ร่างสูงใหญ่กำยำในชุดสีแดงมงคลยืนสง่างามอย่างไร้ที่ติอยู่หัวขบวนรอรับเ้าสาว
สายตาของทุกคนล้วนมองไปยังซ่งจื่อซิงแม่ทัพใหญ่ผู้มีใบหน้าหล่อเหลาผิวของเขาไม่ได้ขาวจัดเฉกเช่นคุณชายรักสะอาดเ้าสำราญหากกลับเป็สีน้ำผึ้งเพราะกรำแดดผมสีดำยาวราวหมึกย้อมนั้นถูกรวบไว้สูงครอบด้วยรัดเกล้าสีทองอย่างดี
แสงอาทิตย์อบอุ่นสาดกระทบร่างในชุดสีแดงมงคลทำให้สามารถเห็นเหลี่ยมมุมของโครงหน้าคมชัดได้อย่างชัดเจน
ดวงตาทั้งสองข้างดูลุ่มลึกนิ่งสงบดุจบ่อน้ำที่มองไม่เห็นเบื้องล่างเหนือขึ้นไปเป็คิ้วเข้มเฉลียงชี้ปานประหนึ่งกระบี่คมกล้าข้างใต้จมูกโด่งงามเป็สันตรงคือริมฝีปากหยักบาง ซึ่งกำลังเม้มเล็กน้อยพาให้ใบหน้าดุดันสองส่วน
แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นจินผู้นี้รบคราใดไม่เคยพ่ายชำนาญอาวุธทุกประเภท มีวรยุทธ์สูงส่ง กวัดแกว่งกระบี่ไปทิศทางใดทุกชีวิตไม่มีรอดเหลือ เปรียบกับเทพาลงมาจำแลงกายก็มิปาน
ซ่งจื่อซิงชายงามลำดับสองของแคว้นจินผู้ไม่เคยชายตาแลหญิงใด
เขาเคยลั่นวาจาไว้ว่าชั่วชีวิตนี้จะขอมีภรรยาเพียงหนึ่งเดียว
บุรุษสง่างามเพียบพร้อมไปเสียทุกด้านองค์หญิงเก้าทิ้งลงได้อย่างไร คงไม่ใช่ว่าพักหลังสองสามปีมานี้นางป่วยด้วยโรคประหลาดจนเสียสติไปแล้วหรือ
ซ่งจื่อซิงหรี่ตาลง กล่าวเสียงเย็น
“นางหนีไปแล้ว? หนีไปได้อย่างไร”
หลี่ตงมือหนึ่งกุมท้องพลันทรุดเข่าลงพร้อมลูกน้องติดตามโขกศีรษะกับพื้นโดยแรง ได้แต่ก้มหน้ายอมรับผิด ไม่กล้ามองบุรุษในอาภรณ์สีแดง
“เป็ความผิดของข้าน้อยที่มีวรยุทธ์ต่ำต้อยไม่อาจสู้องค์หญิงเก้าได้ จึงมีสภาพกลับมาเช่นนี้” หลี่ตงใจเต้นรัวดุจกลองศึกเมื่อเห็นว่าแม่ทัพใหญ่เงียบไป จึงทำใจกล้าเงยหน้ามอง
หากแทนที่จะมีโทสะซ่งจื่อซิงกลับบอกให้หลี่ตงลุกขึ้น พลางย่นคิ้วอย่างฉงน
“เ้าจะบอกว่าองค์หญิงเยี่ยนจือที่ประทับแต่ในตำหนักร่างกายอ่อนแอ เป็วรยุทธ์อย่างนั้นหรือ”
หลี่ตงรีบละล่ำละลัก“ทั้งหมดที่ข้าน้อยกล่าวมาล้วนเป็ความจริง องค์หญิงเก้าไม่เพียงเป็วรยุทธ์แต่พลังยังเลื่อนขั้นถึงสีแดงแล้ว”
สายตาเรียบเฉยกวาดมองหลี่ตงและทหารที่ได้รับาเ็ ดูจากสภาพสะบักสะบอม เืแห้งกรังติดขอบมุมปาก ย่อมดูออกว่าที่ผ่านมาองค์หญิงเก้าแสแสร้งตบตาผู้คนกระทั่งหลอกเขาได้อย่างแเีมาโดยตลอด
นางที่ชี้หน้าด่าเขาเมื่อสองปีก่อนนางที่เขานึกพึงใจั้แ่แรกพบจนต้องแวะเวียนไปหาบ่อยคราไม่ได้อ่อนแอไม่ได้ป่วยด้วยโรคใดๆ นางถึงกับเป็วรยุทธ์
หานตงลอบสำรวจสีหน้าซ่งจื่อซิงเห็นว่าสะดวกจะเอ่ยปาก ตัดสินใจเดินออกมาสองก้าว จับมือคำนับอย่างนอบน้อม
“ท่านแม่ทัพจะให้ข้าตามไปหรือไม่ขอรับ”
ซ่งจื่อซิงมองผู้เปรียบเสมือนมือขวาของตนแววตาราบเรียบคาดเดาอารมณ์ไม่ได้ เขาไม่ตอบในทันที
ครุ่นคิดในใจว่าหากองค์หญิงเก้าไม่้าแต่งงานกับเขาเหตุใดนางไม่ปฏิเสธั้แ่แรกเหวินฮ่องเต้ย่อมมิทรงกล้าบังคับฝืนใจพระธิดาสุดที่รักเป็แน่
แต่การหนีไปเช่นนี้ถือเป็การหักหน้าเขาอย่างแรงซ้ำยังทำให้ชื่อเสียงราชวงศ์เสื่อมเสียตกเป็ที่นินทาของมวลหมู่ผู้คนจากภายนอก
แม้เขาจะไม่ได้มีนิสัยเ้าคิดเ้าแค้นทว่านางคงไม่รู้ว่าเขาชมชอบการไล่ล่าและการเอาชนะเป็อย่างยิ่ง
เมื่อหวนถึงใบหน้าผุดผาดและดวงตากลมโตกระจ่างใสราวหยดน้ำค้างพลันเกิดรอยยิ้มบนมุมปาก
“ท่านแม่ทัพขอรับ?”สังเกตเห็นรอยยิ้มที่มักจะปรากฏน้อยครา สร้างความประหลาดใจแก่หานตงปกติแล้ว แม่ทัพใหญ่มีใบหน้าเรียบเฉยอยู่ตลอด ยกเว้นเวลาอยู่กับมารดาองค์หญิงเก้านับเป็คนที่สอง ซึ่งสามารถทำให้ซ่งจื่อซิงยิ้มได้
“ไม่ต้อง”
แม่ทัพหนุ่มกระโจนขึ้นหลังอาชาอย่างชำนาญชายเสื้อสีแดงไหวไปมาวูบหนึ่ง แสงอาทิตย์สาดส่อง พาให้ร่างสูงใหญ่กำยำดูทระนงองอาจแข็งแกร่ง มั่นคงดุจขุนเขา ใบหน้าคมเข้มฉายแววเด็ดขาดและเยือกเย็น
หานตงมองท่านแม่ทัพใหญ่อย่างเลื่อมใส นอกจากรูปร่างหน้าตาที่สง่างาม บุรุษผู้นี้เก่งทั้งเื่บุ๋นและบู๊ เพราะความสามารถหลายด้าน ทำให้ซ่งจื่อซิงสามารถไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ได้อย่างไม่ยากเย็น
เขาออกรบห้าหนมิเคยพ่ายสักครา ขณะนี้ซ่งจื่อซิงกุมกองกำลังทหารรวมถึงฐานอำนาจเอาไว้ในมือมากมาย ทหารใต้บัญชาต่างจงรักภักดีต่อเขา ผู้คนล้วนเคารพนับถือ
นอกจากนี้ เนื่องจากนิสัยตรงไปตรงมา ไม่คดงอ ฮ่องเต้เองก็มิเคยคิดระแวงเขา กลับมอบความไว้วางใจแก่ซ่งจื่อซิง เกรงใจอยู่หลายส่วน
“ท่านแม่ทัพหมายความว่า...”หานตงมองความเด็ดขาดและเยือกเย็นของผู้เป็นาย
“ให้นางหนีไป”
“แล้วงานมงคลเล่าขอรับ”
ซ่งจื่อซิงกระตุกบังเหียน อาชาร่างปราดเปรียวสายพันธุ์ดีพลันยกเท้าขึ้นส่งเสียงร้องเขากวาดมองขบวนรับเ้าสาวแสนยาวเหยียด
“จงป่าวประกาศออกไปยกเลิกงานอภิเษกระหว่างองค์หญิงเก้าและซ่งจื่อซิงในครั้งนี้แต่สัญญาหมั้นหมายนั้นยังคงอยู่ ตอนนี้...ข้าจะไปเข้าเฝ้าฝ่าา”น้ำเสียงไม่ดังมาก หากเฉียบขาดทรงอำนาจ ผู้คนทั่วบริเวณล้วนได้ยินถนัดชัด
สมรสพระราชทานของฮ่องเต้ จะอย่างไรเสียเขาก็มิอาจฝ่าฝืน แต่ตอนนี้กำหนดวันมงคลคงต้องยกเลิก เนื่องจากพิธีไม่สามารถเริ่มได้เพราะเ้าสาวได้หนีไปเสียแล้ว
หานตงขานรับรีบดำเนินการตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว ไม่ขาดตกบกพร่องแม้เพียงจุดเดียว
ฝั่งแม่ทัพหนุ่มผู้ถูกเ้าสาวหักหน้าเตะสีข้างม้ามันร้องอย่างห้าวหาญแล้วห้อตะบึ่งตามการชักนำของคนบนหลัง ทิ้งฝุ่นตลบตามหลัง
มองไปเห็นเพียงแผ่นหลังกว้างอาภรณ์สีชาดฉูดฉาดถูกสายลมปะทะจนไหวสะบัด สายตาคมกริบมุ่งตรงไปข้างหน้าแน่วแน่บังเกิดประกายนึกสนุกวูบหนึ่ง
ไม่ต้องตาม...แต่เขาจะเป็ผู้ตามนางกลับมาด้วยตนเองต่างหากเล่า
เมืองลั่วหยาง ผู้คนคับคั่งคึกครื้นเดินสวนกันไปมาบนท้องถนน เสียงคุยดังจอแจ
ร่างอรชรในชุดจอมยุทธ์หญิงสีขาวราวหิมะเดินถือซาลาเปาลูกโตถูกกัดกินจนเว้าแหว่งมือบอบบางขาวผ่องยกขึ้นแตะระหว่างคิ้วเบาๆ พบว่า ‘สิ่งนั้น’ ยังติดดีอยู่ลมหายใจจึงพรั่งพรูอย่างโล่งอก ก่อนคลี่ยิ้มอ่อนจาง
สิ่งนั้นก็คือแผ่นหนังมนุษย์แปะติดซ่อนตราประทับดอกปี่อั้นเอาไว้และจอมยุทธ์หญิงผู้นี้ก็ไม่ใช่ใครอื่น เป็เยี่ยนจือที่หนีงานแต่งมานั่นเอง
นางแวะเข้าร้านขายอาวุธซื้อมีดเล่มเล็กมาแหน็บไว้กับรองเท้าก่อนเดินเตร็ดเตร่อย่างสบายใจเฉิบชมดูความครื้นเครงของเมืองลั่วหยางกระทั่งรู้สึกคอแห้งและท้องเริ่มส่งเสียงประท้วงจึงนึกได้ว่าั้แ่เที่ยงวันนางยังมิได้รับประทานอะไรสักอย่าง
ใบหน้าผุดผาดเงยขึ้นมองป้ายขนาดใหญ่สลักคำว่าหอจินอวี้เด่นหราสะดุดตา
ร้านอาหารสองชั้นผู้คนจับจองโต๊ะมากมาย สนทนากันอย่างออกรส เยี่ยนจือลังเลเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าบริเวณนี้ไม่มีร้านอื่นแล้ว จึงเดินเข้าไปจองโต๊ะถือว่าโชคดีหน่อยที่ยังเหลือที่ว่างอยู่มุมสงบห่างไกลจากผู้คน
เสี่ยวเอ้อร์ร่างผอมท่าทางคล่องแคล่วพบจอมยุทธ์หญิงแต่งกายดูดี พลันรีบกระวีกระวาดมาต้อนรับ
“ไม่ทราบว่าจอมยุทธ์หญิงท่านนี้้าจะสั่งอะไรดีขอรับ”
“ขอเป็ดตุ๋นโสมน้ำแกงเม็ดบัวหมูแผ่นรมควันอย่างละหนึ่งที่ อ้อ...ชาปี้หลัวชุนหนึ่งถ้วยด้วย”
เยี่ยนจือคลี่รอยยิ้มอ่อนจางเสี่ยวนิ่งอึ้งอยู่กับที่
จอมยุทธ์หญิงผู้นี้รูปโฉมงดงามสะดุดตาทรวดทรงอ้อนแอ้นบอบบาง สามส่วนสามารถกระชากิญญาผู้คนได้ เมื่อคลำหาเสียงตัวเองพบเขาก็กล่าวตะกุกตะกักเล็กน้อย
“ขะ ขอรับรบกวนท่านรอสักครู่”
เนื่องจากที่นั่งคือชั้นบนของร้านมุมนี้หากทอดสายตาออกไปสามารถมองเห็นเบื้องล่างได้ ผู้คนยังเดินขวักไขว่ดูวุ่นวายสับสน แต่ก็นับเป็สีสันและถือเป็ความคึกครื้นของเมืองลั่วหยาง
รอไม่นานเท่าใดนักอาหารที่สั่งก็ถูกลำเลียงมาวางบนโต๊ะ นางรับประทานอย่างไม่รีบร้อน กระทั่งอิ่มท้องมือเอื้อมไปประคองถ้วยชาขึ้นจิบคำหนึ่ง ไอสีขาวพวยพุ่งบดบังดวงตาเสียงหนึ่งดังกระทบหู
“ชิงหลิงเ้าได้ยินข่าวจากเมืองหลวงบ้างหรือไม่ ว่ากันว่าองค์หญิงเก้าหนีงานอภิเษกไม่รู้ว่านางโง่เขลาหรืออย่างไรทั้งที่ชิ้นเนื้อก้อนโตเข้าปากแล้วแท้ๆยังจะคายทิ้งเสียได้”
นางสำลักน้ำชาเล็กน้อยก่อนเอียงหูไปทางต้นเสียง ดวงตากลมโตสดใสหรี่ลง มุมไม่ห่างไกลจากตรงนี้นักมีหญิงสาวสองคนแต่งกายด้วยอาภรณ์หรูหรานั่งสนทนากันคงเป็คุณหนูจากสกุลใดสกุลหนึ่ง
“เสี่ยวเหลียนเ้าระวังปากหน่อยองค์หญิงอมโรคผู้นั้นอย่างน้อยนางก็เป็ถึงพระธิดาสุดรักของฝ่าาหากใครได้ยินเข้าพวกเราจะเดือดร้อนเอาได้”สตรีงามหมดจดนามชิงหลิงพูดพลางยกข้อมือสวมหยกขาวมันแพะขึ้นดู มุมปากกระตุกยิ้ม
“เหอะ!องค์หญิงโง่งมเช่นนี้หรือที่ฝ่าารงรักนักรักหนา” วาจาเหยียดหยามไม่คลายแต่ยังลดระดับเสียงลงพอให้ได้ยินแค่สองคน ทว่าเยี่ยนจือกลับได้ยินชัด
อมโรค? โง่งม? อ่า...นางชักจะคันไม้คันมือขึ้นมาเสียแล้วสิ
วันนี้หากมารดาไม่สั่งสอนพวกเ้าสักครั้งคงไม่หายคันมือเป็แน่
เยี่ยนจือวางถ้วยชาอุ่นๆลงอย่างไม่รีบร้อนริมฝีปากเล็กดุจผลอิงเถาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มนิ้วเรียวบอบบางเคาะบนโต๊ะเป็จังหวะ
เสี่ยวเอ้อร์ถือถาดคอยบริการวางอาหารให้แก่ลูกค้าเดินผ่านหญิงสาวสองคน
จังหวะนั้นเองเยี่ยนจือดีดนิ้วชี้เข็มเล็กๆพุ่งฝ่าไปในอากาศจิ้มขาพับเสี่ยวเอ้อร์คนนั้นจนสะดุดล้มคะมำ
เขาอุทานถาดอาหารกระเด็นออกจากการประคับประคอง ผัดผัก น้ำแกงต่างๆกระเซ็นถูกสตรีสองนางอย่างเหมาะเจาะ นางยิ้มมุมปากเล็กน้อยขณะยืนขึ้นพลางล้วงเงินก้อนโตออกมาวางบนโต๊ะ เดินไปทางหนึ่งอย่างเบิกบานใจ
เดินออกมาจากหอจินอวี้ผ่านร้านขายสมุนไพร ถึงตรอกแห่งหนึ่งก็ล่วงเลยเข้ายามโหย่วแล้ว(17:00 – 19:00 น.)หูพลันได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือ เยี่ยนจืออิงแอบชิดกำแพงขยับเท้าเดินเข้าไปในตรอกมืดอย่างระมัดระวัง
พบดรุณีอายุราวสิบสามถูกชายฉกรรจ์สี่คนตบตีดวงหน้าเล็กๆอาบน้ำตาน่าเวทนา มือพยายามปัดป่ายการประทุษร้ายเสื้อผ้าฉีกขาดรุ่ยร่ายเผยผิวขาวผ่องราวกระเบื้องเคลือบ เยี่ยนจือมีแววตาเคร่งครึมลังเลเพียงไม่นานก็เหาะเหินขึ้นแนวกำแพงโดยไร้สุ้มเสียง
นางงอนิ้วทั้งสิบเข้าหาอกซัดเข็มพิษบังคับพุ่งไปหมายสังหารกลุ่มชายชั่วช้าเพื่อช่วยหญิงงามอย่างดุดันทว่าเข็มยังไม่ได้โจมตีกลับปะทะถูกเกราะสีคราม เปลี่ยนวิถีพุ่งกลับมาหาเ้าของ
พลังยุทธ์สีน้ำเงิน!
แย่แล้ว... บังเกิดความตื่นตระหนก
ความจริงนางไม่ควรนำตัวเองมาข้องเกี่ยวเพื่อหาเื่ใส่ตัวเช่นนี้
พลังของนางเป็สีแดงต่ำจากพวกมันอยู่หนึ่งขั้นถ้าฝ่ายตรงข้ามมีเพียงคนเดียว นางอาจเอาชนะได้ แต่เมื่อคำนวณดูจากสถานการณ์แล้ว พวกมันมีกันสี่คน หากเกิดพลาดท่าย่อมไม่เป็ผลดีแน่นอน
จะทำอย่างไรดี...จะทำอย่างไรดี
สมองแล่นปราดอย่างรวดเร็วคิดหาหนทางฉับพลันริมฝีปากจึงคลี่ยิ้มกว้าง
“อ่า...ท่านจอมยุทธ์ข้าเพียงแวะผ่านมาแถวนี้เท่านั้นไม่เห็นสิ่งใด ข้าไม่เห็นสิ่งใดทั้งสิ้น”
ร่างอรชรทำท่าหันหลังจากไป ทว่านิ้วทั้งสิบแอบงอภายใต้แขนเสื้อคลุมยาว นางดีดเข็มล่องหนอ้อมไปด้านหลังพวกมัน อาศัยจังหวะฝ่ายตรงข้ามกำลังไหวตัว พุ่งร่างไปยึดข้อมือดรุณีน้อยผู้โชคร้ายและเตรียมจะทะยานหนี
“เร็วเข้า!”
หันมองดรุณีน้อยข้างกายสัญชาตญาณรีบบอกให้นางระวังตัว จริงดังคาด ดรุณีผู้นี้แสยะยิ้มพริบตาพุ่งมีดเข้ามาหวังแทงเข้าร่างของนาง ใบหน้าผุดผาดเคร่งขรึมคิ้วเรียวโค้งขมวดขึง แววตาแข็งกร้าวหลายส่วน
ร่างอ้อนแอ้นไหวอย่างรวดเร็วเบี่ยงหลบคมมีดนางกระแทกสันมือปลดอาวุธอีกฝ่ายจนกระเด็นตกไปมุมหนึ่งจับข้อมือดรุณีน้อยแน่นไม่ยอมปล่อย พลางค้อมตัวเล็กน้อยใช้มืออีกข้างหยิบมีดเล่มเล็กออกจากที่แหน็บรองเท้า
ทุกการเคลื่อนไหวฉับไวดุจสายลมนางกดคมมีดลงบนคอหอยของคนในการควบคุม
ชายฉกรรจ์ทั้งสี่หยุดชะงักแต่ไม่ลดปลายกระบี่ลง มันยังคงชี้มาหานาง พลางลอบสบตากันแล้วพยักหน้าทั้งหมดล้อมนางไว้มิให้คิดหนี
เสียงหัวเราะแหลมบาดหูดังสะท้อนในความเงียบสงบดรุณีน้อยใบหน้าเปลี่ยนเป็นางปีศาจ เขี้ยวแหลมยาวงอกเงย ดวงตาแดงฉาน
“ลำพังเพียงเ้าผู้เดียวเ้าคิดว่าจะหนีพ้นพวกข้าไปได้อย่างนั้นรึ” นางปีศาจแค่นเสียง“หากเ้าไม่อยากตายอย่างทรมาน จงยินยอมให้ข้าดูดกินิญญาเสีย”
ที่แท้พวกมันเหล่านี้วางแผนหลอกล่อคนมาให้ติดกับ
เยี่ยนจือไม่สนใจ มือกดคมมีดเืสีดำเริ่มไหลอาบลำคอของนางปีศาจ อีกฝ่ายกรีดร้องเสียงแหลม
“ไม่ต้องสนใจข้า พวกเ้าจงสังหารนางมนุษย์ผู้นี้เสีย!”
เมื่อได้รับคำสั่งชายฉกรรจ์ไม่ลังเลสิ่งใดอีกต่อไป ทั้งสี่พุ่งเข้ามาพร้อมกระบี่ในมือเยี่ยนจือแววตาแข็งกร้าวหลายส่วน เลื่อนคมมีดผ่านคอหอยนางปีศาจในกระบวนท่าเดียว
โลหิตพุ่งกระฉูดส่งกลิ่นคาวคลุ้งทว่านางกลับไม่สิ้นใจตาย าแกลับสมานตัวอย่างรวดเร็วน่าเหลือเชื่อ
“มีดกระจอกงอกง่อยเช่นนี้คิดว่าจะทำอะไรข้าได้งั้นหรือฆ่านางเสีย! วันนี้ต้องเป็วันตายของเ้านางมนุษย์!”
วินาทีที่กระบี่พุ่งเข้ามาเยี่ยนจือะโขึ้นเหยียบ เหาะเหินไปบนสันกำแพง
เศษสวะพวกนี้ ไม่สังหารก็คงไม่ได้แล้ว
ใบหน้าผุดผาดปรากฏความเคร่งเครียดนางไม่เคยสังหารใครมาก่อน ปมเื่การใช้พลังลึกลับยังฝังใจเพราะพลังนี้ทำให้มารดาที่คลอดนางออกมาตาย
อาจารย์ผู้หนึ่งกล่าวว่าหากใช้บ่อยจะทำให้นางเข้าสู่วิถีมารได้แต่จำเป็สำหรับครั้งนี้
นางไม่สามารถต่อสู้พวกมันได้นางอ่อนด้อยเกินไป อีกทั้งหากปล่อยพวกมันไป ยังจะมีผู้อื่นมาติดกับเป็ทอดๆ
เยี่ยนจือไม่มีเวลาคิดมากนักนางกรีดข้อมือ โลหิตหยดลงพื้นทีละหยด...ทีละหยดเมื่อกระทบลงพื้นบังเกิดเป็ต้นปี่อั้นผลิดอกแดงฉานลามเลียเข้าโจมตีนางปีศาจและชายฉกรรจ์ทั้งสี่อย่างรวดเร็ว
ทั้งหมดเบิกตาตื่นตะลึงร่างแข็งทื่อเย็นเยียบราวกับถูกแช่แข็ง
“มันคือปี่อั้นฮวา!”
แม้อยากจะหนีเพียงใดก็ไม่สามารถทำได้ตามใจนึก ปี่อั้นฮวาดูดกลืนร่างของพวกมันเอาไว้
“ไม่! อ๊าก!...”
พวกมันมีสีหน้าตื่นกลัวประหวั่นพรั่นพรึงขณะเปล่งเสียงโหยหวนทุรนทุราย
ดวงตากลมโตมองปี่อั้นฮวากลืนกินพวกมันแววตาไหวระริก หัวใจเต้นแรงราวกลองศึก ประสาทััของนางรับรู้ถึงความหวาดกลัว ความเ็ป ความทรมาน กระทั่งความตายที่กำลังกลืนกินทั้งห้าชีวิตอย่างช้าๆ
ชีพจรทุกจุดเต้นตุบๆ มันเป็ความรู้สึกชอบใจยิ่งนัก เมื่อได้รับรู้และลิ้มลองสิ่งเ่าั้
ดอกไม้ที่เกิดในขุมนรกดอกไม้แห่งความตายเปล่งประกายสีเืพริบตาร่างทั้งห้าถูกดูดกินเหลือเพียงซากกระดูก ก่อนจะสลายหายไปไม่หลงเหลือร่องรอย
เห็นดังนั้นเยี่ยนจือพลันห้ามปากไม่ให้ตนแย้มยิ้มไม่ได้
นางแย้มยิ้ม...
หากรอยยิ้มนั้นกลับเย็นะเื สายลมแห่งเหมันตฤดูพัดหวีดหวิว หนังมนุษย์ติดซ่อนตราประทับหลุดลอยไปตามลมเผยรูปดอกปี่อั้นส่องแสงสว่างวาบท่ามกลางความมืดสลัว
บุรุษร่างสูงสง่าในอาภรณ์สีดำมองเหตุการณ์เ่าั้อย่างนิ่งเฉย
แสงจันทร์บนฟากฟ้าส่องกระทบผมสีเงินสว่างไสวแววตาของเขาเ็า ความสนใจเพียงหนึ่งเดียวคือร่างอรชรเย้ายวนของสตรีผู้เป็เ้าของดอกปี่อั้น
จะใช่นางหรือไม่...นางที่เขาเฝ้าตามหาคะนึงถึงอยู่ทุกห้วงเวลา
ลูกตาสีดำดุจห้วงราตรีมืดมิดหลุบมองฝ่ามือทันใดนั้นกลางฝ่ามือก็ปรากฏรูปปี่อั้นฮวาสว่างวาบ
บังเกิดประกายไหวระริกความอบอุ่นแผ่กระจายซ่านทั่วร่างหัวใจเคยเต้นชาชืดไร้พลังแห่งชีวิตกลับมาเต้นแรงอีกครา
เป็นาง...