั่งซูแอบได้ยินเข้า
‘พี่วั่งซูออกไปเที่ยวเตร่ต่างเมืองได้แล้วข้าเล่า เมื่อไหร่ท่านพ่อจะอนุญาต เสียที’ จินฉิงอีเป็ลูกที่ท่านจินคหบดีใหญ่ไม่คาดคิดว่าจะได้มา เพราะครานั้นฮูหยินรองก็คลอดบุตรชายมาเพิ่มแล้วหนึ่ง และบุตรสาวอีกหนึ่ง ฮูหยินเอกเซียงผิงที่ไม่ยอมตั้งท้องเสียทีภายหลังกลับมีจินฉิงอีออกมา ห่างกับจินวั่งซูถึงหกปีนางอายุสิบแปดปีนี้ ด้วยความห่วงและหวงลูกสาวคนเล็ก แม้จะมีผู้มาทาบทามคหบดีจินก็ยังไม่ตอบรับผู้ใด
“จวิ้นอ๋องให้ข้าไปเที่ยวด้วยคนได้หรือไม่?” ใบหน้าที่ละม้ายจินวั่งซู จมูกโด่งตรงเรียว และริมฝีปากบางค่อนข้างกว้างคิ้วเข้มคมเฉียง นางมีลักยิ้มสองข้าง ในยามยิ้มแย้มชวนให้คนเอ็นดู
จวิ้นอ๋องหันไปมองญาติพี่น้องรีบส่ายหน้าอย่างว่องไว “เ้าจะไปได้อย่างไรการเดินทางครั้งนี้ต้องข้ามหุบเขาัทะยาน ซ้ำแคว้นจินก็มีแต่ป่า ไหนจะมีโจรอีกเอาไว้คราวหน้าไปในที่ที่ไม่อันตรายข้าจะอนุญาต”
จินฉิงอีใบหน้างอง้ำนางได้รับการเอาใจอย่างถึงที่สุดจากบิดา แม้ว่ามารดาจะคอยปรามลงอยู่บ้าง แม้แต่พี่วั่งซูเองก็ตามใจนางอยู่บ่อยครั้ง จินวั่งซูหันมาสำทับ
“ฉิงเอ๋อร์คราวนี้อันตรายจริงๆ เ้ารออยู่นี่ล่ะแล้วพี่จะกลับมาเล่าเื่แคว้นจินให้เ้าฟัง ดีไหม?”
จินฉิงอีพยักหน้ารับเดินจากไปอย่างเหงาๆ หากแต่ลับหลังกลับไปเรียกคนรับใช้ประจำตัวทั้ง ซ่งฮุ่ยจูและซ่งเหวินฉีมาเตรียมตัวอย่างเร่งด่วน
“พวกเราจะออกไปผจญภัยในแคว้นฉินพวกเ้าเตรียมตัวให้พร้อม”
ซ่งฮุ่ยจูหน้าซีดเผือดนางรู้ดีว่า จินฉิงอีนั้นอุตริเพียงใด ั้แ่เล็กจนโตนางต้องรับโทษแทนนายน้อยผู้นี้นับครั้งไม่ถ้วน “คุณหนู ไม่คิดให้ดีก่อนหรือเ้าคะ? ครั้งที่แล้วบ่าวยังไม่หายก้นบวมเลยเ้าค่ะ”
จินฉิงอีโบกมือแทนคำตอบ“ข้าตัดสินใจแล้ว พวกเ้ารีบไปเก็บข้าวของ”
ซ่งฮุ่ยจูส่ายหน้าแม้นางจะอายุมากกว่าจินฉิงอีถึงสามปี แต่ก็ไม่สามารถทัดทานเ้านายของตนได้สักครั้งทั้งรักทั้งตามใจกันมาั้แ่เล็ก จึงต้องยอมกันเสมอมา “คุณหนู เราจะเดินทางกันอย่างไร?” ไหนๆ ก็ไม่อาจทัดทานได้แล้ว คงได้แต่เตรียมการให้รอบคอบ
“ข้าจะเขียนจดหมายทิ้งไว้ให้ท่านพ่อเงินทองที่ซ่อนไว้ก็พอมีอยู่ พวกเ้าเตรียมรถม้า เสื้อผ้าให้พร้อมเราจะออกเดินทางตามขบวนรถของพ่อค้า เฉินกงกับวั่งซูไป”
จวิ้นอ๋องแอบกินยาที่ได้มาจากพระชายาเอกของชินอ๋องเมื่อเห็นพระองค์ให้อยากตบแต่งกับจินเฟิ่ง พี่สะใภ้จึงให้กินยาขนานหนึ่งเพียงแต่ให้กินส่วนน้อย ก่อนออกเดินทางในเช้านั้นตามใบหน้าและลำคอของจวิ้นอ๋องปรากฎปานสีเทาเข้มเป็แผ่นขนาดหัวแม่มือประปรายบดบังใบหน้าอันหล่อเหลาสง่างามราวเทพเซียนไปเสียกว่าครึ่งแม้กระทั่งจินวั่งซูเองถึงกับออกปาก
“เ้า....เหตุใดจึงเป็เช่นนี้?”
“ไม่รู้ว่าพระชายาเอาสิ่งใดให้ข้ากินเหมือนกัน เห็นบอกว่า เพื่อความปลอดภัย”ทั้งสองตกลงกันจะเป็เพียงพ่อค้าข้าวและเกลือจึงต้องเลิกใช้คำาาศัพท์ในการเดินทาง ทั้งสองไปในนาม พี่น้องตระกูลเซียงเซียงเฉินกงและเซียงวั่งซู ผู้หวังไปบุกเบิกตลาดที่แคว้นจิน
จินวั่งซูรู้สึกคลางแคลงใจในการกระทำของฟ่านซิ่วอิงพระชายาเอกผู้สร้างเื่โฉดมากมายไม่แพ้ตน แต่ยังหาเหตุผลไม่ได้
ขบวนคาราวานค้าข้าวและเกลือยาวเหยียดเซียนเฉินกง มียอดฝีมืออารักขาสองคน คือ ฝาแฝดหยางจื้อและหยางเจี้ยนองครักษ์อันดับหนึ่งที่ต้องปลอมตัวเป็เพียงจอมยุทธ์รับจ้างส่วนจินวั่งซูนำเอาเฟิ่งหูองครักษ์ประจำตัวที่ไม่เคยเอาไปไหนด้วยติดตามมาเป็ครั้งแรกทั้งสองตกลงใจว่าจ้างสำนักคุ้มภัยอันดับหนึ่งของแคว้น ิ ‘สำนักหงส์ไฟ’หากจะกล่าวว่าเป็อันดับหนึ่งก็ย่อมได้เพราะทั้งแคว้นก็มีเพียงสำนักเดียวในเวลานี้
“เ้าดูสิแทนที่ข้าจะได้เงินค่าจ้างคุ้มกันขบวนค้าขายใหญ่ขนาดนี้กลับทำไม่ได้ก็เพราะดันเป็คนของจวิ้นอ๋อง” องค์หญิงซู่ลี่หรือจอมยุทธ์ลี่ที่รับงานในการรับส่งสินค้าที่มีมูลค่ามหาศาลบ่นจนเนื้อตัวกระเพื่อมอยู่บนกอไผ่ขนาดใหญ่ที่บดบังร่างของนางแทบไม่มิดเพียงแต่ทุกคนในขบวนมัวแต่ตั้งหน้าตั้งตาเดิน จึงไม่ได้สนใจเงยหน้า
“เอาเถิดไว้งานหน้าก็แล้วกัน งานนี้แม้จะเงินดี แต่ก็เสี่ยงภัยนักต้องผ่านหุบเขามรณะของเทือกเขาัทะยาน รูปร่างของเ้ายามนี้จะเล็ดลอดไปตามซอกเขานั้น ลำบากนัก”
จอมยุทธ์ลี่ถอดหายใจเฮือกใหญ่นับั้แ่นางกินยาผิดสูตรของเ้าผีไร้หลุมตัวนั้นร่างกายที่เคยอรชรอ้อนแอ้นกลับขยายขนาดใหญ่กว่าคนปกติที่ตัวอวบถึงสามเท่านอกจากจะสูญเงินจำนวนมากจนต้องมารับจ้างคุ้มภัยในแคว้นิแล้วขนาดตัวที่ใหญ่เกินคาดไว้ก็ยังเป็ปัญหาอีกด้วย
“นี่หัวหน้าข้าอยากได้งานที่ไม่ไปไกลนัก หากข้าแอบออกจากวังมาบ่อยๆ อ๋องเก้าจะสงสัยเอา”
หัวหน้าหงพยักหน้ารับ“ได้”
ทั้งสองร่างจึงเด้งปลายต้นไผ่ลิ่วไปยังป่าด้านหลังแต่น้ำหนักของจอมยุทธ์ลี่ที่ทิ้งลงบนปลายไผ่กลับกร่อนถึงลำต้นมันจนหักโค่น
“โอ๊ะ! ต้นไผ่หัก”คนงานท้ายขบวนที่เข็นรถข้าวสารแตกตื่นเซียงเฉินกงหันไปมองเห็นลำต้นไผ่เขียวขนาดใหญ่ที่หักโค่นลงมาด้วยความแปลกใจ
“พี่วั่งซูท่านว่า ลำใหญ่ขนาดท่อนขา แถมยังเขียวขนาดนั้น หักลงมาได้อย่างไร?”
เซียงวั่งซูปรายตามอง“อาจจะมีแมลงกินโคนลำต้นมันก็ได้”
เซียงเฉินกงพยักหน้าน้อยๆไม่อยากจะเห็นด้วย แต่เขาก็ไม่มีความคิดเห็นอย่างอื่นเหล่าคนงานจึงลากเอารถเข็นให้พ้นจากระยะที่ลำไผ่หักโค่น
รถม้าของจินฉิงอีตามมาทีหลัง“ชิ! ดูสิ เสียเวลาชะมัดต้นไผ่โค่นลงมาได้เช่นไรล่ะนี่? เหวินฉีเร็วเข้า”
ซ่งเหวินฉีทำหน้าที่ขับรถม้ารีบไปผลักเอาลำไผ่ออก เขานับเป็ผู้เยี่ยมยุทธ์คนหนึ่งจึงจัดการได้ไม่ยาก“มันไม่ได้หักตามธรรมชาติหรอกคุณหนู นี่น่าจะเป็ฝีมือของจอมยุทธ์สักคน”
จินฉิงอีผู้มีเพียงวิชาตัวเบาเอาไว้หลบมารดาในยามที่นางเรียกหาเพื่อทำโทษพยักหน้าหงึกหงัก “อืม....เริ่มเดินทางก็ได้เจอจอมยุทธ์แล้ว ช่างดีจริง”
ซ่งฮุ่ยจูรู้สึกได้ถึงอันตรายหน้าส่ายหน้าในความรักสนุกของคุณหนูเคราะห์ดีที่จินฉิงอียังยอมให้นางกับเหวินฉีมาด้วยนางเขียนจดหมายอีกฉบับเรียนนายท่านแล้วว่า นางและน้องชายจะดูแลคุณหนูด้วยชีวิต
สองพี่น้องเติบโตมาในตระกูลจินด้วยความเมตตาอย่างยิ่งของนายท่านและ ฮูหยินทั้งได้เรียนหนังสือและวิทยายุทธ์ไปพร้อมกับคุณหนูนางกับเหวินฉีเก่งกาจเื่การต่อสู้เพราะมุ่งหวังจะใช้วิชาปกป้องผู้เป็นายแม้คุณหนูจะเชี่ยวชาญเพียงวิชาตัวเบา หากแต่กลับเก่งกาจด้านอักษร ฮูหยินคอยเคี่ยวกรำให้คุณหนูของนางหัดทำอาหารเพราะฮูหยินเห็นว่า บุตรสาวนั้นเย็บปักไม่ได้ความหากพอทำอาหารเป็บ้างก็จะได้ดูแลสามีในอนาคตได้
รอนแรมในรถม้าสองวันก็ถึงชายป่าเทือกเขาัทะยาน
“จากนี้เราต้องระวังตัวยิ่งขึ้นป่าแห่งนี้ มีเื่ลี้ลับมากมายนัก”
---------------------------------------------